เหยียบ..อินตะระเดีย ท่อน 10

เหยียบ..อินตะระเดีย ท่อน 10

416
0
แบ่งปัน

****” เหยียบ..อินตะระเดีย ท่อน 10 “*****

เราออกจากเทวสถาน เดินกลับไปตามทางลูกรัง ที่อินเดียนี่ เขาปลูกผักปลูกพืชกัน โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง

นี่..เจ้าฟิโรจน์บอก

ว่าแล้วมันก็กระโดดลงไปเก็บ ลูกมะเขือเทศของเขา มากัดกินให้ดู มันกินอย่างแสนอร่อย ที่นี่เขาใช้ขี้และธรรมชาติก่อลูกมะเขือเทศขึ้นมา

ยาฆ่าแมลงไม่มีน่ะโอเค…

แต่เจ้าของสวนเขาจะฆ่าแกไหม… เจ้าฟิโรจน์

แหมม..เสือกไปขโมยของเขาแดก เพื่อพิสูจน์ว่าไม่มียาฆ่าแมลง

วิถีชีวิตของชาวอินเดีย ในพุทธคยานี่ ยังใช้วิถีแบบเดิมๆ โบราณๆ

ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ ที่มันจะศิวิไลย์อะไรมากมายนัก

ยังคงมนต์ตราแห่งกลิ่นอายอินเดียแบบ โบราณๆ

เหมือนไทยเราเมื่อ ยี่สิบปีสามสิบปีก่อนนู้น…

เรากลับกันมาที่โรงแรม… ต่างคนก็ต่างเข้าห้องพักของตัวเอง

ส่วนพวกที่ฟังธรรม… ต่างก็มานั่งคุยกันหนุกหนานที่ห้องของข้า…

ข้านี่ แม้พักโรงแรม แต่ข้านี่ไม่เคยนอนบนเตียงเขาเลย เตียงจึงว่างตลอด รอเด็กๆมานอนเล่นกัน

ข้าจะให้มหา ดึงผ้าคลุมเตียงลงมาปูนอนที่พื้น และข้ากับท่านมหานี่ จะนอนพื้นด้วยกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน

นี่..ก็เป็นธุดงค์อย่างหนึ่งเช่นกัน แม้จะนอนโรงแรมก็ตาม มันอยู่ที่ใจและสติของเจ้าของ

พระหลายรูป นอนโรงแรม แล้วขึ้นไปนอนบนเตียงนอน เพราะถือว่าเป็นเตียงนอน

เช่นนี้…. อาบัติทันที

เหล่าผีและเจ้าที่ จะไม่เกรงใจและเคารพพระเหล่านี้ ผีไหนๆเขาก็ว่างั้น ข้าเคยเจอผีมากราบที่ปลายตีน ตกใจเหมือนกัน

ไม่เตะแม่งก็บุญโขแล้ว เขาบอกว่า ขอสาธุคุณที่มีเตียงนอน แต่ไม่ขึ้นเตียง กลับลงมานอนกันแนบพื้น เขาจะคอยปกป้องดูแล

เขาเคยเห็นแต่ผู้ออกบวช มาพักที่นี่ ต่างก็นอนกันบนเตียงอย่างสุขกายสบายอารมณ์ทั้งนั้น เขาไม่เคยลงมากราบ พระเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพระของศาสนาไหน

นี่… เพราะขาดความสำรวมใจ ในพระธรรมวินัย

การบวชนี่ สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ที่ตรงไหน การสำรวมใจและโยนิโสไว้นี่ เป็นเรื่องสำคัญ

นี่..พวกเขาคงไม่รู้กัน และพากัน นอนสบายบนเตียงนอน ที่เขาพากันนอนเย็ดกันด้วยความเมามัน

โดยที่ ขาดการพิจารณาและโยนิโส

พระที่อยู่กับข้านี่ ที่ท่านมาศึกษาพระธรรม ท่านจะไม่ใส่รองเท้า เมื่อออกจากวัด ฉันท์มื้อเดียว ผ้าสามผืน มีเชาร์ปฏิภาณทางธรรม

และโยนิโสก่อนจะทำการสิ่งใดๆ เป็นอาวุธเพื่อป้องกันการอาบัติ แต่เรื่องจริตนี่ จริตใครจริตมัน ว่ากันไปตามสบาย

ตอนเช้า เราเดินทางไปภูเขา ที่เขาเรียกว่า ดงคสิริ ซึ่งชาวบ้านกล่าวกันว่า เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ ทรงไปอยู่บำเพ็ญ เพื่อทรมานพระวรกาย

หนทางไปนี่ จะผ่านบ้านเรือนที่ยังเป็นดินดิบ เอามาผสมขี้วัวก่อและฉาบเป็นบ้าน

การเป็นอยู่สองข้างทาง ยังอยู่กันแบบเมื่อร้อยปีที่แล้ว คือ อยู่กันแบบบ้านดิน

แห้งๆ แล้งๆ เหมือนชาวเอธิโอเปีย

ทางไปดงสิรินี่ เต็มไปด้วยฝุ่น นี่ถ้ามาหน้าฝน หนทางก็คงไม่มี เพราะถนนเป็นลูกรังและไม่ได้เป็นถนน

มันกว้างๆ แค่รถลุยลงไปในผืนแผ่นดินกว้างๆ ที่เป็นฝุ่นและกรวดหินดินทราย

เมื่อรถมากันครบคัน เราก็พากันลงเดินขึ้นเขากัน มีชาวบ้านเดินตามขอตังค์ขออาหารกันเป็นร้อย

หนทางที่นี่ชันเล็กน้อย มีคนรับจ้างแบกเสลี่ยง ให้เราเป็นมหาราณี มหาราชากัน

แต่ข้านี่เดิน… และเดินไปท่ามกลางพี่น้องอย่างมีความสุข

หลายคนก็ถอดรองเท้าเดินตีนเปล่าเหมือนเช่นข้า เราเดินร่วมหนทางไปอย่างสง่า

สถานที่นี่ แขกบอกว่า เป็นสถานที่บำเพ็ญทุกรกริยา ของพระพุทธเจ้า

ที่นั่น เป็นหน้าผา และมีถ้ำเล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาหลอกๆ มีประตูเล็กๆพอมุดเข้าไปได้ ดูเป็นที่หมานอนซะมากกว่า

ภายในอุดอู้ และมีรูปหล่อปางทรมารกายตั้งอยู่ เพื่อให้คนได้มาทำบุญหยอดตังค์กัน

ข้าเข้าไปแพร๊บเดียวก็มุดออกมา ข้างในอากาศน้อย ร้อนอบอ้าว ทั้งๆที่เป็นช่วงหนาว นี่ถ้าหน้าร้อนก็คงเลิกคุยกันเลย

ข้านำขบวน ไปนั่งเอกเขนกอยู่ในห้องที่พระลามะเขาสร้างเอาไว้ ด้านข้าง ที่นั่นพอมีหน้าต่าง เขาสร้างเอาไว้ริมผาสูง

ข้าเข้าไปนั่ง และพิจารณาภายในใจ พวกเราทั้งหลายเลยต่างกันกรูอัดเข้ามา

ข้าได้คุยให้ฟังเกี่ยวกับสถานที่ ที่นั่นหลายเรื่อง..

ผีที่นั้นบอกว่า ที่นั้นแหละ เป็นที่บำเพ็ญทุกรกริยา

++ ข้าถามว่า… เห็นกับตารึ

** ผีส่ายหน้า บอกว่า… พ่อเขาบอกมาอีกที

~~ ถามพ่อมัน พ่อมันก็บอกว่า.. ปู่บอกมา

## ถามปู่ ปู่บอกว่า… โบราณเขาเชื่อกันว่าอย่างนี้

นี่…พอสาวๆ ลงไป แม้แต่ผีมันยังอุปโลกน์ บอกเล่าไม่จริงเลย

พวกผีมันอยู่เฝ้า เพราะอาศัยเครื่องเซ่นไหว้ คนอยู่เฝ้าเพราะอาศัย ความงมงายของคนด้วยกัน

ที่ตรงนั้น พวกแขกมันอุปโลกน์ ขึ้นมาหาตังค์ มันก็เหมือนกับเกือบทุกที่ มันก็เป็นเช่นนั้น

แต่เราก็เอาเป็นที่ตั้งแห่งใจได้ ไว้ระลึกถึงได้..!!

ถือซะว่า ที่ไหนเขาสมมุติขึ้นมา เราก็ว่าไปตามเขาก็แล้วกัน

ข้านี่เทศน์เรื่องสถานที่ เทศน์แบบแรงๆไม่ไว้หน้าเจ้าที่กันละ

ก็ไม่เห็นมีเทวดาหรือผีองค์ไหนตัวใดมาค้านนี่ ที่นี่ ถ้าพูดแล้วไม่ใช่ไม่จริง ผู้พูดจะขนลุกขนพองด้วยแรงต้านเลยทีเดียว

นี่..ขุดลงไปแค่ไหน ก็เงียบฉี่ นี่.เพราะสถานที่มันไม่จริง ผีมันไม่กล้าค้านกัน

เราเดินทางลงมาจากหน้าผาแห่งดงสิริ มีเสียงผ่านโสตว่า…

พระอาจารย์ โปรดทำทาน…!!

เสียงคล้ายๆ กับที่พุทธคยาที่ให้ข้าโปรยตังค์เลย

ข้าจึงให้คนซื้อขนมที่มันมาขายกัน แจกคนที่นั่งเรียงรายอยู่สองข้างทาง

ทีนี้ ความอลหม่านมันก็เลยเกิด เพราะต่างคนต่างก็แย่งที่จะขาย แย่งที่จะรับขนม

กว่าจะฝ่าออกมาได้ ทุกคนก็ได้พบเจอประสบการณ์ การให้ทานที่อินเดียกันล่ะ

เรามองดูเหอะ มองดูผู้คนสองข้างทาง ที่เขายากแค้นแสนเข็ญกันหนักหนา

ไอ้เรานี่ ยังกะเทวดาเลย เมื่อเทียบกับเขา

พวกเขาตัวเกร็นๆ แห้งๆ ผิวดำๆ ดำอย่างนทีอย่างต๋ออย่างข้านี่

อยู่ที่นั้น ขาวขึ้นมาทันใด โดยไม่ต้องใช้ครีมทาผิวปกปิดหลอกสาวๆ

พวกเขาต้องทนทุกข์เช่นนั้น ตลอดชีวิตที่เกิดมา ไม่มีโอกาศเงยหน้าสู่แผ่นฟ้าอย่างผู้ภูมิใจ

เด็กผู้หญิง พอนมตั้งเต้าหน่อย ต่างก็มีผัวและโดนข่มขืนแล้ว

การเกิดมาของพวกเขา มันเป็นการเกิด ที่แสนทุกข์ทรมาน มีแต่ความดิ้นรนและโหยหา

ไร้ชีวิตที่มีบ้าน มีสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตที่มันกระดุกกระดิกได้ เช่นใครอื่นเขาเลย

พวกนี้เข้าเมืองก็จะโดนทุบตี รังเกียจและโดนกีดกัน ถือเป็นวรรณต่ำ

นี่ถ้าพวกเราต้องไปเกิดและมีชีวิตอย่างพวกเขา เราจะทำอย่างไร..??

ฉะนั้น.. เราพึงพอใจในความเป็นเราเถิด ที่เราได้กำเนิดเกิดมาในผืนใบแห่งธงไตรรงค์

เรามีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีแล้ว เมื่อเทียบกับเขา

เราอย่าเอาชีวิตเราไปเทียบกับคนที่เขาดีกว่าเราดั่งพวกเขา เห็นเราดีกว่าเขาเลย

พึงยอมรับในวิถีแห่งความเป็นเราด้วยรอยยิ้ม…

เราไม่ได้ทุกข์ไปกว่าพวกเขาเลย

พวกเราที่ว่าขี้เหร่ๆ เป็นนางฟ้าเป็นเทวดา สำหรับพวกเขา

เราพึงทำใจและพอใจในความเป็นเราด้วยความภูมิใจเถิด…

เราก็จะอยู่บนโลกใบนี้ อย่างมีความสุข เท่าที่อัตภาพของเราจะมี

พวกเรานี่ สร้างเหตุไว้เอง

คนเป็นหนี้ ก็ทุกข์ใจ.. เป็นหนี้เพราะตนตามใจกิเลสตน

นี่..เราก็ชดใช้และอบรมใจเรา ให้มันอยู่ต่อไปให้ได้

เหลียวไปมองพวกเขาซิ เรามีดีกว่าชีวิตพวกเขาตั้งมากมาย

ทำไมๆๆๆ เราถึงไม่พอใจ ชีวิตของเรา ที่มันดีแสนดี ทำไมชีวิตนี้ เราถึงไม่พอใจมันอีก

คืนนี้โอเคนะ..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง