อย่าหลงกลพวกดีแต่ขี้โม้

อย่าหลงกลพวกดีแต่ขี้โม้

221
0
แบ่งปัน

****** “อย่าหลงกลพวกดีแต่ขี้โม้” ******

>> คำถาม : หนักใจเลยเอาความรู้สึกมาจับที่อาการ…แล้วความรู้สึกลูกก็มีความโปรงเบากายและนิ่มมากๆ เลยครับ

เป็นอยู่อย่างนั้น สองสามวันแล้วก็หายไป…แต่ความโปรงโร่งเบาๆ ยังมีอยู่ตลอดจนทุกวันนี้..

บางวันโดนด่าที่ทำงานความรู้สึกเฉยโปร่งๆ เหมือนนเดิม..แต่บ้างวันโดนด่าอีก..รู้สึกอาการขึ้นเลยหายใจก็หยาบด้วย..

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่หายไปคือความโปรงโล่งนั้น..ลูกได้แค่ดูมันไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะต่อสิ่งที่เห็นอยู่อย่างนี้อย่่างไร..

เพราะนั่งสมาธิก็ไม่เคยได้ฌานหรือเข้าสมาธิกับเข้าได้สักที่…ก็ได้แต่นั่งดูอาการโล่งๆ นั้นลั่มไป..แบบว่าไปไม่เป็น..

จึงขอความเมตตาจากพระอาจารย์ช่วยอนุเคราะห์ชี้ทางสว่างให้ด้วยครับ…ขอกราบสาธุครับ

<< พระอาจารย์ : เป็นอุปาทานอย่างหนึ่งของอาการแห่งจิต

และเป็นอุปกิเลสอย่างหนึ่ง ที่ขวางกั้นมรรคผล

สิ่งที่เป็น มันเป็นอาการของจิตอาการหนึ่งเท่านั้น

เพียงแต่เจ้าของเข้าไปยึดอาการที่เป็น มันไม่เแก้ปัญญาแก้อวิชชาอะไร

พุทธศาสนา ไม่ใช่จมอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วจะตีบตันอยู่แค่นั้น

อีกัวน่าที่นี่ มันก็มีความเป็นอยู่ สงบ นิ่ง โปร่งเบาสบาย

ตบหัวมัน มันยังไม่สนใจอะไร แต่มันก็คือ อีน่ากัวของทุกๆ คนด้วยรูปลักษณ์มัน

ให้เอาอาการยามความโปร่งเบาสบาย เข้าไปทบทวนย้อนรูปเราดู

ว่า ตรงไหนที่มันโปร่งเบาสบาย..

ถ้าบอกว่าจิต ก็ต้องหาว่าจิตมันอยู่ตรงไหน และมันสบายยังไง

นี่..เป็นการสาวผลในผัสสะที่เป็นเข้าไปหาเหตุ

ไม่ใช่แช่อยู่กับผลที่มันมีที่มันเป็น แต่งงกับมันและอธิบายอาการที่เป็น หาทางออกไม่เจอ..

รู้เช่นนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรในอาการที่เป็น

คันแล้วเกายังมันกว่าหลายๆ น่ะ..!!

เรื่องสมาธิที่จิตเราเข้าไปสัมผัสอาการนี่ มันเป็นเวทนาที่ปรุงออกมาเรียบร้อยแล้ว

ความโปร่งโล่งเบาสบายนั้น เป็นเพราะมันจรดจ่ออยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างเดียว

การปรุงด้านช่องทางอื่นที่เรียกว่าอายตนะ มันไม่ฟุ้งรุนแรง สติมันระลึกได้ถึงความเบาบางสบายๆของลมหายใจ มันจึงรู้สึกโปร่งเบาสบาย

หากทนเพ่งต่อไป จิตมันก็จะหดตัวไปสู่การไม่ปรุงแต่งอะไรใดๆ และคงไว้แต่สติเจ้าของ ที่วางตัวเป็นอุเบกขา

คนที่มีจิตเข้าออกอาการเช่นนี้บ่อยๆจนเป็นฌาน สติปัญญานี่จะแหลมคม

การขบคิดเมื่อได้รับการชี้หรือผัสสะ จะทะลุทะลวงเข้าใจได้ง่าย

มีนักปฏิบัติทางจิตมาหาข้าหลายคน ปัญหาของเขาคือ

เขาเข้าใจว่า การปฏิบัติของเขานั้นไม่รุดหน้า เขาแช่กับอาการนิ่งๆสงบๆมานานหลายปี

ไม่สามารถออกไปรู้เห็นอะไรอย่างศิษย์รุ่นน้องที่เขาเห็นนั่นเห็นนี่ เห็นนรกเห็นสวรรค์ เห็นอดีตเห็นอนาคต

เขาเองอยากเห็นสิ่งเหล่านี้ แต่การปฏิบัติที่เขามี มันไม่มีกำลังและไม่รุดหน้าอะไรเลย

นี่…เช่นนี้เรียกว่า เข้าใจการทำสมาธิผิด ..!!

การรุดหน้าทางสมาธิไม่ได้วัดการที่เห็นนั่นเห็นนี่

การเห็นนั่นเห็นนี่นี่..มันเป็นการปรุง มันปรุงของมันอย่างนั้นแหละ

ไอ้ที่ขี้โม้คุยอวดเอาก็เยอะ กลัวคนอื่นเขาจะไม่นับถือ ว่าตนนั้นเห็นนั่นรู้นี่เหนือคนอื่น

การที่เราเห็นว่า สมาธิเราไม่ก้าวหน้า นี่เป็นเพราะว่า เรามันอยากจะก้าวหน้าเห็นนั่นเห็นนี่

เห็นนู่นนั่นนี่ เพื่อเอามาอวดตนและผู้อื่นเท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก เป็นอุปกิเลสล้วนๆ

ขอให้เรายอมรับภาชนะที่เรามีมันก็พอ

เราทำได้แค่นี้ ก็พึงพอใจแค่นี้ เอาสมาธิที่ได้ที่มี มาตีเหตุตีผลที่ผัสสะให้เกิดปัญญาได้แล้ว

ไม่ต้องรอเห็นนั่นเห็นนี่ หรือฌานนั้นฌานนี้ ตามที่ใครๆเขาโม้มา

การยอมรับว่า กำลังของเรามีเพียงเท่านี้ และเราพอใจเพียงแค่นี้

มันจะทำให้สมาธิที่เรามี รุดหน้าไปกว่าเดิมเป็นอันมาก

การเห็นนั่นนู่นนี่ ส่วนใหญ่มันจะเห็นแค่ครั้งเดียว ไม่ได้กลับมาเห็นซ๊ำหรอก มันเหมือนฝันไปนั่นแหละ

เป็นแต่เพียงมันมีสติมาหล่อเลี้ยง มันจึงมีกำลังจำความฝันที่นั่งสมาธินั้นได้

ส่วนการพยากรณ์ ว่าคนนั้นอดีตเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน่น

ทำนายทายทักอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้พวกนี้ขี้โม้ไปเรื่อยของมันเอง

คนชอบทำบุญทำทาน เข้าหาวัดเข้าหาครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ไม่ขี้โม้นะท่าน

บางคนนี่ ตัวดีเลย มันขี้โม้แหลก โม้ว่าได้นั่นได้นี่ รู้นั่นี้นี่ เอาตนเป็นที่ตั้งเป็นศาสดาของกลุ่ม

และกลุ่มพวกนี้ มักจะหลงใหลและเชื่อมั่นเอามากๆซะด้วย เพราะไม่รู้ว่าผู้นำมันขี้โม้

เป็นผู้ตามที่ขาดการวิเคราะห์ กลัวนั่นนู่นี่ ที่พวกขี้โม้ขู่ เป็นไอ้พวกกลัวตายตามคำขู่

ข้านี่เจอพวกเช่นนี้มาหลายๆกลุ่ม ต่อหน้าข้านี่อ่อนน้อม ลับหลังมันด่ากันชิบหาย

มันกลัวศิษย์มันจะโน้มมาทางข้า ไอ้บ้า..!! ไอ้พวกโง่ๆหลอกง่าย เชื่อง่ายขาดความเฉลียว มันเข้าไม่ถึงธรรมหรอก

มันบ้าบุญ มันโต่งในทางใดทางหนึ่ง ข้าไม่เอา คุยไม่รู้เรื่อง ความเชื่อมันมาบดบังความจริง

สอนยากชี้ยาก เสียเวลาให้อาหารสัตว์เลี้ยงที่นี่เปล่าๆ

หลายคนการศึกษาดี เรียนสูง หน้าที่การงานดี แต่โง่เรื่องธรรม แถมไปเชื่อพวกขี้โม้อย่างหัวปักหัวปำ

ข้าเห็นข้าฟังแล้วมันสมเพชใจ จริงๆมันก็ลูกหลานตามๆกันมานี่แหละ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ

มันชอบโดนกักขังด้วยจิตโง่ๆของตัวมันเอง มันไม่อยากเป็นอิสระจิต ที่ตนเองคิดเป็น รู้เป็นด้วยกำลังปัญญาของตัวเอง

นกนั้น มันไม่ได้ไว้ใจกิ่งไม้ที่มันอาศัยเกาะหรอก นกมันไว้ใจปีกที่มันแข็งแรงของมันเองต่างหาก

เราควรมีปีกที่โผบินด้วยกำลังของเราเอง

ข้านี่ชี้ให้เรามีกำลังและอิสระด้วยใจเราเอง ยืนยันได้ด้วยใจเราเอง รู้เหตุรู้ผลด้วยกำลังแห่งปัญญาเราเอง

อยู่อย่างไม่ต้องมีใครมาคอยหลอก ว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ อย่ามืดมนเพราะความไม่รู้ว่าเจ้าลัทธิ มันขี้โม้

แต่มันเสือกไม่เอาซะนี่ ไอ้เหี้ย.. ยิ่งพูดก็ยิ่งขึ้น..ในความไม่ค่อยฉลาดของน้องๆมัน..!!

พระธรรมเทศนา วันที่ 14 มีนาคม 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง