เกิดมาได้สร้างกุศลในละครโรงใหญ่

เกิดมาได้สร้างกุศลในละครโรงใหญ่

244
0
แบ่งปัน

******* “เกิดมาได้สร้างกุศลในละครโรงใหญ่” *******

หวัดดีถึงไหนแล้ว….

>> ลูกศิษย์ : ปตท.ท่าม่วง ครับผม

<< พระอาจารย์ : ขอบใจที่มาช่วยกันเทเสาจนจบกันทั้ง 10 เสา

มีพี่น้องของเราได้ทุ่มเทใจและกำลังให้แก่พุทธสถานอย่างเต็มหัวใจ

…ตรงนี้น่าชื่นชม

พวกเรามาสละแรงกายให้แก่แผ่นดิน

นี่…เป็นทานที่เราได้สละกันออกมาจริงๆ

ข้าเอง ไม่ต้องมาทำสิ่งเหล่านี้ก็ได้ เพราะได้ทำมามากพอแล้ว

ก่อนบวช ก็ได้สร้างได้ทำเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ พระองค์ใหญ่ๆหลายองค์

ขนาดหน้าตักตั้งแต่ สี่ห้าเมตรไปจนถึง 19 เมตร นี่เกี่ยวกับสาธารณชนที่ได้เกิดมาร่วมทำ

ส่วนในอดีต ข้าระลึกได้ว่า ในอดีตชาติ ข้าเองก็ได้สร้างได้ทำสิ่งก่อสร้างนี่ให้แก่แผ่นดินไว้เยอะแยะ

นี่..ชาตินี้ก็มาทำกันอีก มันเป็นวิบากอย่างหนึ่ง ที่อาศัยกรรมอันเกิดจากความพอใจ ที่ได้สละให้แก่แผ่นดิน

แต่นี่แหละ คือกำลังบุญ

ที่จะเป็นเสบียงให้เราก้าวไปสู่กำลังแห่งภูมิปัญญาเพื่อความพ้นทุกข์

วัตถุน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ตัวกำลังใจที่ได้ทำนี่ซิ มันยิ่งใหญ่

พวกเราหลายคน ข้าจะบอกว่าโง่ เดี๋ยวมันก็ด่าข้าอีก

ชีวิตข้านี่ มีกำลังอยู่อีกไม่นาน ผลแห่งธรรมและการสร้างสรรผลงานต่างๆ ที่แสดงออกมา

มันประจักษ์ตาแทบจะทิ่มเข้าไปในลูกกระเดือกอยู่แล้ว

นี่..มึงยังไม่เชื่อใจกูอีกหรือ…!! ว่าไม่ได้นำไปสู่ความตกต่ำ

ทำไมไม่รีบๆ กระตุ้นตัวเอง ให้มันเร่งๆ ขึ้นมา

เฉื่อยชาเอาแต่อัตตาตัวเองตัดสิน มันจะไม่ทันการณ์

วันหนึ่งมันก็ต้องจากกันแล้ว บุญไหนๆ มันก็ไม่เท่าการสละใจกาย เท่าสร้างองค์พระหรอก

นี่เพราะเราเป็นชาวพุทธ ถ้าเรานับถือกิ้งก่า การสร้างอิกัวน่า มันก็เป็นกุศลหนักเช่นกัน

วัตถุนะมันเป็นเครื่องมือ แต่ใจที่ได้มีที่เกาะเกี่ยวในเครื่องมือนั้นๆนี่ซิ มันเป็นเสบียง

เป็นการสร้างเสบียงบุญให้โปรแกรมจิตมันได้บันทึก

พวกเรานี่ บางคนก็มีอัคติในใจอีก คิดว่าข้านี่ทำอะไรเกินตัว

จริงๆใจมันนั่นแหละเด็กน้อย เอาใจตนเองไปยัดเยียดให้ใจข้า ว่าต้องทำไม่ได้เหมือนมัน

นี่มันอคติ ไม่ใช่เป็นห่วง เมื่ออคติ อะไรๆมันก็ไม่อยากร่วมมือ ทั้ๆที่ใจมันเองก็ศรัทธา

