เหยียบ..อินตะระเดีย ท่อน 11

เหยียบ..อินตะระเดีย ท่อน 11

530
0
แบ่งปัน

*****” เหยียบ..อินตะระเดีย ท่อน 11 “*****

เราได้เดินทางกันไปที่บ้าน นางสุชาดา

ขบวนรถเราห้าคันวิ่งผ่านแม่น้ำเนรัญชรา ที่แสนกว้าง

แม่น้ำเนรัญชราในวันนี้ น้ำใสแจ๋วแว๋วมากเลย เมื่อเรามองลอดหน้าต่างรถออกไป เราจะมองเห็นความใสแจ๋วของสายน้ำ จนมองเห็นกรวด หิน ทราย ชัดเจน

คนอินเดียเขาไม่ว่ายน้ำเหมือนอย่างเรา แต่เขาวิ่งและเดินกันไปบนแม่น้ำที่ใสและแจ๋วแว๋วนั้น

ข้าชี้ให้ทุกคนมองความใสของสายน้ำจนเห็นกรวดหินชัด ทุกคนพากันฮ่าน้ำหมากกระเด็น

ที่บ้านนางสุชาดานี่ เป็นสถูปเก่า ที่เขาเอาอิฐมาก่อหลอกๆไว้ เหมือนอยุธยาบ้านเรา

คือทำเหมือนว่า ของเดิมมันเก่าและพังเหลือแค่นี้นะ

แต่จริงๆมันมีแต่พื้นฝังจมในดินนู่น ที่โผล่ๆนี่ เขาก่อขึ้นมาเพื่อให้เห็นว่า มันเป็นสถูปเก่า

ตรงนี้มันเป็นเทวสถานเก่า ไม่เกี่ยวกะนางสุชาดาอะไรเลย เขาแค่อุปโลกน์ขึ้นมา เพื่อให้คล้องจองกับสถานที่พุทธคยาเท่านั้น

คนดูแล และก่อขึ้นมาก็เป็นพวกฮินดู ไม่ใช่พุทธ สีแห่งพุทธในอินเดีย มันเจือจางแทบไร้กลิ่น ที่มีนี่ก็เพื่อหาเงินหากินกับแผ่นดิน

นี่ถ้าว่ากันตามความเป็นจริง ไม่นางสุชาดา ก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าของเรา ที่จะต้องเป็นฝ่ายว่ายน้ำข้ามกันมา เพื่อถวายอาหารกัน

ถวายเสร็จก็ว่ายกลับ เพราะมันอยู่กันคนละฟากฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

และความกว้างของแม่น้ำนี่ เป็นกิโล นี่..แขกเขามั่วๆกันขึ้นมาหลอกพวกเราดอก

นี่เป็นเพราะฝั่งทางพุทธคยา มันไม่มีสถูปอะไร เพื่อที่จะอุปโลกน์ ว่าเป็นสถานที่นางสุชาดาได้

เขาก็เลยมั่วๆเอาทางฝั่งนี้แทน เพราะมันมีสถูปเก่าๆมันพังและมีร่องรอยอยู่

ทางอินเดียนี่ เขามีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ขุดไปตรงไหน ก็มักจะพบฐานแปลนของพวกอิฐิ เหมือนอยุธยาบ้านเรา

หากแถวนั้น เคยเป็นเมือง เจริญรุ่งเรืองมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นเทวสถานของพราหมณ์

สองฟากฝั่งแถวนี้ เป็นของเทวสถานของเทพ ทางมหันต์มาก่อน

แถวริมแม่น้ำ จะเจอพระหินแกะสลักแตกหักกราดเกลื่อนอยู่มากมาย เป็นพระพุทธรูปหินแกรนิต และหินทราย ในสมัยราชวงค์แห่งคุปตะ

ทางเทวสถานของมหันต์ เขายังเก็บเอาไว้อยู่ เป็นเพียงแต่ว่า เราชาวพุทธเข้าไปเอาและ เข้าไปหาเขาไม่ได้ เขาไม่ต้อนรับพวกนอกศาสนาเขา

ข้างๆสถูป นางสุชาดา เป็นโรงเรียนเด็กอนาถา คือลูกๆของชาวบ้านแถบนั้น จะมาเล่าเรียนกันที่นี่

มีครูผู้ดูแลอยู่หลายคน เขาเชิญข้าไปที่นั้น ไปหาพวกเด็กๆที่เขาเรียนหนังสือกัน

เด็กๆหน้าตาดำๆ ไม่มีใครขาวเลย ต่างจ้องข้าด้วยความเอียงอาย

คงอายที่เห็นว่าข้าใส่เสื้อผ้าปะๆ ไม่เคยเห็นกัน ดูแย่ยิ่งกว่าพวกเขา

เพราะพวกเขาจะเข้าใจว่า พระนี่ คือพวกคนรวย ต้องแต่งตัวสวยๆอย่างที่เขาเห็น

ยิ่งหนาวๆอย่างนี้ พระต้องใส่หมวกไหมพรมอย่างดี ถุงมือ ถุงเท้า และเสื้อซับในอุ่นๆอย่างดี

