ถามตอบเกี่ยวกับ มรรคผลอวิชา

ถามตอบเกี่ยวกับ มรรคผลอวิชา

964
0
แบ่งปัน

คำถาม : กราบนมัสการ.คือใจมันรู้ทั้งขบวนการของอวิชชา ว่าเหตุทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา เเละผลที่เราเวียนว่าย ภพชาติซ้ำซากๆ นับไม่ถ้วน ก็เกิดจากอำนาจสัญญา

วิบากมันเลยเกิดในสมมุตินี้ จนรู้สึกเบื่อมัน ว่ามันไม่มีจริง พอมันเข้าใจทั้งขบวนการของ อวิชชา

จิตมันก็ไม่ยึดสมมุติ อวิชานี้.มันก็ค่อยๆ คลายเองใช่มั้ยครับ.พระอาจารย์

พระอาจารย์ : ชโย จึงตั้งธรรม

อวิชชาไม่มีการคลายตัว ที่เข้าใจว่าคลายตัว คือความเข้าใจในอวิชชาว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเอง

ความไม่รู้นี่..เราเรียกอวิชชา นี่เราเข้าใจกันอย่างนั้น

แต่ความไม่รู้นี่ มันเป็นเราเข้าไปเป็นเจ้าของในความไม่รู้ กลายเป็นเราไม่รู้ซะนี่

อย่างนี้เรียกว่าความโง่ ความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ชัด จะเรียกว่า อวิชชาตามความหมายก็ไม่ถูก

คำว่าอวิชชานี้ มันเป็นอาการของจิตที่โดนย้อมโดยใจ ด้วยความหลง

ส่วนความไม่รู้ที่เราเข้าใจๆ กันนั้น มันเป็นเรื่องของโลก ที่มีเรา เป็นเจ้าของไม่รู้

ส่วนความไม่รู้แห่ง อวิชชา มันเป็นเรื่องของกระบวนการแห่งใจ ที่เป็นผลเข้าไปย้อมจิต

ที่ท่านว่า เพราะอวิชชาเป็นเหตุ จิตสังขารจึงเกิด

เพราะจิตสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงเกิด

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงเกิด

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ จึงเกิด

นี่… เป็นความหลงแห่งใจในกองสังขารที่ได้เข้าไปย้อมจิต เรียกว่า…หลง

กระบวนการแห่งความหลงนี้ มันไม่ได้มีเราเข้าไปเป็นเจ้าของ

มันเป็นอาการของจิตที่ดำเนินไปตามกระแส และตัวเราเสือกไปเป็นเจ้าของกระแส

กระแสนี้ มันพาวนเวียนให้วนอยู่ในวัฏฏะ

อาการเช่นนี้ มีเหตุมาจากอาการกระแสที่เรียกว่า อวิชชา

อวิชชาตัวนี้ ไม่ใช่ความไม่รู้หรือความโง่เง่าแห่งเรา ที่มีตัวกูเป็นเจ้าของแล้วให้นิยามกัน..

คำถาม : เป็นอย่างนี้ช่ายไหมคับ พระอาจารย์

การไหลไป ไม่เที่ยง(อนิจจตา)

ทนสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขตา) ไม่เป็นของผู้ใด (อนัตตา)

เป็นไปตามธรรมดา (ธัมมนิยามตา)

อยู่โดยธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา) ไม่ผิดจากความเป็นอย่างนั้น (อวิตถตา)

ไม่เป็นโดยประการอื่น (อนัญญถตา)

เหตุ-ปัจจัย (อิทัปปัจจยตา)

ว่างจากตัวตน (สุญญตา)

เป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา)

อย่าขาดจากสิ่งใดๆ (อตัมมยตา)

นี้คือแรงเหวี่ยงภาษาชาวบ้าน อิอิ

พระอาจารย์ : นักรบ แห่งกองทัพธรรม

ที่นักรบนำมาแสดงนั้น มันเป็นชื่อเรียกของอาการ

การเข้าสู่นิพพาน ไม่จำเป็นต้องไล่เรียงไล่เบี้ยกันแบบนี้

ไม่เข้าใจในอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทเลย ก็บรรลุเจ้าสู่นิพพานได้