เมื่อมีอคติในใจ มันก็คอยผลักไส ไม่ให้ใจเจ้าของ มองเห็นหนทางแจ่มใสที่จะกระทำการร่วมมือหรอก

เราเกิดมานี่ ชาตินี้เราต้องการอะไร

..เราควรจะถามใจตนเอง

ปัญญาน่ะปัญญา..คิดลึกๆได้ไหม

พึงแสวงหาเพื่อย้อมใจตนไว้เยอะๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไร

ให้พวกเราบางคนมันได้คิดได้ ไม่พูด มันก็ปริ่มอยู่เท่าเดิม พูด มันก็รำคาญเปล่าๆ

นี่..ต้นธันวานี่จะไปเขมร ข้าไปทำอะไรรู้ไหม มันมีคนสงสัยอีก ไปเขมร..ไปทำไม

บางคนก็เอาตนเองทึกทักไป ว่าเราไปเที่ยวเขมรกัน น่าจะไปพม่าดีกว่า

สมองแม่งมันก็มีแค่นึ้แหละ

มีแต่คนนอกที่ถามข้ามา ว่าพระอาจารย์จะไปทำอะไรที่เขมร

ข้าบอกว่า…

แกเห็นงานก่อสร้างที่ข้าทำขึ้นมาไหม..??

บรรยากาศเหมือนที่ไหน แกลองว่ามา

มีคนหนึ่งมาจากเชียงใหม่เขาบอกว่า อเจนต้า บรรยากาศเหมือน ถ้ำอเจนต้าที่เขาเคยไป มันให้ความรู้สึกเช่นนั้น

ข้าบอกว่า….ใช่

เขามีความรู้สึกเช่นนั้น และข้าก็สร้างความรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมา

มันมีกลิ่นอาย ที่จะแฝงศิลปการตกแต่งเข้าไปในองค์พระ ด้วยลักษณะราวๆนั้น

อีกที่ ที่ข้าต้องการตกแต่งกลิ่นอายแห่งศิลปะออกมา

เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งงานและการถ่ายทอดงาน

นั่นก็คือ นครวัดและนครธม ข้าเล็งสองที่นี่ไว้ เพราะที่นี่มีความศรัทธาของผู้คนหล่อหลอมขึ้นมา

ข้าอยากไปที่เหล่านี้ ก็เพื่อไปอบฟักกลิ่นอายแห่งศิลปออกมา มันต้องเอาสัญญาเข้าไปคลุก

มันยากมาก ที่คนทั้งหลายจะเข้าใจ องค์พระพุทธะข้าปั้นออกมาสวยงามได้

เพราะข้าเอาจิตถอดไปสู่ศิลปแห่งทวยเทพ

ดึงเอาความเป็นเทพ ออกมาฉายความรู้สึกและอารมณ์

ผ่านจิตและวิญญาณสู่จินตนาการ

ข้าปั้นจากอากาศ ที่ดึงออกมาจากภวังค์จิต

ปั้นก็ไม่เคยปั้น แต่งานช่าง ข้าปั้นมากับมือเป็นพันๆ ชาติมาแล้ว นั่น..ข้าเข้าไปเอาตรงนั้นออกมา

ที่เขมรก็เหมือนกัน มันมีความทรงจำแห่งงานช่างที่ข้าได้เคยถ่ายทอดและทิ้งความทรงจำเอาไว้

ข้าก็แค่จะไปทวงคืน ทวงกลิ่นอายและพลังกลับคืนสู่ผืนแผ่นดิน ที่เราได้เกิดกำเนิดมา

มันต้องไปซึมซาบ ดึงเอาความรู้สึกทุกอย่างกลับคืนมาสู่กาลนี้

กลิ่นอายและงานปราณีตวิจิตรสลักอันตรึงตรา

ข้าจะถ่ายถอดลงสู่ผืนแผ่นดินที่เรากำเนิด ไม่ใช่ว่าเราจะไปก๊อปปี้เขา

แต่เราจะเอาจิตและวิญญาณที่ฝังอยู่ในแผ่นดินเขา

กลับมาสู่ผืนแผ่นดินปัจจุบันเรา บรรยากาศงานตกแต่งภายในที่ข้าวาดไส้ในจินตนาการ

ย่อมได้กลิ่นอายแห่งความบริสุทธิ์ที่ประยุกต์ เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบันนี้

ข้านี่ เตรียมช่าง ที่จะขึ้นงานไว้อย่างคร่าวๆ เตรียมที่จะหาหนทางในการนำแผ่นหินทรายจากโคราช มาติดตั้งและทำการแกะสลัก

ศิลปะในยุกปัจจุบัน แต่มีกลิ่นอายธรรมชาติ เป็นเข็มร้อยเรียงมาจากอดีต ทิ้งไว้ในผืนแผ่นดิน

ทิ้งไว้ให้เป็นอนุสรณ์แก่อนาคตสืบสานความเป็นพุทธ ให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปด้วยกลิ่นอายแห่งศิลป ที่ดีไซน์ออกมาจากก้นลึกแห่งห้วงหัวใจ

โบราณกาลท่านทิ้งมูลเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ เราแค่นำมาสืบสานไว้ ขอแค่เสี้ยวหนึ่งในสิ่งที่ปรากฏออกมาก็ยังดี

พวกเรามันก็แค่ผู้ตามดู แค่สนุกและคิดเอา

เวลาข้าจะทำอะไร หรือจะไปไหน มันก็เลยดูว่า นี่เราจะหาตังค์ไหนไปเที่ยวกับพระอาจารย์หนอ

เที่ยวนี่ ผลพลอยได้

ข้า ไม่ต้องไปไหนแล้ว อยู่ป่าอยู่เขาและตายตรงนี้ เป็นสุขที่สุดแล้ว

การได้ไปไหนๆ ร่วมกันนี่ มันเป็นแค่หนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งภวังค์จิต ที่มันได้บันทึก

ว่าเราได้มีส่วนหนึ่งอยู่บนฉากแสดง ละครแห่งชีวิต ที่ได้ร่วมกันเกิดมา

เราทุกคน ต่างมีแหล่งที่ปรุงแต่งและแสวงหา ของใครของมัน

วันที่เราต้องจากกัน ภาพสัญญาจำ มันบันทึกของมันเรียบร้อยไปแล้ว

ว่าครั้งหนึ่ง เราเกิดมา ได้มีการแสดงร่วมกัน อนู่ในโรงละครเดียวกัน

และสิ่งที่แสดงนั้น มันจะฉายภาพให้เจ้าของได้เห็น ยามกายนี้ต้องแตกพราก

ว่าครั้งหนึ่ง เราเองนี้ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการที่ได้สร้างคุณ เพื่อตอบแทนผืนแผ่นดิน

กับพระอาจารย์ ที่เราเคารพนับถือ และอาจารย์ผู้นั้น

เป็นกำลังใจให้ใจเรา ก้าวและดึงเรา ออกไปสู่แสงแห่งปลายอุโมงค์

ด้วยกุศโลบายที่เรา…ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย

รีบตัดสินใจ มาร่วมสร้างและร่วมงานเพื่อผืนแผ่นดิน

วางอคติไว้ในชักโครก ราดน้ำไล่กลบมันออกไป

หมั่นสร้างกุศลวิบากร่วมกันด้วยความเต็มใจ เพื่อละครโรงใหญ่ที่เราได้เกิดมาแสดงร่วมกัน

คืนนี้..สวัสดี..!!

พระธรรมเทศนา วันที่ 18 กันยายน 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง