ว่าไปตามโลกย่อมอยู่ง่ายกว่าขวางโลก

ว่าไปตามโลกย่อมอยู่ง่ายกว่าขวางโลก

281
0
แบ่งปัน

******* “ว่าไปตามโลกย่อมอยู่ง่ายกว่าขวางโลก” *******

ขอสาธุคุณ..

เรามาว่าถึงเรื่องบวงสรวงกันอีกหน่อย..

การบวงสรวงนี่ บางคนก็ถือเป็นเรื่องงมงาย บางคนก็ถือเป็นเรื่องจำเป็น

ส่วนข้านี่ บวงสรวงก็ได้ ไม่บวงสรวงก็ได้

ถ้าน้องๆอยากบวงสรวงเพราะมีความรู้สึกดีๆ ข้าก็โอเค

ถ้าน้องๆเห็นว่ามันเป็นเรื่องงมงาย เราก็ไม่ต้องทำ

ที่บุญญพลังนี่ ได้บวงสรวงไปหลายครั้ง

ตอนถักเศียรยักษ์เสร็จเมื่อสองปีก่อน เราก็ได้ทำการบวงสรวง

หลังบวงสรวงเสร็จ เจอพายุ เศียรเหล็กถักหนัก 11 ตัน เอียงกระเท่เร่

นี่..ถ้าไม่บวงสรวง มันก็จะด่าข้าว่า นี่เป็นเหตุเพราะไม่ทำพิธีบวงสรวงแน่ๆ ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้

แต่เมื่อทำการบวงสรวง แล้วเศียรดันมาล้มเพราะพายุ มนุษย์ก็จะหาเรื่องอื่นมาพูดมาแก้ตัวและกล่าวอ้างอีก

ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์หรอก แม้แต่เทวดา ผี นาค พรหมที่นี่ ต่างก็พากันแก้ตัวกะข้าเหมือนกัน

พลังงานเหล่านี้บอกข้าว่า พวกเขาดูแลไม่ไหว หากข้าจะสร้างทั้งข้างล่างและบนยอดภูเขา กำลังเขามีไม่พอ

นี่..ผีมันมาอ้างว่าอย่างนี้ จึงแก้ตัวว่า เศียรล้มเพราะพวกเขาดูแลไม่ไหว ให้ฃปสร้างบนภูเขาที่เดียวก็พอ

ไอ้เหี้ยย..ตอนกูเริ่มถักเริ่มทำ เสือกไม่มาบอก มาบอกเอาตอนเศียรล้มไปแล้ว

ข้าก็ด่าไอ้เย๊ดแม่เท่าแหละ โคตรพ่อโคตรแม่ผีก็ไม่สนล่ะ

พลังงานในโลกวิญญานนี่ มันก็มี พลังงานในกายหยาบนี่ มันก็มี

ต่างก็ว่าไปตามสมมุติตามเหตุปัจจัยด้วยกันทั้งนั้น

การบวงสรวงนี่ ถ้าเห็นว่าดีก็บวงสรวงไป

ถ้าเห็นว่าเป็นความงี่เง่า ก็ไม่ต้องไปบวงสรวงมัน

เอากันง่ายๆแค่นี้ ใจมันจะได้ไม่ต้องไปตำหนิใครๆเพราะความถูกใจ ไม่ถูกใจของอารมณ์เจ้าของเป็นเหตุ

