ธุดงค์กับการใส่ผ้าบังสุกุล

ธุดงค์กับการใส่ผ้าบังสุกุล

1062
0
แบ่งปัน

หวัดดีกับทุกคนครับ มาๆๆๆ วันนี้ ข้าจะโม้เรื่องจีวรของข้าซักกะหน่อย คนมันสงสัยและ ถามกันจัง เรื่องจีวรนี้ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนอยู่ซักหน่อย ข้าเองนี้ บวชเข้ามาเพื่อทำสมาธิ เพราะข้าเอง เป็นนักทำสมาธิ มานานหลายปี ทำจนเกิดภาวะทางจิต ที่หาคนตอบไม่ได้และตอบมาก็ไม่ตรง

โลกนี้ บอกตรงๆ การหาครูบาอาจารย์ที่รู้ยิ่ง มันหายากยิ่ง ที่เข้ามาบวช ก็เพื่อหาคำตอบบางอย่างทางสมาธิจิต ข้าคิดว่า การบวช จะช่วยให้ข้าเข้าใจ สภาวะบางอย่างที่เกิดขึ้นได้ดีและชัดเจนแน่ จึงให้เวลาตนเองค้นคว้าอยู่สามเดือน ด้วยการเอาตัวเองเข้ามาบวช

ข้าหยุดทุกอย่าง โกนหัวบวชเลย อีตอนบวช เขาก็ให้ของประกอบการบวช คือ เครื่องบริขารต่างๆ ของนักบวช หนึ่งในนั้นก็คือ เข็มกับด้าย

ข้าได้มา ก็ถามรุ่นพี่เขา ว่าเขาให้มาไว้ทำอะไร คือข้ามันโง่ๆ ในเรื่องพวกนี้ พระท่านบอกว่า เวลาผ้าจีวรมันเปื่อยขาด หรือทะลุเป็นรู ก็ให้เอาเข็มกะด้ายนี้ไว้เย็บ นี่..เขาบอกข้ามาเช่นนี้ ข้าก็เลยอ๋อ..

ทีนี้ พรรษาแรก ข้าก็ฝึกอย่างหนัก ตามภาษาของข้า ที่คิดว่า พระดีต้องทำอย่างไร ข้าก็ทำเต็มที่กับการเป็นพระดีๆแบบนั้น บวชทั้งที ทำให้มันดีสุดๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตวะ

ใกล้สิ้นพรรษา ความดีทั้งหลาย ที่ข้าพยายามทำตามหนังสือ ตามตำรา ตามครูบาอาจารย์บอก ข้าเห็นชัดด้วยตัวข้าเองเลยว่า มันไม่ดี

และความดีทั้งหลาย ที่เขาสมมุติกันว่าดี พระต้องทำอย่างนั่น พระต้องทำอย่างนี้ ที่ไม่เรียกว่าพวกพระอัปปรีย์ ข้าทำเต็มที่ และรู้ว่าไม่ใช่

ไอ้ที่ใช่ๆ กัน มันใช่เนื่องจากมันทำไม่เต็มที่กัน หากทำเต็มที่ มันจะเห็นชัดกับใจเราว่า ไม่ใช่ และหากยังขืนทำไป เราต้องลงนรกแน่ ข้าเห็นของข้าอย่างนี้ ไม่เกี่ยวกะใคร

เพราะการเป็นพระดีๆ ที่เราทำนั้น เราทำขึ้นมาเอง มันไม่ใช่ธรรมชาติของเรา มันเป็นการหลอกลวงตัวเรา และหลอกลวงโลก ให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า การเป็นพระดี มันต้องทำอย่างโลกเขาว่าเช่นนี้ ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ ตามๆโลกเขาสมมุตินิยม

สำหรับข้า พอปลายพรรษา ข้าเห็นชัดว่า ไม่ใช่ ที่ข้าทำไป มันเป็นเพียงการทำตามแบบ ปรารภโลก และทำแบบ ปรารภตนเอง ไม่ได้เป็นการปรารภธรรม บรรลุธรรมไม่ได้ ช้าและยุ่งยากมีสิทธิ์ตายห่าก่อน

และข้าบวชเข้ามา เพื่อแสวงหาธรรม แสวงหาความจริงที่สงสัย ไม่ได้แสวงหาโลก และความคิดตนที่ต้องว่าไปตามโลกที่เขาว่า นี่..จึงเป็นที่มา ของการตัดสินใจ อยู่ต่ออีกหน่อย

สิ้นพรรษแรก ข้าก็เข้าป่าไป ไม่อยู่แล้ว วัดทั่วๆ ไป ไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อจิตใจ ที่ได้บวชเข้ามา อุตส่าห์ ละครอบครัว หน้าที่การงาน เพื่อน ความสะดวกสะบายทุกอย่าง เพื่อมาอยู่ในกฏเกณฑ์

แต่กฏเกณฑ์เหล่านั้น มันเป็นเรื่องของ ศาสนพิธี มันไม่มีอะไรตรง และนำพาความเข้าใจในภาวะธรรม ที่ข้าต้องการแสวงหาคำตอบอะไรได้เลย

มันเป็นธรรมแบบเบบี๋ ที่ไม่เข้าท่า ที่พวกเขานิยมและพากันทำๆ กัน พูดง่ายๆ ว่าตอแหล บวชแล้วเป็นพระตอแหล ข้าจึงออกจากวัดและเข้าป่าไป ไม่อยากตอแหลและหลอกกลวงใจต

หลวงตาจักรท่านรู้จักข้าดี เคยอยู่ป่าอยู่ภูเขากันมา เรื่องภาวะจิตสำหรับข้า ไม่ต้องห่วง ท่านจึงถีบส่งได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องรอมากพรรษา เพราะข้าบวชเข้ามาแค่ขอรู้ภาวะบางอย่างเท่านั้น

เมื่อเข้าป่า เป็นธรรมดา ที่จีวรต้องขาด พรรษาเดียวมันไม่ขาดหรอก แต่มันเปื่อย เพราะข้าใช้ไตรจีวรชุดเดียว ผืนเดียว บางทีไม่ได้อาบน้ำเป็นเดือน จีวรก็ขึ้นเห็ด มันชื้นและคร่ำ

ข้าก็ได้ใช้ด้ายกะเข็มชุนเข้าไป ชุนหลายที่เข้า ตรงที่ชุนไว้ มันก็ขาดตรงรอยเข็มอีก ก็เลยหาผ้ามาปะ เขาบอกว่า การปะจีวร ต้องเป็นผ้าห่อศพ แล้วข้าจะไปเอาผ้าจากศพที่ไหน

พอดีมีวันหนึ่ง เดินลงมาจากเขา ได้กลิ่นเหม็นเน่า จึงเดินเข้าไปหากลิ่น ก็ได้พบศพสมใจ เป็นศพผู้หญิง มันมาผูกคอตายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มารู้ก็ตอนเหม็นเน่านี่แหละ

ลิ้นมันจุกปาก ตาเหลือกหน้าบวมเฉ่งเขียวอี๋ น้ำเหลืองเดินแล้ว มีหนอนไชจมูกแล้ว นี่ถ้าเจอกันค่ำๆ ข้าได้วิ่งกันน้ำบาน ข้าไปยืนดูว่าจะเอาผ้าของมันตรงไหนได้บ้าง ข้าจะเอามาปะจีวรได้ ข้าเข้าใจว่าอย่างนั้น

กางเกงมันก็เป็นกางเกงยีนส์ ปริไปซะหมด เสื้อยืดคอกลม ก็ดูไม่ค่อยเข้ากับการเป็นจีวร คราบน้ำเหลืองก็..หนอเน๊อะ รึจะล้วงเอายกทรงมันมาทำผ้าบังสุกุลดีไม๊ รึกางเกงลิงของมันดี ฮ่าๆๆ ข้าแกล้งเขียนเล่น ไม่ต้องมาขำ

สุดท้ายชาวบ้านเขาตามมาเห็นคนผูกคอตาย เขาเห็นข้ายืนเพ่งศพอยู่ ก็เลยยิ่งศรัทธาข้าเข้าไปใหญ่ เขาเข้าใจว่าข้าไปยืนปลงอสุภะ จนศพเหม็นเน่าอืด ข้าเจ๋งโคตรๆ เขาว่างั้น มันไม่รู้ว่าข้ากะลังจะเอาผ้าที่ศพมันนุ่งอยู่

มันคิดว่าเป็นพระเจ๋งยืนเพ่งศพ โคตรสุดยอดแห่งพระ แต่ความจริงข้าจะไปเอาผ้าที่ศพมันใส่ เพราะเข้าใจว่า การเอาผ้ามาปะ เขาบอกว่า ต้องเป็นผ้าห่อศพ ดีนะ ที่เขามาเอาศพออกไป ไม่งั้นข้ากะเอากางเกงในของมัน มาแปะคงโก้อร่าม

เขาเก็บศพใส่โลงห่อผ้าขาวไว้ที่เชิงเขา ตกดึกๆ ข้าจึงลงจากเขา เข้าไปแง้มฝาโลง ขอเอาผ้าจากศพมา ซักฝ่ามือหนึ่ง เพื่อมาปะจีวร

ผ้าใหม่ก็จริง แต่มันเขรอะไปด้วยน้ำหนอง เหม็นชิ๊บหาย แถมฉีกไม่ออก ผ้ามันเหนียว จึงเอาตะปูขอบโลงแถวนั้น เอามาขูดๆ ผ้า เพื่อให้มันขาด

นั่นแหละ เป็นผ้าชิ้นแรกที่ข้าเอามาปะจีวร ปีนั้นข้าก็เดินทางมาอยู่ทางกาญจนบุรี และสร้างวิหารกลางน้ำ จีวรก็ขาดมากขึ้น ข้าก็ต้องหาผ้ามาปะมากขึ้น พอดีไอ้เจ้าควร มันซื้อผ้ามาถวายม้วนหนึ่ง

ข้าก็เลย มีผ้าปะเรื่อยมา จนจีวรข้า มันเป็นจีวรผ้าปะ ไปทั้งผืน ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่มีผ้าใหม่ใส่หรอกนะ มีคนถวายจีวรใหม่เยอะแยะ แต่ข้าไม่กล้า ตัดผ้าจีวรใหม่ มาตัดใส่จีวรข้า เพราะนั่นมันเป็นจีวรศรัทธา ข้ากลัวบาป ต้องเป็นเศษผ้าอื่น

ทีนี้เมื่อยิ่งปะ มันก็ยิ่งหนา ไอ้ที่เปื่อย มันก็หลุดร่วงไป ผ้าเล็กๆ ผืนใหม่ มันก็เข้ามาแทนที่ ข้าก็เลย ยังไม่ได้เคยเปลี่ยนซักที พอหลายๆปีเข้า มันก็หนาเตอะ ใส่แล้วร้อนชิ๊บหาย

ด้วยเหตุนี้ จีวรข้า มันจึงเป็น จีวรที่เป็นเศษผ้าน้อยใหญ่ นำมาเย็บปะ ติดทับกันทั้งผืน นี่..เรียกว่า จีวรแห่งผ้า บังสุกุล เป็นธุดงค์อย่างหนึ่ง ที่ทำให้ใจ ลดความยุ่งยากแห่งการมีผ้าครองมากๆ ต้องสะอาดและสวยสด ให้เป็นเรื่องยุ่งยากไปเปล่าๆ

ชีวิตนักบวชของข้า จึงมีจีวรเป็นสมบัติแค่ผืนเดียว ห่มนอน ครองผ้า จะไปไหน ข้าก็ห่มอยู่ผืนเดียว และไม่เคยอับอายใคร ว่าทำไม จึงห่มผ้าปะผ้าขาด เพราะข้าถือว่า นี่เป็นการ รักษาธุดงค์ ที่ชาวเรา มันไม่เอากัน

ไปไหน ไม่หวั่นเกรงเภทภัยใดๆ เพราะคงไม่มีใคร มาใส่ใจยาจกที่ใส่ผ้าคร่ำๆ ไร้ความงดงาม และทุกปี เดียวนี้ กฐินจึงเป็นการ มาเย็บและย้อมผ้า ให้กับจีวรข้า

หากบอกว่า กฐินเช่นนี้ ทำครั้งหนึ่ง มันสะเทือนไปทั้งสามโลก มันก็โม้กันเปล่าๆ แต่ใครก็ตามที่ได้มีโอกาส มาเย็บมาย้อม ความปลื้มปิติใจย่อมเกิด

เพราะจีวรนี้ ข้าห่มลุยมาทั้งมนุษย์ ผี และเทวดา ข้ารอดตายกลับมา พร้อมกับธรรมที่ได้ห่มออกไปแสวงหา ที่สุด ก็ได้กลับมา เผยธรรม ที่ข้าไม่ต้องไปบ้าอ่านตำราที่ไหน เพื่อให้รู้ความหมายแห่งเนื้อธรรม

สิ่งที่แสวงหา ข้าพบแล้ว ความสงสัยจนต้องเข้ามาบวชเพื่อค้นหา ข้าได้มาแล้ว เมื่อได้มาแล้ว ข้าก็ไม่กลับออกไปอีกแล้ว กลับสู่โลก ไม่นานหรอกใจก็ไหลไปตามโลก จิตนี้ก็จะไหลลงไปในกระแสใจอีก นี่…เป็นธรรมชาติ

ข้ารู้แล้ว จึงอยู่กับจีวรเพื่อนยาก ที่ทนลำบากห่มกายข้าเวลาไข้หรือหนาวสั่น มันไม่เคยทิ้งข้า และข้า ก็จะไม่ทิ้งมันเช่นกัน

ไอ้คนที่คิดจะเปลี่ยนจีวรให้ข้า จงจำไว้ว่า นั่น…เป็นการทำลายธุดงค์ ที่กำลังจะสูญพันธุ์…!!!

คืนนี้ สวัสดี ทุกคน

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 8 กันยายน 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง


 

Pilgrimage and the Yellow Robe

Hello all! Com’on, today I’m gonna talk about my robe, many people often ask me. Well, the robe is quite a complicate matter.

I ordain for meditation as I am a practitioner for years, and I reached the sophisticate state which I can’t find the answer and even I found one who can answer, the answer is ambiguous.

Well, in this world, to tell you frankly, it is hard to find such a good teacher and master. The reason I ordain is to find the answer of my mediation condition which I found. I thought ordaining might make me understand and clear my mind in some ways. I dedicated 3 months and put myself for ordaining.

I quit everything, shave my head and ordain. By the time of ordaining, people gave me some stuffs as monkshood utensils. 2 of many things are needles and lot of threads.

Yes, I have them both and I ask the senior monks why they gave me these things. Well I am quite a moron in these kind of stuffs. The monk told me “When the robe is torn and worn out, use needle and thread and patch them up”. Oh…I see.

Then the first 3 lunar months (Phansa) I practiced real hard by my own and I thought I had to do my best as a good monk. Whatever a good monk does, I done the same. Once in my life, so I gotta take me to the limit!

As it nearly end of Phansa, all the good things I followed by the book or by the teacher, I clearly saw that it was not good.

And all the good things, which they assumed as good things a monk must does, not a scum monk who dose the bad things. I done all that good and I realized they were wrong.

The right tings is not right, because they never push to the top, If they push to the top as I had done, they will realize that they were wrong. And if we keep on doing the wrong things, hell’s gate is awaiting.

Being a good monk, we all assumed, we made the rules, it is not our nature. We deceived ourselves and tell the world the big lies to make the world believe these rules are fit for a good monks. A good monk doesn’t have to think, just follow the rules.

But for me, as the first Phansa was nearly end, I clearly saw these rules were wrong, They were just nice mentions to show the world, and nice state to show oneself a good monk’s manner. It is not the Dharma state, not the enlightenment ways, it is slow and complicate. Most of all, we all gonna die before reach our aim, the nirvana.

And I strongly aim for Dharma, seeking the truth from the doubtfulness, I didn’t seek the world and by the thought of world assumption, I decided to stay a little longer to find my own ways.

By the end of the first 3 lunar months, I travel deep into the jungle. Say goodbye for ordinary temple which gave me nothing. I risk my life, my career, my family, my friends, all accommodation, just to follow the rules. But these rules are just “religion ceremony”. They never lead me to what I was looking for, I seek for answers but found none.

It is just a childhood knowledge, not straight to my point, melted and mixed with culture and folkways, I would like to say they were bullshit! If ordaining will lead me to these bullshit, I preferred to leave the temple because I don’t want to tell a lie and live with deception.

Luang Ta Jak (Luang Ta = an old monks) knew me so well. We used to live in the jungle, so he knew my meditation level. He just nicely let me out to the jungle, without hesitation. He knew I ordained for a certain purpose.

When I was in the jungle as a pilgrim, surely the yellow robe must be torn. Well, at first, it didn’t torn but rot but I had only one yellow robe. Sometimes I didn’t bath for months, the yellow robe was moldy and fulled with fungus. It looked older than it should be.

I used needle and thread, stitched it, patched it, mend it. Sometimes, patching need another piece of cloth but where can I found a piece of cloth in the jungle?
Then one day, when I went down the mountain, I scented something rotten, I walked and looked for it. Finally I found a corpse, a woman corpse. I didn’t know when she died, I just knew when I scented this awful smell.

The tongue was out of mouth, big blown up eyes, rotten green face, soaked with lymph. The fly’s worm were eating her nose. If I saw this corpse by night, I gotta run for my life! I took a closer look to find what piece of cloth I can use.
Her trouser was jeans and it so tight as her body were swelling. I saw her T-shirt but it didn’t fit with my yellow robe. And her lymph were spread out all over her shirt. I just thought to myself, maybe her brassiere! Or her underwear! Ha ha I’m just kidding.

In the mean time, a villager followed her corpse and found me stood still, starred at the corpse. He just gave a big faith in me! He thought I looked at the corpse for “Disgusting Meditation”!!! He didn’t know that I was looking for a piece of cloth!
That villager thought that I was a great monk, a faithfulness monk. But in fact, I need a bloody piece of cloth. Finally, he carried that corpse away, or I would take her underwear and patch it on my yellow robe. Must be nice to have a colorful patch on my robe!

That night he kept woman corpse in a coffin at the valley, when it was dark, I sneaked in and opened the coffin, Even it was a new white cloth that wrapped her corpse, but it was still awfully smell and hard to cut, I took a nail from the coffin and slightly cut the white robe. So that was the first piece of cloth I patched on my same old yellow robe.

That year I traveled to Kanchanaburi and built the floating temple. My yellow robe was more damaged and torn out. I need more piece of cloth and Mr.Kuan just luckily gave me a big piece of yellow robe. So I just cut the new one and patched it on the old one.

Since then, I patched my old robe so it became a robe of many patches. Yes, I have many brand new yellow robe but I still use my old one and never cut the new robe. I afraid of bad Karma as people gave me the brand new robe and they gave by faith and respect, cutting their offering robe means cutting their hearts. I need only small piece of cloth to patch and I use only the “used” pieces of cloth.

Once I patched it, it thicker and thicker, the new piece of cloth took place the old worn out cloth. Finally it became a thick blanket. It is so F***ing hot when I wear it!
My old yellow robe give me one big advantage, cut down the desire and time to prepare myself. This patchy cloth is mend by heart and I am proud in its humble. The cloth of pilgrim, this title is hard to claim for a monk’s cloth, unless he proved himself he was the one who used only one cloth during his life time.

So in my monkshood’s life, I have only one yellow robe, I used it as blanket, covering my body and it stay on me everywhere I go. I never shame or losing my face because this is one of the pilgrimage which no monk does.
When this robe on me, I have no fear, I dare to face the world with this old cloth and nobody care the old poor monk. So every year, people came to me and they were not gave me the brand new cloth as normal ceremony. They came here to dye and patch the old yellow robe for me.

I don’t want to boast this ceremony can trembling the 3 world with the power of these merits, but I don’t care. Whoever done this pilgrimage ceremony for me, they were surely blessed and happy in their heart. Because this robe always on me when I faced demons, humans, Dheva and I survived with the Dharma I found. Once I found, I have no reason to turn back pilgrimage and live as the world live. If I live as the world, finally my desires will swallow me into their craving stream.

My old friend, yellow robe, you never left me when I was cold or ran in fever. You never left me so I will never left you.

If you want to give me brand new robe, please know that you are destroying an extinct pilgrimage!!!

Goodnight everybody

Dharma demonstration on 8 September 2014
Dharmmaka Boonyabhalang

แปลโดย | Translator : Toby Pang‎