ไม่รู้เรื่องอริยสัจ ไตรลักษณ์ อิธทัปปัจจยตา หรืออะไรต่อมิอะไร ก็เข้าสู่นิพพานได้

อาการทั้งหลายเหล่านี้ ที่ผู้รู้ท่านชี้ ท่านชี้มาจากเหตุที่ได้บรรลุมาก่อนทั้งสิ้น

บรรลุแล้วจึงมาให้นิยามบัญญัตว่ามันเป็นเช่นนี้ๆๆ

ส่วนพวกเรา มันเข้าใจจากการชี้ ว่าเป็นเช่นนี้ๆๆๆๆ ก่อนที่จะบรรลุเหมือนกับเขา

ธรรมทั้งหลายจากผู้รู้ และจากที่เรารู้ มันจึงสวนทางกัน

ท่านรู้แล้วจึงมาอธิบาย

ส่วนของพวกเรา พากันอธิบายก่อนที่จะเข้าไปรู้

คำถาม : กราบสาธุครับ เราต้องพิจารณาจุดไหนครับ ที่เราถึงจะรู้โดยไม่ใช่สมมุติ ให้มันเเจ้งเเก่ใจเป็นวิมุติ ผมรู้เเต่ว่าเบื่อๆ กับการเกิด.เเละทุกๆ อย่างมันซ้ำซาก ไม่มีอยู่จริงครับ พระอาจารย์
ธรรมกะ บุญญพลัง

พระอาจารย์ : ชโย จึงตั้งธรรม

การพิจารณา มันอาศัยภาชนะที่มันขยายโดยการโยนิโสบ่อยๆ

เราจะพิจารณาแค่ไหน มันก็บรรลุไม่ได้ หากยังไม่ได้รอบของมัน

การแจ้งแก่ใจเป็นวิมุติ มันอาศัยเหตุปัจจัย ซึ่งมันหลากหลายในแต่ละจริต

อันคำว่าตัวเรานี้ มันเป็นแค่โปรแกรมหนึ่งของจิต ที่มีหน้าที่รักษาดูแลรูป

หากเราเอาสติและปัญญาเข้าไปสอดส่องในความเป็นตัวเรา

อาศัยกระบวนการแห่งธรรมที่เรียกว่า ..โพชฌงค์.. กระบวนการนั้น เป็นกระบวนการแห่งการตรัสรู้แห่งธรรม

เมื่อแจ้งในธรรมแห่งกระบวนการแห่งโพชฌงค์ การคลายในสมมุติอันเป็นอุเบกขาก็จะเกิด

ตรงนี้เรียกว่า… วิมุติญาน

นี่..หากอธิบายด้วยภาษาเหล่านี้ เราก็จะไม่เข้าใจ แต่ที่อธิบายมาให้พอรู้เห็นช่องทางนี้

ก็เพื่อให้พอรู้ว่า แม้เป็นธรรมจากป่า ก็รู้และเข้าใจในธรรมแห่งภาษาที่เขาเรียนๆ รู้กัน

เพียงแต่แสดงภาษากัน มันฟังธรรมกันไม่รู้เรื่อง

หากอยากฟังธรรมแห่งการพ้นทุกข์จริงๆ ต้องมานั่งฟังกันเฉพาะหน้า แล้วตั้งปัญหามา

การอธิบายในธรรมที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา ทั้งๆ ที่มันก็แสดงตัวอยู่เบื้องหน้า

เราก็จะได้เห็นตัวมันด้วยการยืนยัน จากใจเราเอง

มีโอกาสก็มา ก่อนที่ชีวาดวงนี้ จะวางวาย เวลามีไม่มากนัก

เต็มใจที่จะอธิบายทุกคำถาม และทุกคำถาม จะสิ้นข้อสงสัย หากคนถาม..มีปัญญา

วันนี้ ดึกมากแล้ว เพิ่งมาถึงเกาะวันนี้ จึงว่างได้มาคุยกัน

คืนนี้ขอสาธุคุณกับทุกท่าน และต้องขอโทษที่ตอบคำถามไม่ทั่วทุกคน

มีอะไรก็คุยกันเข้ามา ธรรมกะ ยินดีตอบและต้อนรับ

ขอสาธุคุณให้เจริญและมีดวงตาเห็นธรรมกันทุกคน

อ้อ..เหตุแห่ง อวิชชา ใครอยากรู้มานั่งฟังและตั้งคำถามเฉพาะหน้า

ข้าจะสาธยายให้ฟัง และที่เข้าใจกันว่า สมมุติเป็นเหตุแห่งอวิชชา

ขอตอบว่า… นั่นมันเป็นความเข้าใจในกระแสแห่งวัฏฏะสังขาร

สมมุติมีได้ เพราะอาศัย อวิชชา

ไม่ใช่อวิชชามีได้ เพราะอาศัยสมมุติ

เพราะสมมุติเป็นอัตตา ที่เกิดจากอนัตตา

อนัตตาคือความไม่มี ที่มีเกิดจากเหตุปัจจัยแห่งอวิชชา ที่ให้สมมุติบัญญัติขึ้นมา

อวิชชามี อัตตาก็เลยมี

ฉะนั้น เหตุแห่ง อวิชาไม่ใช่สมมุติ

คำถาม : ผมขอลองตอบพระอาจารย์ตามความเข้าใจบ้างนะครับ ผิดถูกอย่างไรขอพระอาจารย์โปรดชี้แนะด้วยนะครับ.

“อวิชชาเป็นผลมาจากการเกิดผัสสะต่างๆโดยผ่านช่องทางที่เรียกว่าอายตนะ อันมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยมีวิญญาณขันธ์เป็นตัวรับรู้…

เมื่อรับรู้แล้ว ก็เกิดการปรุงแต่งว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น เจ็บปวด ดีใจ เสียใจ บ้าน ต้นไม้ รถ เป็นต้น”

พระอาจารย์ : วิญญาณขันธ์ไม่ใช่ตัวรับรู้ น่ะพล

วิญญาณขันธ์เป็นตัวปรุงแต่งไปตามหน้าที่ของมัน

ตัวรับรู้นี่ เป็นโปรแกรมเรา ที่รวมๆ กันแล้วจากการปรุงแต่งเรียกว่า วิญญาณ

วิญญาณ เป็นโปรแกรมที่สืบทอดมาจากการปรุงแต่ง

อวิชชานี่ ไม่ใช่ตัวเรา หลง มืด บอด ไม่มีปัญญา

ความอยากทั้งหลายนี่ เรามันเป็น ไม่ใช่อวิชชาอะไรนั่นมันเป็น

อวิชชาที่เราแปลว่า เป็นความไม่รู้ มันเป็นอาการของจิต ไม่ใช่เราไม่รู้อย่างที่เราเข้าใจ

อวิชชานี่ มันเป็นอาการของจิตที่เวียนวนอยู่ในวัฏฏะด้วยความหลงไปตามอาการ แห่งกระบวนการ

เรานี่ มันไม่ใช่ตัวอวิชชา

เรามันเป็นอัตตา ที่กระบวนการแห่งวิญญาณมันสร้างขึ้นมา เพื่อรักษารูป

หมดรูปก็หมดเรา เราตัวนี้หายไป วิญญาณมันไปสร้างเราตัวใหม่ขึ้นมาอีก แต่อวิชชามันก็ยังมีเหมือนเดิม มันไม่ได้หายไปตามเราว่ะ ไอ้น้องๆ เอ๋ย

พระธรรมเทศนาจากบทธรรม เรื่อง หาเหตุของอวิชาหน่อยซิ…..อะไรคือเหตุแห่งอวิชชา ณ วันที่ 21 เมษายน 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง