เปลือกธรรมที่รักษาเนื้อเยื่อ

เปลือกธรรมที่รักษาเนื้อเยื่อ

198
0
แบ่งปัน

****** “เปลือกธรรมที่รักษาเนื้อเยื่อ” ******

หวัดดีๆยามเช้า…

พวกฉลาด บางพวกบอกว่า พระพุทธรูป เป็นแค่สิ่งสมมุติ แค่อิฐแค่ปูน ไม่มีค่าอะไรต่อใจใคร

แต่มันก็ยังเอากระดาษพิมพ์สีว่าเป็นแบงค์พัน แบ้งค์ห้าร้อย แบ้งค์ร้อยว่ามีค่าต่อมัน

มันยังเอากระดาษเพ้นท์สี เอามาเก็บรักษาไว้ด้วยความหวงแหนนอบน้อม ว่านี่พ่อนี่แม่มัน

ไม่เอาสมมุติอย่างหนึ่ง เพราะฉลาดมากไป

แต่เสือกไปเอาอย่างหนึ่ง เพราะไม่รู้ว่าโง่มากไปเช่นกัน

คนเรานั้น มันก็โต่งกันไปข้างใดข้างหนึ่ง

ข้าส่งเงินให้พระไว้ใช้จ่ายการเดินทาง

พระท่านไม่รับเงิน ท่านให้ข้าส่งใส่ลงไปในย่าม

ท่านบอกว่า ท่านไม่หยิบเงิน

นี่ไอ้พวกนักธรรมตอแหล

ไม่หยิบเงิน แต่มันรับเงินลงย่าม

รับเงินให้คนอื่นเข้าบัญชีให้

ไม่ใช้เงินแต่ใช้บัตรเครดิต

ไม่รับเงิน แต่จะทำนั่นนู่นี่ ด้วยความอยาก

นี่..ไอ้พวกตอแหลทางธรรมที่แสนเฮงซวย อ้างพระธรรมวินัย

และไม่ยอมรับว่าความดีของมัน ที่ไม่รับเงินนั่นคือความเฮงซวยที่หลอกแดกคนอื่นให้เห็นว่าตนนั้นมันคนดี

มันไม่จับเงินแต่สะสมเงินเพื่อใช้จ่ายนั่นนี่นู่น

นี่เป็นพวกอัปรีย์กาลกิณีแห่งผู้ทรงคุณธรรมวินัย

คนเรานั้น เมื่อต้องการทำอาหาร ที่เรียกว่า แกงกะทิหมู

เราย่อมไปซื้อมะพร้าวจากตลาดมาจากสวนมา

เราซื้อมะพร้าวมาแกงกะทิหรือ…

ก็ไม่ใช่..!!

เราซื้อมะพร้าวมาเพื่อคั้นเอากะทิที่ซ่อนอยู่ในเนื้อมะพร้าวนั่นต่างหาก

แต่เราก็ต้องซื้อ เปลือก ซื้อกาบ ซื้อกะลา ซื้อเนื้อ ซื้อน้ำรวมกันมาด้วย

แต่เราไม่ได้เอาสิ่งที่ซื้อรวมมาด้วยเหล่านี้ มาแกงด้วยซักหน่อย

เราต้องการแค่กะทิที่ซ่อนอยู่ในเปลือกที่มันห่อหุ้มลึกลงไป เป็นชั้นๆต่างหาก

เราไม่เคยรู้สึกเลยว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ เราซื้อเพื่อมาทิ้ง

เราซื้อโดยที่ไม่ได้มีความปรารถนาเอามาทำอะไร

และเราก็นึกไม่ถึงว่า

สิ่งเหล่านี้ที่ห่อหุ้ม มันเป็นเปลือกรักษาน้ำกะทิไว้

และเราก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่า

เราเอาแค่กะทิ แล้วเราต้องซื้อสิ่งต่างๆเหล่านี้ มาทำซากความโง่ทำไม..

ทั้งๆที่..เราต้องการเพียงแค่ กะทิ..!!

แต่เราก็ต้องซื้อมะพร้าวทั้งลูกใช่ไหม..

การสร้างพระก็เหมือนกัน

เราไม่ได้สร้างเพื่อให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ มันศักดิ์สิทธิ์

ไม่ได้สร้างเพราะเห็นว่ามันคือสัจธรรม

ไม่ได้สร้างเพราะความเป็นพระพุทธเจ้า

แต่เป็นการสร้างสัญลักษณ์ อันเป็นเปลือกเพื่อรักษาเนื้อเยื่อ

อันเป็นกะทิที่ซ่อนอยู่ในเปลือกแห่งมะพร้าวทั้งใบขึ้นมา

เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า

มันยังจะพอมีกะทิ ที่ซ่อนอยู่ภายในในเนื้อมะพร้าวอันเป็นเปลือกนี้

มันจะได้พอมีกะทิไว้ได้แกงกินหล่อเลี้ยงชีวิตกัน

กะทิที่เราต้องการ เมื่อไม่มีเปลือกรักษาห่อหุ้มไว้

เอาออกมาไม่นาน มันก็บูดก็เน่าเสียหายไป

ตำราก็เป็นเปลือกอย่างหนึ่งที่รักษาสัจธรรมอันเป็นเนื้อเยื่อ

แต่คนเรา..มันทำตัวเป็นแค่หนอนแค่ปลวกกัดแทะตำรา

มันคั้นกะทิที่ซ่อนไว้ในเนื้อหาแห่งตำรา ออกมากินมาแกงแทบไม่ได้เลย

บุรุษผู้มีปัญญา ย่อมรู้จักที่จะแกะเปลือกออกเป็นชั้นๆ เพื่อมุ่งลงไปแสวงหาสัจธรรมอันเป็นกะทิที่ซ่อนอยู่ในเนื้อ

ปราชญ์ย่อมเอาแค่กะทิ มาแกง

ปราชญ์อันเป็นพ่อครัว ไม่ได้แกงกะทิด้วยเนื้อมะพร้าว ที่ซ่อนกะทิไว้

กะทิที่ซ่อนไว้มันคือเนื้อเยื่อแห่งสัจธรรมที่โดนห่อหุ้มไว้ภายในเปลือก

เรา..จะเอาเปลือกหรือเอากะทิอันเป็นเนื้อเยื่อสัจธรรมมาแกง

เรา..เป็นผู้แสดงความโง่และฉลาดในการกระทำที่เราเลือกตามภูมิปัญญา

ถาม*** ทำไมการสร้างองค์พระเปรียบเสมือนเปลือก แล้วเนื้อเยื่อคืออะไรครับผม พอจ.

ตอบ*** องค์พระนี่เป็นแค่สัญลักษณ์ทางพุทธ

ไม่ได้ทำให้ใครพ้นทุกข์ หรือเกิดปัญญาอะไรใดๆ

แต่สิ่งเหล่านี้ มันเป็นที่ตั้งแห่งใจ

ให้ผู้ที่อยู่ปัจจุบันและอนาคต

ได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวประพฤติปฏิบัติ

ที่เกิดจากการรู้แจ้งเห็นแจ้ง มีปัญญาขึ้นมา

เป็นจุดศูนย์รวมของตำรา และผู้ทรงคุณ

ต้องอาศัยเปลือกเหล่านี้ เป็นที่อยู่และตั้งแสดงภูมิธรรมอันเป็นเนื้อเยื่อ
————————-
ถาม*** ผมว่า ปัญหาชาวพุทธไทยส่วนใหญ่คือ ให้ความสำคัญกับเปลือก จนไม่สนใจเนื้อในมากกว่า ส่วนพวกสนใจแก่นไม่สนใจเปลือกนี่ สอนง่ายกว่า พอ พอจ อรรถธิบาย นี่ ผมก็get ทันที กราบขอบพระคุณครับ

ตอบ*** สนใจเนื้อในจนละเลยเปลือกนี่ก็ไม่ดีเช่นกัน

ถาม*** บางคนยังตำหนิพระที่ไปขึ้นบ้านใหม่ ทำน้ำมนต์ งานศพ ว่ามิใช่กิจของสงฆ์

จริงๆ ถ้ากิจเหล่านี้เค้าไม่ให้สงฆ์มา ก็จะเชิญนักบวชนอกศาสนามา ความใกล้ชิดพระก็ค่อยๆห่างไป

ต้นไม้ ย่อมอยู่ได้ เพราะเปลือก ศาสนาย่อมอยู่ได้เพราะพิธีกรรม

ถ้าเอามรรคผลจริงๆ ศาสนาคงเสื่อมสิ้นอย่างรวดเร็ว มีเปลือกยังพอเป็นอนุสัยสืบไป โมทนาสาธุครับ

ตอบ*** วิถีไทยมันมันอาศัยความเกื้อกูล

จะรดน้ำมนต์ จะทำพิธีอะไร มันก็เป็นกันมาเช่นนี้

ถ้าเราฉลาดและรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องๆโง่ๆ

เราก็ไม่ควรจะไปตำหนิคนที่ไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้ มันโง่และงมงายหลอกลวง

สังคมเขาย้อมมานานก่อนเรากำเนิด

เราควรยอมรับสังคม ว่าเขาเป็นของเขาเช่นนี้

หากเราฉลาดนัก เราก็ควรออกไปจากสังคมโง่ๆ อยู่รูคนเดียว

พิธีกรรมอะไรต่างๆมันเป็นประเพณี

ทำแล้วสบายใจที่ได้ทำ ก็ทำๆกันไป

ฉลาดเกินไปดูคนอื่นโง่ที่ยังทำ

นี่มันก็จะเป็นพวกฉลาดในเรื่องโง่ๆที่ตนเองเห็นว่าโง่ที่คนอื่นเขาทำก็แค่นั้น

พระธรรมเทศนาโดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง 12 เมษายน 2560