เหตุแห่งการมีอายุพระพุทธศาสนา 5,000 ปี

เหตุแห่งการมีอายุพระพุทธศาสนา 5,000 ปี

142
0
แบ่งปัน

**** “เหตุแห่งการมีอายุพระพุทธศาสนา 5,000 ปี” ****

ขอสาธุคุณสวัสดี

” ตราบใดที่ภิกษุยังประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกก็จะไม่เว้นว่างจากพระอรหันต์ ”

คำตรัสเช่นนี้ เรื่องศาสนา 5000 ก็จะเป็นเรื่องย้อนแย้งคำตรัส

และนี่เป็นการยืนยันให้โลกเห็นว่า ศาสนานั้น ขึ้นอยู่กับผู้คนทั้งหลาย

ไม่ใช่ศาสนาไม่มีเสื่อมอะไร ตามที่ใครใครบางคนเขาเข้าใจ

ศานาเสื่อม เพราะคนเสื่อมศัทธาเป็นเหตุ

เรื่อง พระพุทธศาสนา 5000 ปีนี่ ในอินเดียไม่มี

ในศรีลังกาไม่มี ที่ไหนๆก็ไม่มี

มีที่ไทยเรานี่แหละ

ที่มีนี่ เกิดจากการแปลบาลี

เรื่องอายุพระพุทธศาสนา 5000 ปีนี่ เกิดจากการตีความของเหล่าอรรถกถาจารย์

ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า

” หากมาตุคามเข้ามาบวชในสัจธรรมที่เราประกาศออกไป

สัจธรรมเราที่ประกาศออกไป จาก 1000 ปี ก็จะเหลือแค่ 500 ปี ”

นี่..เหตุเกิดตรงนี้

เหตุตรงนี้ เป็นที่มาของ 5000 ปี

เหตุอื่นไม่มี ที่มีก็โม้ๆใส่เข้าไป แต่ไร้เหตุที่มา

อ้างแค่ว่า เขาว่ามาอย่างนี้

อรรถกถาจารย์ ท่านตีความว่า

พระพุทธองค์ท่านทรงตรัส เป็นหนึ่งไม่มีสอง เขาว่างั้น

เดี๋ยวนี้ ศาสนาล่วงเลยมากว่า 2500 ปี

เมื่อพระองค์ท่าน ตรัสว่า

อายุพระสัจธรรมมีแค่ 1000 ปี

และจะเหลือแค่ 500 ปี

เมื่อมีมาตุคาม คือผู้หญิงเข้ามาบวช

นี่..ตรงนี้ อรรถกถาจารย์ท่านจึงต้องตีความ

ท่านใช้คำว่า ” นยัตถะ ”

คือคำที่จะต้องมาอธิบายขยายความ

และเพราะเนื้อหาแห่งการตีความนี้ด้วย

ทำให้ภิกษุณี หายไปจากชาวพุทธเถรวาทด้วย

โดยเฉพาะเมืองไทย

เพราะโบราณไปฝังใจกับคำว่า

เมื่อมีมาตุคามคือผู้หญิงเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

ศาสนาที่มีอายุ 1000 ปี ก็จะเหลือแค่ 500 ปี

นี่..ตรงนี้ส่งผลต่อภิกษุณีโดยตรง เพราะการตีความไม่ถูกของผู้แปล

ประโยคของบาลีนี่ ต้องแปลออกมาให้ชัด

เมื่อหลายประโยค ความหมายก็จะขยายความออกไปมาก

เรื่องภิกษุณีนี่ ต่อมาภายหลัง

เมื่อทรงตัดสินใจอนุญาต

พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่า

เมื่อมาตุคามเข้ามาบวช เราได้ให้ครุธรรมแปดประการ ในการสกัดกั้น

สัจธรรมที่จะเหลือ 500 ปี ก็จะกลับไปเป็น 1000 ปีเช่นเดิม

เหล่าอรรถกถาจารย์ ได้เห็นแย้งกันว่า

เดี๋ยวนี้พระพุทธศาสนาล่วงเลยมากว่า 2500 ปีแล้ว

คำว่า อายุพระสัจธรรม 1000 ปี ที่พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศ

จะต้องมีนัยยะ ที่เป็น นยัตถะ

อรรถาจารย์กลุ่มหนึ่งจึงได้ชี้แจง นยัตถะว่า

ที่พระพุทธองค์ทรงตรัส 1000 ปี ย่อมหมายว่า

หลังจากพระพุทธองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว 1000 ปี

ศาสนาแห่งสัจธรรมของพระพุทธองค์

จะเต็มไปด้วย พระอรหันต์ ปฏิสัมภิทาญาณ

แต่เมื่อหลัง 1000 ปีไปแล้ว

จะไม่มีพระอรหันต์ ปฏิสัมภิทาญาณอีกต่อไป

จะเหลือแค่พระอรหันต์ สุขวิปัสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ เท่านั้น

ตรงนี้ข้าจะขยายออกมาให้เห็นอีกหน่อย

คำว่าพระอรหันต์ ปฏิสัมภิทาญาณนี่

หมายถึงพระอรหันต์ที่เข้าถึงทั้งสองส่วนในอัตภาพที่ทรงสังขารอยู่

คือเข้าถึง เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ

เรียกว่าเป็นอุภโตวิมุติ คือเข้าถึงทั้งสองส่วน จึงได้ชื่อว่า ปฏิสัมภิทาญาณ

หากเข้าถึงส่วนหนึ่งส่วนใด อาจเข้าถึง เจโตวิมุติ หรือเข้าถึงปัญญาวิมุติ

ส่วนใดส่วนหนึ่ง

เช่นนี้ เรียกว่า เข้าถึง สุขวิปัสโกบ้าง เตวิชโชบ้าง ฉฬภิญโญบ้าง

ตามวาสนาภูมิที่ได้สร้างสมมา

นี่..1000 ปีแรก จะเป็นพระอรหันต์ ประเภทปฏิสัมภิทาญาณด้วยคุณแห่งวาสนาภูมิเช่นนี้

ส่วนพันปีที่สอง

พระอรหันต์ประเภท ปฏิสัมภิทาญาณ จะเลือนลางหายไป

จะเหลือแค่พระอรหันต์ที่เข้าถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของวิมุติ

คือ สุขวิปัสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ สามส่วนนี้ตามวาสนาภูมิเท่านั้น

นี่พันปีที่สอง

ส่วนพันปีที่สาม

คือในยุคแห่งพันปีที่เราอาศัยกันอยู่นี้

เหล่าอรรถาจารย์อธิบายว่า พระอรหันต์นั้นไม่มี

ที่มีก็เป็น อนาคามี สกิทาคามี และโสดาบันเท่านั้น

ที่เข้าถึงมรรคผลตามขั้นวาสนาภูมิ

ฉะนั้นพวกเรียนบาลีที่ตีความกัน

จึงไม่เชื่อว่ายุคนี้ จะมีพระอรหันต์อีกแล้ว

เพราะอรรถาจารย์โบราณเขาตีความบ่งบอกไว้

สิ้นพันปีที่สาม

พระอนาคามีก็ไม่มี

ที่มีก็จะเหลือแค่พระขั้นศีล

คือพระสกิทาคามี และพระโสดาบัน

อนาคามีนี่ เป็นพระขั้นสมาธิ

อรหันต์นี่ เป็นพระขั้นปัญญา

เมื่อสิ้นพันปีที่สี่ พระสกิทาคามีก็หายไป

จะเหลือแค่พระโสดาบัน ที่ยังมีวาสนาภูมิครองตัวอยู่ในพระพุทธศาสนา

เมื่อสิ้นพันปีที่ห้า

พระพุทธศาสนา ก็จะหมดสิ้นปฏิเวท คือผู้เข้าถึงธรรมที่เกิดมาจากการปฏิบัติจริงๆ

จะคงเหลือแค่ปริยัติ ที่อ่านๆฟังๆ ท่องๆตามๆกันมา

และจะเหลือแต่เหล่าสงฆ์ ที่ไม่มีใครปฏิบัติแล้วเท่านั้น

นี่..อรรถกถาจารย์เขาตีความมาว่าอย่างนี้

จึงเป็นที่มาของพุทธศาสนา 5000 ปี ดั่งที่เราพากันเข้าใจกันมานาน

5000 แห่งความเป็นพุทธนี่ เกิดจากอรรถกถาจารย์เขาตีความกัน

ที่จริงก็มีอีกหลายกลุ่มตีความแยกย่อยออกไปอีก

เป็น 8000 ปีบ้าง 15000 ปีบ้าง

ต่างก็ยกตรรกะของตนเองเข้ามาตีความกัน

จริงๆเรื่องอายุพระศาสนานี้นี่ มันขึ้นอยู่กับคน ไม่ได้ขึ้นกับความเป็นศาสนา

ไม่ใช่ว่า ศาสนาไม่เสื่อม คนต่างหากที่มันเสื่อม

ตรรกะนี้เป็นการพูดอย่างโง่ๆ ข้าเห็นวัดดังชอบเอามาพูด

ศาสนานี่มันเนื่องด้วยคน

ศาสนานี่เป็นความเชื่อ

ความเชื่อนี่เป็นต้นตอของศาสนา

ความเชื่อนี่ มันเกิดจากคน

คนนี่เป็นเหตุ ความเชื่อเป็นผล

เมื่อเหตุเสื่อม ผลก็ย่อมเสื่อม นี่เป็นสัจธรรม

ศาสนานั้นคนเป็นคนกำหนดขึ้น แบ่งแยกขึ้นมา

เมื่อคนเสื่อม ศาสนาก็ย่อมเสื่อมตาม นี่เป็นธรรมดา

ความเสื่อมไปแห่งศาสนานี่ มันเกิดจากคน

ที่พระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่าง 1000 ปีขึ้นมา

ไม่ใช่ว่า อายุพระพุทธศาสนานั้นมีแค่ 1000 ปี

พระพุทธองค์ทรงยก 1000 ปี และจะเหลือ 500 ปีเพราะมาตุคามนี่

ความหมายคือ อายุมันจะเหลือครึ่งหนึ่ง

ถ้ายก 10000 ปี ก็จะเหลือ 5000

ถ้ายก10 ปี ก็จะเหลือ 5 ปี

ถ้ายก หนึ่งวัน ก็จะเหลือครึ่งวันอะไรอย่างนี้

เหมือนยกส้มผลหนึ่ง ก็จะเหลือแค่ครึ่งลูก

หากมาตุคามเข้ามาบวช

นี่..ความหมายนั้นเป็นเช่นนี้

ไม่ใช่อายุมีแค่ 1000 ปี ดั่งเหล่าอรรถกถาจารย์เข้าใจ

แล้วจะเหลือ 500 ปี เมื่อผู้หญิงเข้ามาบวช

ไม่ใช่ความหมายเช่นนั้น

ฉะนั้น อายุพระพุทธศาสนานี่ จะยืนยาวตลอดไป จนกว่า ผู้คนทั้งหลาย

ไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วโน่นแหละ

นี่..จึงอธิบายมาให้เห็นมุมมองแห่งเหตุและผล ที่มีมาในพระไตรปิฎกกัน

เราชาวพุทธ จึงควรว่ากันไปตามหลักเหตุหลักผล

ไม่ใช่เชื่อยันเต ใครว่ามาก็เฮ ตามๆเขาไปโดยไม่มีปัญญาตรวจสอบหาความเป็นจริงบ้าง

หวัดดียามเที่ยง วันนี้คุยกันแค่นี้

ขอสาธุคุณให้มีดวงตาเห็นธรรม

ธรรมที่ข้าขยายนี้แม้จะสดๆ แต่ชัดเจน

ด้วยเหตุด้วยผล

นี่เป็นธรรมที่น่าภาคภูมิใจของชาวพุทธเรา

ที่ยุคนี้ยังมีผู้ขยายธรรมได้อย่างมีเหตุมีผล

ลูบคลำได้ด้วยปัญญาของพวกเรา

ไม่มั่วด้วยตรรกะตน รับรองได้

ว่าจะเล่าเรื่องภิกษุณี ที่เลือนลางหายไป ก็เที่ยงซะแล้ว

ว่าทำไมเมืองไทยถึงไม่มีภิกษุณี

หรือมีแล้ว ทำไมไม่ยอมรับกัน

ไว้วันหน้าแล้วกัน

พระธรรมเทศนา วันที่ 27 มกราคม 2561

โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง