เข้าใจธรรมอย่างโง่ๆ ด้วยความฉลาดแห่งความโง่

เข้าใจธรรมอย่างโง่ๆ ด้วยความฉลาดแห่งความโง่

693
0
แบ่งปัน

ธรรมที่ข้าแสดงนี่เป็นธรรมที่เห็นตรง ที่ได้ประจักษ์ใจมา พูดอย่างนี้ ไอ้พวกที่กวนส้นตีนมันก็จะกล่าวว่าข้ายกตนอีก

เจ้าพวกนี้ มันอ่านจำแล้วนำมาแปะ ชอบงัดพระสูตรนั่นนี่ มาโต้แย้งด้วยความอวดฉลาดของมัน

พวกนี้สันดานเพ่งโทษคนอื่นโดยไม่รู้ตัว แต่เข้าใจว่าตนเองนี้เจ๋งมาก เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจธรรม

แต่ไม่เคยรู้ตัวและใจตนเอง ว่าไอ้ที่เพ่งโทษผู้อื่นอยู่ มันเป็นใจและจอมต้วตนที่ไม่มีธรรมอะไรกับใจเจ้าตัว แม้นิดเดียวก็ยังไม่มี

พวกเหล่านี้บ้าธรรม และมักมืดมัว หูหนวกตาบอด ทำตัวกร่างธรรมไปทั่ว บางพวกรู้ธรรมมาก แต่ใจเป็นสัตว์นรกตั้งแต่กายยังไม่แตก

ความหยาบช้าหยายโลนแห่งอกุศลจิต เพ่งความผิดไม่ดูตาม้าตาเรือ ว่าอันไหนธรรมว่าอันไหนจด ชอบอวดชอบซ่าไปยันเต เป็นบาปอย่างมหันต์ทีเดียว หากไปเกิดขึ้นกับพระผู้ทรงคุณ ที่ตนเองเพ่งเข้าไป แต่ท่านไม่ได้ผิดทางธรรมอะไร

มีคนมาเพ่งโทษข้าเกี่ยวกับการทำงาน ด้วยการยกพระสูตรมาเหน็บแนม ว่าพระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่รู้หรือ ประมาณว่ากูไม่บวชกูยังรู้เลยไอ้เหี้ยเอ้ย

นี่..ไอ้พวกบ้าดาราบ้าคำพระพุทธเจ้า บ้าอย่างไม่รู้ธรรมเหี้ยอะไรเลย เอาธรรมกากมาตีธรรมเนื้อ ไม่เข้าใจอะไรเนื้อ อะไรกาก

พวกกางตำรานี่ มันเข้าใจโต่งตามอักษรที่เขาแปลมา อรรถาจารย์ใช้คำแปลเป็นภาษิตจากบาลีว่า เป็นการก่อสร้าง มันบอกว่า พระนี้ก่อสร้างไม่ได้

อย่างนี้ในบาลีที่แปลมาว่า ให้พระโมคลานะ ช่วยนางวิสาขาสร้างเจดีย์ ก็ผิดไป

ให้เหล่าสงฆ์ช่วยกันทำเจดีย์ตรงสี่แยกเพื่อบูชาคุณพระอรหันต์เจ้า ก็ผิดไป

พวกฟังคำที่แปลมาเป็นภาษาไทย แล้วตีความตามภาษาไทย โดยไม่เข้าใจแห่งนัยยะและกาล ย่อมเอาคำจำด้วยความด้อยปัญญาเท่าที่ปัญญามี

ยึดเอามาเป็นสรณะ และใช้วาทะเหล่านี้ ฟาดฟันผู้อื่น มันยกพระสูตรธรรมคำแห่งพระโอษฐ์มาขนาบข้าว่า

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย จักไม่เป็นผู้พอใจในการทำงานก่อสร้าง ไม่ประกอบความเป็นผู้พอใจในการทำงานก่อสร้าง อยู่เพียงใด ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น บาลี พระพุทธภาษิต สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๓/๒๒. พุทธวจนขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หน้า ๓๐๗

ความหมายนี้นี่ หมายความว่า อย่าได้พึงพอใจในการก่อเหตุแห่งตัณหา

ไม่ใช่การก่อสร้างบ้านเรือน ไอ้ฉลาดจนเปรตสยองเอ๋ย

ความหมายแห่งการก่อนี่ มันคลุมกว้าง แต่ความหมายแห่งการชี้ธรรมนี้ เป็นการชี้ภิกษุที่พ่ายต่อตัณหาที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จบ นี่…ท่านชี้ตรงนี้

หากใจภิกษุไหลไปตามกระแส ย่อมไหลไปในการงานที่ดำเนินมาทางก่อ นี่… เป็น “สมุทัย” ผลก็คือ “ทุกข์” อะไรที่ใจมันก่อดำเนินมาทางก่อ นี่เป็นทางแห่งสมุทัยทั้งนั้น มันจะทุกจ์ไม่รู้จบ มันเป็นใจที่พ่ายต่อกระแสแห่งตัณหา

หากใจภิกษุที่ ลด ละ เลิก กระแสแห่งตัณหาที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จบนี้ได้ ไม่ประกอบความพอใจในใจที่ก่อไปตามกระแส

ใจดวงนี้ก็จะดำเนินมาทางดับ เรียกว่ามรรค ผลก็คือ นิโรธะ

ใจที่มีสติตรึกตรองเป็นสติเป็นปัญญาอยู่เช่นนี้ ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายพึงหวังได้

เป็นการดำเนินตามแนวทางแห่ง อริยมรรค เป็นแนวทางแห่งสัมมา

นี่…เป็นทางเดินแห่งมรรค เป็นทางดำเนินมาทางดับ ความเสื่อมถอยจากกุศล เป็นไม่มี

นี่… ท่านกล่าวเพื่อชี้ใจมาตามนัยแห่ง ..อริยสัจสี่

คือทางแห่งการก่อทุกข์ และทางแห่งการดับทุกข์

ใจดวงนี้ ท่านชี้ให้มาในแนวทางแห่งการดับ คือ ..มรรค

ไม่สรรเสริญให้ดำเนินมาในทางแห่งการก่อ คือ ..สมุทัย

ไม่ใช่หมายถึงการก่อสร้างอะไรอย่างชาวโลกเขาสมมุติ ยึดแต่ตำราและภูมิของคนแปลคำ มาเป็นพระพุทธเจ้าตรัส

เอาความด้อยปัญญาของตนเองเพื่อไปชักจูงและโจมตีเสียดสีผู้อื่น ด้วยหัวจิตหัวใจที่ไม่เคยเข้าใจในธรรม ชนเช่นนี้ หากเปิดใจรับฟังได้ ใจก็อาจสว่างได้

แต่ถ้ามีแต่กูถูก ตำราถูก เพราะกูเข้าใจตามตำราบอก

มันก็จะเป็นไอ้ตัวเหี้ยๆ ตัวหนึ่งที่หูหนวกตาบอด และไม่รับฟังเสียงนกกาห่าเหวที่ไหน มาร้องทัก

ว่างๆ แล้วข้าจะขยายใหม่ วันนี้ยุ่งๆ รีบๆ ไปหน่อย เพราะจะโยงให้เห็นถึงทางแห่งอริยมรรค ที่ว่าด้วยความหมายแห่ง สัมมา อาชีโว..

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง “การขัดแย้งกับกลุ่มพุทธวจน” ณ วันที่ 8 มีนาคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรรมกะ บุญญพลัง

ลูกศิษย์ : กราบพระอาจารย์ครับ ผมก็เห็นว่าการก่อสร้างในนัยยะนี้มันผิด การก่อสร้างจะไปขวางนิพพานก็ไม่ใช่ มันไม่ใช่ประเด็นที่พระพุทธองค์หมายถึงแน่นอน หากเป็นฟากก่อ อันหมายถึงอริยสัจจ์ มันจะไพเราะและสวยงามทันทีครับ

พระอาจารย์ : ถูกต้องแปง คนมันไม่เข้าใจหรอก ว่าอะไรคือความหมายแห่งธรรมและคำที่แปลกันออกมา มันยึดเอาแต่ความหมายคำภาษาไทย ไม่เข้าใจธรรมที่แปลบาลีมา

บาลี นัยยะนี้ ท่านสื่อความหมายมาทางก่อ แต่คนแปล หรืออาจเป็นพวกตรวจบรู๊บอะไรนั่น อาจคิดว่า ตกคำว่าสร้างไปก็ได้ จึงใส่เป็นความหมายว่า ก่อสร้าง

ไอ้พวกบ้าตำรานี่ มันไม่รู้ความหมายแห่งนัยยะหรอก และจะหาคนมาขยายความให้ตรงให้ถูก ก็ไม่มี

มันก็เลยบื้อกันสืบๆ กันมา เพราะเหตุของคำแห่งภาษา ครูบาอาจารย์บื้อๆ ก็มีเยอะ จบมหาเปรียญ ก็ไม่เข้าใจนัยยะความหมาย มันแปลและจำตามๆกันมา

พวกมหาเปรียญนี่ มันไม่ดูความหมายกันหรอกนะหากไปสอบบาลี มันจะดูแค่การเรียงการแปลคำ หากไม่เรียงคำอย่างที่เคยแปลๆกันมา มันให้ตกไม่ให้ผ่าน

โดยเฉพาะพวกสอบมหาเปรียญสาม มันไม่เอาความหมายธรรม แต่มันจะเอาภาษาธรรมที่จำกันสืบๆต่อๆกันมา

พวกเราเอง มันไปจำเอามาจากภาษาที่เขาแปล มันเหมือนพวกลูกหลงแม่ มันเข้าว่าคำแปลด้วยภูมิมหาเปรียญนี่ เป็นพ่อแม่มัน ใครแตะพ่อแม่มันไม่ได้ มันงับน่องตาย

อย่างความหมายที่ขยายธรรมออกมาให้ฟัง ซึ่งปกติ ข้าเป็นคนขี้เกียจขยายธรรมให้พวกหลงแม่ฟังอยู่แล้ว แต่ผัสสะมันมา ก็เลขยับให้น้องๆข้ามันฟังหน่อย

ไม่ได้ขยายให้มันฟังหรอกนะ พวกดื้อด้านนี่มันไม่ฟังอะไรจากใครอยู่แล้ว เพราะข้านี่มันเป็นพระเหี้ยๆในสายตามัน

คำที่ข้าใส่ๆลงไป มันดูไม่สลวย มันบอกว่าไม่ไพเราะ ต้องเอาคำเอาธรรมที่เขาแปลๆกันมา แต่เสือกเอาความหมายแห่งภาษาที่ตนเองเข้าใจ อย่างเช่นคำว่า ก่อสร้าง

เพราะชาวเราทั้งหลายมันโต่งไปในนัยยะว่า การก่อสร้าง คือการสร้างปูนสร้างอิฐ เราเข้าใจธรรมแห่งพุทธพจน์กันอย่างโง่ๆ แต่เสือกไม่ยอมรับว่าโง่

มันก็เลยส่งความโง่สืบๆ ต่อๆ กันมา ชอบคำหวาน ชอบคำไพเราะ

ไอ้ …เย๊ดเข้ ไอ้เหี้ยยยย นี่… คำแห่งความเพราะพริ้ง ที่จะมอบให้ด้วยใจจริง

หวัดดี ยามเย็น

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 8 มีนาคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรรมกะ บุญญพลัง