โดนอวิชาหลอกว่ารู้แจ้ง

โดนอวิชาหลอกว่ารู้แจ้ง

303
0
แบ่งปัน

*** “โดนอวิชาหลอกว่ารู้แจ้ง” ***

ถ้าจะพูดถึงธรรมบทหนึ่ง ที่ผู้คนทั้งหลายไม่เข้าใจ และมักเอาตัวเข้าไปเป็น

นั้นก็คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

สิ่งเหล่านี้ อาศัยเวทนาที่เกิดจากผัสสะ เราจึงห้ามมันไม่ได้

มันเป็นธรรมชาติของ รูปนามที่เป็นไปตามธรรมดาของมัน

ในที่นี้ เราจะมาพูดถึงกามตัณหา ที่มีต่อรูป

เรื่องตัณหาราคะที่ผุดออกมาจากใจนี่ คนเข้าไม่ถึงมันต้านยาก

ต่อให้วินิจฉัยวิปัสนาญานแค่ไหน ในเรื่องของรูป มันก็เกิด

ข้านี่ ถอดออกมาเป็นชิ้นๆ เห็นขัดถึงความสกปรกและเป็นรังเป็นโลกของเหล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย

หยิบตรงไหนออกมาจากร่าง ที่แสนโสภา

อะไรที่หยิบออกมา แม่คุณเอ๋ย

มันเต็มไปด้วยตัวอะรูมิไร เต็มไปหมด

มันน่าขยะแขยงสยองพองขน

ร่างที่ว่างาม ขาวผ่องเป็นยองใย

แกเชื่อไหมว่ามันสกปรกโคตร..จนไม่กล้าแตะ

ช่วงพิจารณาด้วยญานมันจะเห็นชัด

มันเหมือนเราเอากล้องเทเลฯ มาขยายเห็นสัตว์น่าสยองต่างๆ ที่ออกมาจากเรือนกาย

ความเห็นชัดแห่งรังเหล่าเชื้อที่มากหลาย

มันทำให้ข้านี่ อ้วกแล้วอ้วกอีก

อ้วกจนออกลม เรียกว่า อ้วกลม

มันอ้วกจนจุกท้องเกร็งไปหมด ด้วยความสะอิดสะเอียน

นึกถึงไอ้โต้งมัน
โอ้..โต้งมันยังชอบเขี่ยขี้ไก่

มันมองไม่เห็นว่าเป็นขี้ไก่
มันจึงชอบเอาตีนไปเขี่ยๆ เผื่อได้จิกอาหาร

โอ้โต้งมันยังชอบ เขี่ยขี้ไก่อยู่ เพราะมันมองไม่เห็นความเป็นขี้ไก่ที่สกปรก

นี่…ถึงแม้ว่าข้าจะขยายและวินิจฉัยเห็นชัดจนอ้วกแตก

ไม่อยากแตะต้องแม้แต่กายตนเอง

ไฉนเลยกายอื่น มันจะอยากเข้าไปแตะ

แต่มันจะมีอาการช่วงญานมันรุนแรงนั่นแหละ

แค่คนพูดออกมา ข้านี่ก็เหม็นซะแล้ว นึกแล้วสะอิดสะเอียน

โน่น..ต้องเข้าป่าไปอยู่กะต้นไม้โน่น

พอวินิจฉัยต้นไม้ ต้นไม้ก็สกปรกอีก

อากาศก็สกปรก

ดิน น้ำ ลม มันก็สกปรก

มันเห็นชัดถึงเหล่าสัตว์ที่มันแฝงอยู่ในสิ่งเหล่านี้

เป็นเพียงแต่เรามันมองไม่เห็น เมื่อเห็น ก็ย่อมทำให้ใจมันรังเกียจสิ่งเหล่านี้

วันหนึ่งมันก็ระลึกขึ้นมาด้วยปัญญาได้ว่า

การรังเกียจสิ่งเหล่านี้ เพราะเกิดรู้ความจริง มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือ

ใครๆเขาก็ชี้สอนให้รังเกียจ ไม่ให้เอาไม่ให้ยุ่ง นี่มันถูกหรือ

นี่..ตรงนี้ ทำให้ข้าได้เห็นใจตนเองว่า

การรังเกียจสิ่งหนึ่ง เพราะรู้ว่ามันน่ารังเกียจ นี่..มันเป็นหนทางโต่ง ที่เต็มไปด้วยอัตตา

มันไม่ใช่หนทางแห่งพุทธะ ที่เป็นปัญญา

ตรงนี้นี่ ศาสนาอื่นๆเขาก็เป็นกัน และมีอาการอย่างที่ข้าเป็นนี่แหละ
หากปฏิบัติวินิจฉัยลงไป
มันก็จะเกิดอาการและเป็นกันทุกคน

เพราะอาการที่เป็นนี่แหละ

คนมันจึงเอาไปยึดกันว่า รูปนี้ มันน่าขยะแขยงรังเกียจ

และมันก็จะรังเกียจ ด้วยการปฏิเสธรูปไปเลย

แล้วเอาการปฏิเสธรูปว่าเป็นของสกปรก
เพราะประจักษ์ตาแจ้งด้วยตนเอง
เอามาโชว์เป็นนิยามแห่งตน

ว่าตน เป็นผู้ที่ไม่มีกาม ไม่เอารูปที่น่าขยะแขยงนี้อีกต่อไป

นี่..ปุถุชนที่ยังเป็นอัตตาล้วนๆ เนื่องด้วยการฝึกปฏิบัติและวินิจฉัยธรรม

จนเข้าใจว่าตนรู้แจ้ง และไม่เอาไม่สนใจรูปทั้งหลายอีกต่อไป

นี่..พวกอัตตาธรรม เอาธรรมที่รู้เห็นมาเป็นตัวตน

มันเป็นแค่เพียง ขยับจากอีกฟากหนึ่งไปสู่อีกฟากหนึ่งเท่านั้น

ถ้าไม่รู้ไม่เห็น มันก็ชอบ ก็รัก ก็หวง

พอปฏิบัติรู้จนแจ้งใจ มันไม่เอา มันแขยง มันทิ้งและหนีห่าง

มันถอยไปสู่อีกฟากหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับเอา คือไม่เอา

นี่…ทั้งเอาและไม่เอา มันเป็นวิถีปุถุชนที่ยังเข้าไม่ถึงความเป็นพุทธ เสมอกันทั้งคู่

ความเป็นพุทธ ไม่ใช่การดำเนินมาทางเอาหรือไม่เอา

ความเป็นพุทธ ดำเนินมาทางปัญญาที่ทำความเข้าใจ ว่ามันเป็นของมันอย่างนี้

ไม่ใช่ว่า จะเอาหรือไม่เอา

ฉนั้น..พวกเราจะเห็นชัดได้โดยปัญญาเราเลยว่า

การชี้สอนและบอกกล่าวของเหล่าสงฆ์ไทย

มักจะสอนให้ถอยไปอยู่อีกฟากหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกับตัณหา

นี่..ตรงนี้แหละ มันเป็นอัตตาธรรม ที่ยังเข้าถึงความเป็นพุทธะคือปัญญาไม่แจ่มใส

มันยังเป็นภัยต่อใจเจ้าของ ที่จะก้าวขึ้นไปสู่ความเป็นพุทธะ ด้วยความพ้นทุกข์

เราก้าวขึ้นสู่ความเป็นอริยะชนไม่ได้ ด้วยเหตุแห่งการยึดอัตตา

เราไม่เอาอีกด้านหนึ่ง เพราะว่ามันไม่ดี

เราเอาอีกด้านหนึ่งเพราะเห็นและรู้ว่ามันดี

นี่..เป็นอุปาทานธรรมที่เป็นอัตตาและโต่งล้วนๆ

ใครจะมาชี้ให้ชาวโลกออกจากวังวนนี้

ในเมื่อ ดีก็ไม่ใช่ ไม่ดีก็ไม่ใช่

เรา…มีปัญญาพอที่จะรับมือกับมันไหม

ความเป็นพุทธ ใช่ว่าจะเกิดกับใจใครได้ง่าย

พันปีหมื่นปี ถึงจะมีชาวพุทธ ที่เข้าใจความเป็นพุทธขึ้นมาซักคน

ขอให้พวกเรา เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 27 เมษายน 2561

โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง

ณ พุทธอุทยานบุญญพลัง จ.กาญจนบุรี