ตัวกลมๆป้อมๆเหมือนลูกฟุตบอล ด้วยความหนาแห่งเนื้อผ้าที่โป๊ะเข้าไป เพื่อกันหนาว

แต่นี่ ลามะรูปนี้ เสื้อผ้าปะขาดๆไม่ต่างอะไรกับพวกเขา แล้วพวกเขา จะได้อะไรกับการเข้ามาของพวกเรา

ข้าให้เด็กๆทุกคนลุกขึ้นยืน และเดินเข้ามาห้อมล้อมข้า

ให้ทุกคน เกาะและจับแขนจับไหล่ต่อๆกันห้อมล้อมตัวข้า

และบอกให้ทุกคนหลับตา ทำใจสบายๆ และเพ่งมาที่ข้า

ข้ากำหนดจิตแผ่กำลังแห่งจิต ที่เคยมีกุศลต่อกัน ความเศร้าแห่งอดีต ที่เคยมีต่อกัน มันแผ่ซ่านไปสู่จิตพวกเขา

เด็กๆหลายคน สู่ความสงบอย่างที่ไม่เคยเป็น เขาดุจเหมือนแม่เหล็กถ่ายเทกำลังให้แก่ใจของพวกเขา

เมื่อข้าบอกให้ลืมตา เด็กๆหลายคนที่อยู่ใกล้ๆข้า พากันน้ำตาซึมและยิ้มให้กัน อย่างแปลกใจ ทุกคนต่างมองหน้ากัน ที่เห็นว่าข้านี่เป็นจอมมายากล

เขาไม่รู้ว่า นี่เป็นพลังแห่งความรัก ที่เขาสามารถสัมผัสได้ พวกเขาดีใจ ไม่อยากคลายออกไปจากการเข้ามาเกาะกลุ่มกัน เพื่อห้อมล้อมตัวข้าเลย

ข้าเองน้ำตาซึมออกมาแทบไหล เมื่อทราบว่า เด็กๆทุกคน ต่างเคยเป็นพี่น้องและญาติๆกันทั้งนั้น

แต่เขาต้องต่อสู้ชีวิตกันต่อไป อีกไม่นาน ธรรมแห่งข้าจะเข้าไปสู่หัวใจพวกเขา

และพวกเขา จะเป็นกำลังสำคัญ ที่จะประกาศความเป็นพุทธอย่างผู้มีปัญญา ในอินเดียต่อไป

เราได้ร่วมทำบุญ และถ่ายรูปร่วมกัน เขาบอกว่า เขารักพุทธศาสนา

พุทธศาสนา ไม่แบ่งแยกชนชั้นอย่างชาวฮินดูที่พวกเขาเป็นกัน

พวกเขาต่างโดนกีดกัน ทางความคิดและสติปัญญา รวมไปถึงฐานะความเป็นอยู่ด้วยใจที่แห้งแล้ง

เขาอยากไปเกิดเป็นพระที่เมืองไทย พระที่เมืองไทย ใจดี ให้ตังค์พวกเขาเวลามาเยี่ยมเยือน โดยไม่แบ่งวรรณ เขาเราอย่างที่เขาเป็น

ข้ามองดูเด็กๆอย่างเห็นใจ แกรู้อะไรไหมไอ้หนูเอ้ย..

ที่ประเทศไทย พวกพระนี่แหละ เป็นตัวแบ่งแยกวรรณตัวดีเลย

แยกนิกาย กูดีมึงเลว แสวงแต่หาลาภ

ใครได้บวชเข้ามาละก็ มันดูเหมือนไม่ใช่คนธรรมดา

มันเป็นมนุษย์ซุปเปอร์ไซย่า ใครแตะก็ไม่ได้

พระพูด คิด อะไร ต้องถูกหมด…ไอ้เหี้ยยย..!!

ยิ่งบวชนาน ราตรียาว หัวหงอก หนังหนาจัด แทะความคิดมันไม่เข้าหรอก

ชี้ธรรมก็ชี้ไม่รู้เรื่อง ชี้ธรรมให้โยมยังกะจะให้คนฟังไปสอบบาลีนู่น

ยิ่งมียศมีศักดินา เช้ามาไม่เคยออกบิณฑบาตร รอแดกแต่ของดีๆที่เขาเลี้ยงดูเหมือนสัตว์เลี้ยง

หากพิลึกนึกบิณฑบาตรที โหววว..ผู้คนดีใจแปลกใจยังกะโลกนี้จะแตก

มึงอย่าไปฝันหวานโลกสวยเลยไอ้เด็กน้อย โลกแห่งมึงจะทะลาย

ฝันหวานอย่างมึง โตขึ้นแล้วมึงจะเกลียดพวกพระจัญไรที่มึงคิดไม่ถึงทีเดียว

เราจากเด็กน้อยมา ด้วยความเข้าใจกัน ซักวัน ธรรมแห่งปัญญาจะมาปรากฏ ณ.ที่แห่งนี้

พวกเขาจะภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งได้รับพลังจิตที่ทำให้เขาขนลุกขนพองจากการแผ่ซ่านออกไป

วันหนึ่ง..เขาจะภูมิใจ ที่ได้เดินตาม ธรรมะแห่งแผ่นดิน..!!

10 กุมภาพันธ์ 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง