ใบไม้แห่งความพลัดพราก ท่อนที่ 10

ใบไม้แห่งความพลัดพราก ท่อนที่ 10

1118
0
แบ่งปัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERAท่อนนี้ กว่าจะเอามาลงหลายวันหน่อย ช่วงมีแขก จึงไม่ค่อยสะดวก มาว่ากันต่อเลย….

หวัดดี ยามค่ำคืนที่มืดมิด ที่นี่..มืดมิดเหลือเกิน ตัวข้าก็เลยต้องปรับสีผิว ให้เข้ากับสถานที่ ตอนนี้ สีผิวก็เลยกลายเป็นสี ช็อกซีนีม่า ผีเห็นแล้วผีช็อก

วันนี้ จะโม้เรื่องผีท่านอั๋นต่อ ทิ้งไปสองคืน ถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ เอางี้ละกัน หลังจากอั๋น เข้าใจอะไรไปพอสมควร

จนจิตใจเปลี่ยนมายอมรับ การไม่ฆ่า เอาชีวิตเจ้าแก้วแล้ว จิตที่ วางอารมณ์ ยามไหลไปในกระแส ที่เป็นสัญญา ก็เจือจาง

ผีท่านอั๋นจึงระลึกชาติได้เยอะแยะ และเขาสามารถ รู้ได้เลย ว่าแต่ละคนที่นั่งฟังข้าชี้เขานี้ ชาติก่อนเป็นใครบ้าง

แต่บางคน ชาติกำเนิดที่ผูกพันลึกไป เขาก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่พอรู้แนวทางได้ เคยทำอะไร เขาบอกว่า ในอดีต ข้าก็ช่วยเขาเช่นนี้แหละ

ช่วยมาทุกชาติ เพียงแต่การช่วย มันแตกต่างกันออกไปตามเหตุและปัจจัย เขาเคยฆ่าใคร มาชาตินี้ เขาก็ต้องฆ่าอีกนั่นแหละ

เพียงแต่ ใครคนนั้น เป็นใครก็ได้ ที่วนเข้ามาในเหตุแห่งวิบาก นี่..เราเลยเข้าใจผิด เกี่ยวกับเรื่องผลแห่งวิบาก

ที่บอกว่า หากเราฆ่าเขา ชาติหน้า เขาก็จะกลับมาฆ่าเรา ตรงนี้ เห็นจะเข้าใจผิด และพุทธไม่ได้ชี้มาอย่างนี้

นี่เป็นคำชี้ ของพวกนอกศาสนาเขาชี้ เพราะท่านอั๋นเอง ต้องรับวิบาก คือต้องกลับมาฆ่า หลายๆ ชาติ

และทุกๆ ชาติที่เกิด เขาก็ต้องเป็นผู้ฆ่า นี่..เพราะเหตุวิบาก มันนำพา สมัยก่อน ท่านเกิดเป็นทหารเอก คู่กับเจ้าพร เจ้านังอ้วนที่ทำร้านถ่ายเอกสาร ในอยุธยา

นั่น เป็นทหารรับใช้ หลวงตากอใฝ่ แห่งวัด สระมณฑณ อะไรนั่น ที่อยุธยา นี่..เกือบ 600 ปีมาแล้ว ไอ้เจ้าพรนี่ เป็นทหารที่ใจคอโหดเหี้ยม

มันมักใช้ดาบเชือดคอศัตรู มันเชือดตรงกระเดือกนั่นแหละ ห้ามก็ไม่ฟัง เชลยบางคน เขายอมแล้ว เขาพนมมือขอชีวิตแล้ว

แต่เจ้านี่ ก็ยังเดินยิ้ม เข้าไปเชือดคอ เชลยกลุ่มนั้น หน้าตาเฉย อั๋นบอกว่าเขาห้ามไม่ได้ ใครห้ามก็ไม่ได้

เพราะความเหี้ยมโหดนี้ ทำให้เจ้าพร ต้องเกิดมาแล้วต้องฆ่าผู้อื่นอยู่อย่างนั้น ผลก็คือ ทุกชาติที่เกิดมา อายุมันจะสั้น

ไม่โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ก็โดนเหตุอื่นๆ ทำให้ตาย แม้กระทั่ง โดนผู้อื่น ฆ่าตาย เป็นเช่นนี้ ทุกชาติ ที่สุด วิบากก็ทำให้เกิดมาเป็นเพศหญิง

นี่..เป็นธรรมชาติแห่งนิยาม ที่ธรรมชาติ จะปรับความสมดุลของมันเอง แต่เราเรียกว่า ชดใช้กรรม เรามักเข้าไปเสือกกับวัฏฏะกรรม

จะมีเราหรือไม่มีเรา มันก็ปรับของมันเอง โดยธรรมชาติของมันเช่นนั้นเอง เราแค่เรียนรู้มัน รู้จักมัน ให้เกิดความประจักษ์ใจ มันก็วางของมันเอง

เราจะวางหรือไม่วาง มันก็เรียนรู้ของมัน และวางด้วยตัวมันเอง จะมีเราไม่มีเราเข้าไปเสือก มันก็วาง วลีกรรมที่เราเข้าใจว่า ใครทำอะไรไว้ ย่อมได้รับผลนั้นตอบสนอง…นี่ล่ะถูก

แต่ที่เข้าใจไม่ถูกก็คือ คำว่าผลนั้น ไม่ได้หมายความว่า ใครทำอย่างนั้นแล้วจะเป็นอย่างที่ทำ คำว่าผลนั้นก็คือ เหตุแห่งผล ที่จะมีผลต่อผู้กระทำ

คือ มันมีผลแห่งการกระทำแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่า จะเป็นผลเช่นไร ก็ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยแห่งวิบาก มาประกอบอีก

ชาตินี้ เจ้าพร กับท่านอั๋น ก็ไม่รู้จักกัน เมื่อมีรูปเป็นมนุษย์ แต่เมื่อสิ้นรูป จิตมันรู้ชัด ว่าคนนี้ เป็นใคร อดีตมาจากไหน

เพราะท่านอั๋นเอง ยังไม่หมด อายุขัย เป็นเพียงแต่ วิบาก มันมาให้ผล ให้โดนทำลายรูป นี่ก็เกิดมาจาก วิบาก ที่ได้ฆ่ามาเป็นจำนวนมาก

จิตที่หลุดจากเครื่องพันธนาการแห่งรูป ที่ทึกทักว่า เป็นตัวตนครอง ย่อมมองอะไรไม่เห็นตรงตามความเป็นจริง

แต่ผี อย่างท่านอั๋น ไม่มีรูป แม้จะเห็นอะไรที่ลึกกว่าตรงตามความเป็นจริง แต่ผี..ไม่มีปัญญา ที่อาศัยเครื่องมือทางรูป มาพิจารณา ให้เห็นความจริง

นี่..มันสวนทางกันอยู่เช่นนี้ ในหลักสูตร วิชาสาม แห่งพุทธศาสนา คือการอบรมจิต จนเป็นสติอุเบกขา คือมีเพียงสติที่ระลึกรู้อยู่เพียงอารมณ์เดียว

เมื่อจิตถอยกลับมา สู่โปรแกรมรูป เมื่อได้กำหนดจิตอธิฐาน ย่อมเห็นชาติต่างๆ ได้มาก ตามกำลังแห่งจิต ของแต่ละคน

สภาวะนั้น ทำกันได้ทุกคน และทุกศาสนา เพียงแต่เมื่อเห็นแล้ว มันไม่เกิดปัญญา เหมือนผีท่านอั๋น มันก็เลยรู้แค่ อดีต

แถมยังนำสิ่งที่รู้นั้น มายึดให้เกิดโทษภัย แห่งอัตภาพในปัจจุบันซะอีก มันไม่ได้รู้แล้วเกิดปัญญาอะไร ที่ท่านอั๋นรู้ได้ เพราะ อาศัยร่างเจ้าแก้ว ประมวลเหตุ

เพราะเจ้าแก้ว ไม่ใช่ร่างท่านอั๋น ร่างนั้น ไม่มีตัวตนความเป็นเจ้าของ ของท่านอั๋น เมื่อจิตไม่มีความเป็นเจ้าของตัวตนในร่าง

เมื่อมีร่างมาให้ใช้ มันก็ง่าย ในการที่จะระลึกชาติ ในอดีตได้ นี่..นักปฏิบัติทั้งหลาย เห็นอะไรไหม ที่เราฝึกทำสมาธิ ก็เพื่อ วางเฉยกับความเป็นตัวตน

เรียกว่า ฝึกจิตให้ออกจากเวทนา เมื่อชำนาญแล้ว จิตมันจะ ไปรู้เห็นภวังค์แห่งความทรงจำ ในอดีตได้ และนำความทรงจำนั้น มาพิจารณาเหตุ

เราก็จะสลดสังเวช ในผลที่แต่ละชาติ ที่เราต้องมาเผชิญ นี่..วิชาสาม หัวใจมันพุ่งเป้าหมายไปทางนี้ คือได้ประจักษ์กับใจตนเอง โดยไม่ต้องถามใคร

แล้วนำสิ่งที่เผชิญ ยืนยันได้ด้วยตนเอง มาปลง จิตที่ปลงและรู้ชัด ก็จะเกิดปัญญา สิ้นอาสวะได้ ในปัจจุบันชาตินั้น

เพราะมันมีรูปให้กลับมาพิจารณา เพียงแต่ เรานั้น วางตัวตนในรูปกันได้หรือเปล่า มีคนถามข้าว่า ทำไมผีท่านอั๋นคิดเองไม่เป็นหรือ ในเมื่อมีร่างเจ้าแก้ว เป็นเครื่องมือคิดแล้ว ขอบอกว่า

จิตที่มันมุ่งอยู่กับสิ่งใด มันจะบดบัง และมองไม่เห็นช่องทางอื่น ที่ดีกว่า หากไม่มีผู้ชี้แนะ เพราะท่านอั๋นเอง มีเพียงแต่ภาวะจิตที่ปักความทรงจำไว้เช่นนั้น

ไม่มีสมองมาคิด แม้จะมีร่างเจ้าแก้ว เป็นเครื่องมือคิดได้ก็ตาม ก็เหมือนคนเรา ยามสุข ก็ย่อมมองไม่เห็นทุกข์

ยามทุกข์ ก็ย่อมมองไม่เห็นสุข เวลาชอบ ก็ย่อมมองไม่เห็น ไม่ชอบ เวลาที่ชอบ ก็ย่อมมองไม่เห็นไอ้ที่ไม่ชอบอยู่เช่นกัน

ทั้งๆ ที่ สุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ มันอยู่ในที่เดียวกัน ใจดวงเดียวกัน แต่เรามองกันไม่เห็น ฉันใด ผีท่านอั๋น ก็มองไม่เห็นอะไร ฉันนั้น

นี่..เพราะจิต เขามุ่งไปที่เจ้าแก้วอย่างเดียว อย่างอื่น เขาไม่ได้สนใจมอง จิตที่ขาดรูป ย่อมขาดการ พิจารณา

แต่จิตที่มีรูปอย่างพวกเรา ดันไม่ค่อยพิจารณา ทั้งๆ ที่มีโอกาสมีรูป คราวหน้า จะมาเล่าว่า ผีท่านอั๋น เขาฝากอะไร มาบอกเพื่อนมนุษย์

เขาหมดสิทธิ์แล้ว ในทุกๆ อย่าง แต่พวกเรา ยังถือสิทธิ์เต็มภูมิ แล้วเราก็ เพลินกับสิทธิ์นั้น โดยลืมไปว่า วันหนึ่ง เราก็ต้องมา อยู่สภาพเดียวกับผีท่านอั๋น

คืนนี้ หมดเวลาแล้ว ขอให้โชคดี ก่อนเป็นผี กันทุกคน หวัดดี..

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง