วิบากแห่งการฆ่าตัวตาย

วิบากแห่งการฆ่าตัวตาย

734
0
แบ่งปัน

****** วิบากแห่งการฆ่าตัวตาย ******

เรื่องนี้มีคนถามกันมาเยอะ ตอบแต่ละคนคงไม่ไหว มาฟังรวมๆกันเลยดีกว่า ส่วนรายละเอียด มาถามกันเฉพาะหน้าก็แล้วกัน

>> ลูกศิษย์ : กราบนมัสการค่ะหลวงพี่ มีเรื่องจะขอความเมตตาจากหลวงพี่ค่ะอยากให้ท่านเทศน์ เรื่องการฆ่าตัวตายค่ะ

เพราะเพื่อนร่วมงานได้ฆ่าตัวไป 2 คนแล้ว ฉันอธิบายเรื่องไม่ชัดเจนค่ะ เลยอยากให้หลวงพี่ท่านเทศน์ให้ฟังค่ะ แล้วฉันจะได้เอาธรรมที่ท่านเทศน์ไปแชร์ต่อค่ะ

แต่ถ้าหลวงพี่ไม่สะดวกก้อไม่เป็นไรนะค่ะ รอได้ค่ะ ฉันหวังคนที่ได้อ่านที่ท่านสอนแล้วคงเข้าใจและคิดอะไรได้ค่ะ ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ กราบนมัสการแทบเท้าอย่างหมดใจ ค่ะ

<< พระอาจารย์ : วันนี้ ข้าจะโม้เรื่อง กรรมแห่งการ ฆ่าตัวตาย จุ๋มมันส่งรูป เพื่อนมันมา และตั้งคำถามมา วันนี้ ข้าจะโม้ให้ฟังพอรู้เรื่อง

เผื่อใครอยากจะฆ่าตัวตาย จะได้รู้ว่า ฆ่าตัวตายแล้วไปไหน และฆ่าแล้วได้โบนัสเท่าไหร่

มนุษย์เรานี้ เกิดมามันมีเหตุ ส่งมาเป็นรูป นั่นก็คือ วิญญาณ ที่มีเหตุจากการปรุงแต่ง มาจากอวิชชาเป็นเหตุ

เมื่อมีรูปแล้ว รูปก็ดำเนินต่อไปตามวิบากแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้ มาให้ผล

ขณะที่มาให้ผล เราต้องเผชิญผล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลนี่ มีทั้งถูกใจ และไม่ถูกใจ ชอบและไม่ชอบ

แต่คนเรามักเลือกที่จะชอบด้านถูกใจ อะไรที่ไม่ถูกใจต้านทานไม่ได้ เราไม่ชอบ อะไรที่เราไม่ชอบ ไม่ถูกใจ อึดอัดกับการเผชิญ เราบอกว่านี่ เป็นกรรมของกู

แต่พอถูกใจ ชอบใจ สดใสร่าเริงกับสิ่งที่ได้เผชิญ บอกว่านี่คือความสุข ไม่ใช่กรรม นี่แหละ มนุษย์ วิปลาส

เพราะสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ มันเกิดจากผลแห่งวิบากกรรมทั้งคู่ เรา…มันเลือกและตัดสินเอง ว่าไม่ชอบใจไม่ถูกใจ นั่นแหละกรรม ส่วนที่ชอบใจ ถูกใจ ไม่ใช่กรรม

นี่..คือการเข้าใจผิดอย่างมากๆ ที่ท่านว่า สิ่งทั้งหลาย มันเป็นธรรมดา อกุศลก็เป็นธรรมดา กุศลก็เป็นธรรมดา เรานี่แหละ ไปตั้งท่าตั้งสมมุติยัดเยียดลงไปเอง

กรรมทั้งหลาย เกิดจากเรากระทำทั้งสิ้น คนอื่นไม่เกี่ยว ที่เกี่ยว เพราะเราไปเสือกกับเขาเอง เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้น ผลแห่งกรรมคือวิบาก ย่อมมาให้ผล

มันก็ให้ผลเป็นธรรมดา เพียงแต่เรา มันเกิดการตัดสิน ถูกใจไม่ถูกใจ

ในผลแห่งวิบากนั้นๆ นี่แหละคือปัญหาของความเป็นเจ้าของตัวตน

หากเรายอมรับ มันก็ดับ แต่เราย่อมเจ็บปวด ทั้งทาง กาย วาจา ใจ ก็ได้ หากเราไม่ยอมรับ มันก็ก่อเหตุต่อ อาจได้สะใจ และจบลงชั่วคราว

แต่ไม่นาน มันก็หวลกลับมาใหม่ มันไม่จบ เพราะเรายอมรับไม่เป็น เราขาดสติไต่ตรอง ในผัสสะที่เรากระทบ คนที่ยิงตัวตาย

นี่..เพราะมันอึดอัดขัดข้อง แก้ปัญหาไม่ออก มันจนตรอกและมืดแปดด้าน ทางออกที่รวบรัดดีที่สุด คือตายไปซะ จะได้ไม่ต้องมารับรู้ ไม่ต้องมาแบกภาระ

หรือประชด เพื่อความสะใจ ให้อีกฝ่ายเสียใจ กับการตายของตน ซึ่งมันก็มีเหตุผล และเหตุปัจจัยหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ตายดีกว่าอยู่

นี่…แค่วูบเดียวของความคิดเท่านั้น มันจะปรุงแต่ง โดยการ ดับรูป เหตุที่มีการปรุงแต่งการดับรูป เพราะมันมีเชื้อแห่งโปรแกรมจิต การฆ่าตัวตายมาก่อน

หากเหตุนั้นๆ มาให้ผล สังขาร มันจะปรุงให้ฆ่าตัวตาย และไม่ว่าจะเกิดไปอีกกี่ชาติ หากไม่ได้รับการพัฒนาจิต ให้มีความต้านทาน ต่อเหตุที่ผัสสะ

พอถึงวิบากมาให้ผล มันก็เลือกที่จะฆ่ารูปตัวเองอีก แต่เจ้าตัวนั้น ไม่รู้จักโปรแกรมพวกนี้หรอก พวกนี้ เข้าใจว่า ตัวเองโดนกระทำ

และหนี การกระทำ เข้าไม่ถึงภาวะความเป็นจริงของวิบากแห่งจิต ที่จำเป็นต้องเผชิญ เมื่อเกิดการฆ่าตัวตาย เกิดมาอีกเมื่อไหร่

ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ มันก็ต้องฆ่าตัวตายอีก มันแก้ยาก นอกจาก ได้รับการฟังธรรมจากผู้รู้ธรรม และใจมันเห็นแจ้ง เข้าใจตรงตามความเป็นจริงแห่งกระบวนการ การฆ่าตัวตาย ก็เป็นอันจบ

ฉะนั้น หากชาตินี้ เราตั้งมั่นฝ่าฟันปัญหาได้ วิบากแห่งการฆ่าตัวตาย ในภพต่อไป จะไม่มี ที่มี เพราะเราไปเจอวิบากที่สูงกว่าปัจจุบันชาติ

แล้วใจแก้ไม่ได้ อย่างนี้ คือ เริ่มต้นใหม่ ในผล ที่มีความรุนแรงแห่งการต้าน สูงกว่า หากจะแก้วิบาก ให้แก้โดยการ ปล่อยสัตว์ ให้มีชีวิตรอด

แล้วอธิฐานว่า ขอให้ชาติต่อๆ ไป หากต้องมาเกิด ขอกุศลแห่งการถ่ายชีวิตนี้ เป็นผลให้ข้าพเจ้า อย่าได้ฆ่าตัวตาย จนกว่าข้าพเจ้า จะก้าวเข้าสู่นิพพาน ด้วยเถิด

และชาตินี้ ยังไงก็ทนๆ กันไป อย่าไปเผลอใจ ตัดรอนชีวิต ในการต้องฆ่าตัวเอง ผู้ที่ฆ่าตัวเอง มีสิ่งหนึ่งที่ตัวเองไม่รู้ นั่นก็คือ มันมีแค่รูปเท่านั้น ที่สลายลงไป ใช้งานต่อไปไม่ได้

แต่พลังงาน ความทรงจำ ที่มีหน่วยเป็นพลังงานอันละเอียด มันไม่สลาย มันยังมีพลังงาน ในรูปวิญญาณอีก ที่อายุขัย ยังไม่หมด

วิญญาณเหล่านี้ ก็ต้องทุกข์ทน กับความทรงจำเหตุการณ์อันเลวร้าย ที่ตนเองทนไม่ได้ สมัยยังมีรูป เป็นเวลานานแสนนาน

เพราะ อายุขัยแห่งรูปวิญญาณ ยังไม่หมด จึงอยู่ในภาวะของ ธาตุอากาศวิญญาณ ท่านเหล่านี้ ที่อยู่ในวิถีนี้ ข้าพบเจอ มามากต่อมาก มันมีของมันอยู่จริงๆ

ยิ่งพวกที่ผูกคอตาย วิญญาณไม่ไปไหนเลย เฝ้าเศร้าสร้อย อยู่อย่างนั้น ประมาณๆ เป็นเวลา 50 ปีของเรา เทียบเท่า อายุขัยของเขา 1 วัน

หากอายุขัย ตอนมีรูป มีเหตุวิบากแห่งอายุขัย 80 ปี แต่ตนเองไปทำลายรูปตนเองซะ ก็จะต้องล่องลอย อยู่ในภาวะ ภวังค์จิต เป็นอากาศวิญญาณอีก เท่าจำนวนที่ขาดหายไป

เช่นหากฆ่าตัวตาย ตอนอายุ 30 ปี ก็ต้องทนอยู่ในภาวะความทรงจำอันเลวร้ายนั้น อีก 50 ปี ของวิญญาณอากาศ

หากเทียบเวลาบนโลกมนุษย์ ที่ใช้สมมุติของ กลางวันกลางคืน ก็เท่ากับ 18,000 × 50 ผลออกมาเท่าไหร่ นั่นเป็นจำนวนปีที่ต้อง ล่องลอยอยู่อย่างพลังงาน ที่ไร้รูป

และทนอยู่กับความทรงจำอันเลวร้ายนั้นๆ เป็นอารมณ์ เมื่อสิ้นกาลแห่งอายุขัย วิญญาณก็จะไปตามกระแสแห่งวิบาก

นั่นก็คือ หากเหตุปัจจัยที่กระทำมันส่งผลรุนแรง ดวงวิญญาณก็จะพุ่งโด่งไปอยู่ในมหานรกขุมแรก คือ สัญชีวนรก ต้องไปอยู่ต่อในนรกขุมนั้นอีก 500 ปีนรก

1 วันของที่นั่น ก็เท่ากับเวลาบนโลกมนุษย์นี้ 9,000,000 ปี นี่.. คือวิบาก ที่จะต้องไปเสวยต่อ สำหรับคนที่ได้ฆ่าตัวตาย ด้วยตัวเองโดยเจตนา

วิญญาณที่มีความรุนแรงแห่งวิบากไม่มาก เมื่อหมดอายุขัย ก็จะไปกำเนิดเป็น อสูรกาย มีภาวะความหวาดกลัว และก้าวร้าว เป็นเครื่องอยู่ อย่างทรมาร

หากเป็นภิกษุ ก็จะโด่งไปรอที่มหานรก ขุมหนึ่งก่อนเลย ไม่ได้อยู่อย่างวิญญาณทั่วๆ ไป นี่เป็นเพราะ ตนเองอาศัย ศรัทธาของชนหมู่มาก มาเลี้ยงรูป ผลแห่งวิบาก จึงหนักกว่าอีก

ก็ค่อยๆ ระลึก ค่อยๆ มีสติ ตรึกตรอง ก่อนที่จะทำอะไร กับรูปตัวเอง เพราเหตุแห่งความไม่รู้เป็นเหตุ ไม่รู้ว่า แม้ตัวตายไปแล้ว ทุกอย่าง ก็ยังเลวร้ายเหมือนเดิม

และเมื่อไม่มีรูปแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้ มันเหมือนกับ ภาวะที่ตัวเรายืนมอง พ่อแม่เราโดนข่มขืนย่ำยี แต่…ช่วยอะไรไม่ได้เลย มันเป็นภาวะที่เจ็บปวดอย่างนั้น

ถ้าไม่เชื่อ ก็ลอง ฆ่าตัวตายดู คืนนี้ คงสวัสดีกันแค่นี้ พรุ่งนี้ มีงานการรอทำอีกเพียบ….สวัสดี

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557