คนที่มีศรัทธา นำสิ่งของมาถวายพระภิกษุ

นี่ก็เป็นอาการเซ่นไหว้บวงสรวงอย่างหนึ่ง ที่เป็น มินิบวงสรวง

การจุดธูปเทียนบูชา นี่ก็เป็น มินิบวงสรวง

การจะจัดสิ่งของใหญ่โตตั้งโต๊ะ นี่บวงสรวงที่มันใหญ่

บวงสรวงนี่คือการนอบน้อมต่อสรรพสิ่งที่เราต้องการนอบน้อม

มันเป็นเครื่องมือให้ใจได้เกาะติดกับความศรัทธา

ฉนั้น มันอยู่ที่ปัญญาผู้ใช้ ว่าจะใช้มุ่งไปในเจตนาใด

เจตนาทางปัญญา มันก็มาทางปัญญา

เจตนางมงาย มันก็มาทางงมงาย

ทั้งปัญญาและศรัทธา หากโต่งไปทางด้านใดด้านหนึ่งมากๆ โดยขาดสติ

นี่..มันก็โง่เหมือนกันทั้งคู่

อย่าไปคิดว่า อย่างนั้นถูกอย่างนี้ผิด

นี่พุทธนี่พราหมณ์ นั่น..มันเป็นเรื่องของทิฏฐิวรรณะ

เป็นอัตตาแห่งตัวตนที่คิดว่าของตน มันดีกว่าของผู้อื่น

พุทธนี้ใช้หลักปัญญา ไม่ใช่ใช้หลักอัตตา

เราอยู่ร่วมในสังคมที่ห่อเปลือกหนากันมา

เราก็ควรแทะเปลือกอย่างที่เขาพากันแทะเปลือกกัน ก็อยู่ร่วมกันกับโลกได้

รู้ว่านี่เปลือก กูไม่แทะ เพราะมันเป็นเปลือก

โน่น..ไปฉลาดอยู่คนเดียวในรูส่วนตัวโน่น

อย่าไปสะเออะอยู่ร่วมโลกกับใครเขา ที่เขาพากันแทะเปลือกหนาๆ กัน..

คนหลงป่า มันก็ย่อมทุกข์กับการแสวงหาทางออก

หลงป่าสิบปี มันก็ทุกข์กับการแสวงหาทั้งสิบปี

หลงร้อยปี มันก็ทุกข์กับการแสวงหาทางออกทั้งร้อยปี

นี่..เพราะมันยึดกับการแสวงหาทางออก

มันอาจลืมไป ว่าจะออกหรือไม่ออก มันก็แสวงหากันอยู่ในป่านั่นแหละ

ป่าที่หลง กับป่าที่มันไม่ได้หลงในตอนแรก มันก็คือป่านั่นแหละวะ

หากยอมรับว่าเราหลงซะตั้งแต่แรก มันก็คงไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาให้มันทุรนทุรายใจ

แต่นี่เพราะมันไม่ยอมรับว่ามันหลง ความทุรนทุรายใจในการแสวงหามันก็เลยมี

ป่าน่ะ..มันไม่ได้ทำให้ใครหลง มันยังคงสดสวยและเป็นธรรมชาติธรรมดาของมันเช่นนั้น

เป็นแต่ใจเจ้าของนี่แหละทั้งนั้น

พอผิดไปจากอัตตาตัวตน ที่มันมีสัญญายึดจำ

ป่าที่สวยงามก็กลายเป็นนรกพลัน

นรกไม่ได้เกิดจากป่าที่มันคิดว่าหลง

สวรรค์ก็ไม่ได้เกิดจากป่า ที่มันไม่คิดว่าหลง

ใจเจ้าของนั่นแหละ บัญญัตินรกสวรรค์ขึ้นมา จากการผัสสะที่ถูกใจและไม่ถูกใจ

ถูกใจก็เออ…ชอบไปซะหมด

ไม่ถูกใจก็ เฮ่อ…ไม่ชอบไปซะหมด

นี่..อัตตาแห่งกิเลส ที่เป็นธรรมของชาวบ้าน

และภิกษุ มักชอบนำมาใช้ เอาความถูกใจไม่ถูกใจแห่งตน ชี้นำผู้อื่น

ตัวเองไม่เห็นด้วยกับการบวงสรวง ก็ด่าก็ว่าค่อนแคะคนบวงสรวง

ไอ้พวกเวรพวกนี้ มันไม่เคยด่าใจของมันเอง ที่ชอบไปด่าว่าคนอื่นเขามั่ง ว่าไอ้ที่ชอบไปเสือกๆและด่าว่าใครอื่นเขานั้น

นั่นมันเป็นใจที่เลวระยำ ไม่แตกต่างกับใจของมัน ที่ชอบด่าว่าผู้อื่นด้วยความไม่ชอบใจ…!!

พระธรรมเทศนา วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง