สัญญาที่จมหายไป กับสันดานขี้คร้าน

สัญญาที่จมหายไป กับสันดานขี้คร้าน

580
0
แบ่งปัน

**** สัญญาที่จมหายไป กับสันดานขี้คร้าน *****

ขอสาธุคุณให้มีแต่ความสุขความเจริญ

ผู้รู้จักจิต ย่อมมองเห็นชัดถึงวิถีกระแสจิตที่มันไหลไปตามครรลอง

ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน อนาคต มันก็ย่อมเป็นเช่นนี้แล..

การย้อมใจมาในฟากกุศลอยู่เนืองๆ ย่อมสร้างกระแสไปทางฟากกุศล

การสร้างกุศลเบื้องต้น เราเรียกว่าทาน

ทานเป็นสมมุติอย่างหนึ่ง ที่เป็นเครื่องมือให้ใจเรานี้ ได้มีที่เกาะและล่องลอยไปตามกระแส

แม้จะไร้เรี่ยวแรงทวนกระแส แต่เมื่อเครื่องเกาะเรามี เรานั้นย่อมไม่จมลงไปในกระแสละ

เพื่อนเอ๋ย…เพื่อนสร้างเครื่องเกาะยึดไม่ให้ใจนี้จมลงไปในกระแสแล้วหรือยัง

เครื่องเกาะยึดที่เพื่อนสร้าง มันต้องประกอบด้วยปัญญา ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ อย่างพอดีพอเพียงเท่าที่กำลังมี

การให้ทาน เป็นเครื่องเกาะไปสู่จุดหมายปลายทาง

แต่การให้ทาน..

เป็นการให้อย่างเปรตก็มี

เป็นการให้อย่างปราชญ์มันก็มี

ทานที่ให้อย่างเปรต..คือให้อย่างหวังผล และไม่หวังผล ด้วยความหลงในกระแสแห่งตัวตน

ทานที่ให้อย่างปราชญ์ … คือการให้อย่างหวังผล และไม่หวังผลอย่างมีปัญญา รู้และเข้าใจว่า การให้ทานไป มันรู้และเข้าใจว่าอะไร ที่หมายถึงคำว่า ทาน..

การที่จะเข้าถึงความเป็นทานที่เป็นกุศลสูงสุดได้ อาศัยจากการชี้แนะ

ขาดการชี้แนะจากสัตตบุรุษ มันก็จะเป็นทานอย่างนอก
ศาสนา เขาต่างก็นิยมและเข้าใจกัน

ทานที่สูงกว่าทานทั้งหลายที่เป็นวัตถุ นั้นก็คือ อภัยทาน

เรา…ทำทานพร้อมใจที่ให้อภัยและอโหสิๆต่อสรรพสิ่งน้อยใหญ่ ย้อมใจอยู่เนืองๆหรือยัง

ทานที่ประกอบกาลแห่งอโหสิและอภัยทาน

เป็นทานที่ย้อมจิตใจ ให้พ้นไปจากอบายภูมิ…

สมัยหนึ่ง ข้านี้โดนหมอเข็นออกมาสู่ความสว่างแห่งธรรมชาติ

หลายต่อหลายเดือน ที่ข้านี้ ต้องจมอยู่กับห้องเหลี่ยมๆ ที่เป็นแค่ผนังกั้น

วันนั้น คุณหมอท่านใจดี ท่านว่าไปไหม

เราออกไปสูดอากาศกัน..

คุณหมอแสนใจดี เข็นข้าผ่านผู้คนมากมาย

กลิ่นอายของผู้คน ข้าสัมผัสได้ นี่คือโลก นี่คือชีวิต ที่ทุกชีวิตต้องแสดงไปตามบทบาทหนทาง

แต่ข้านี้ หมดหนทางที่จะกลับไปสู่ความภูมิใจ อย่างใครเขามี

แสงแรกแห่งทิวา ที่มากระทบโสต

มันสาดโอบรดใจ ให้ตลึงและตื่นตา

ธรรมชาติ ธรรมดา ที่ครั้งหนึ่งไม่เคยเห็นความมีคุณค่า

เมื่อกลับมาได้ประสบและพบพาน มันช่างน่าแสน
อัศจรรย์ใจ ดุจเด็กน้อยที่ถอนออกมาจากครรภ์ของแม่

มันมองแลออกไปสู่แสงจ้าที่น่าพิศวง

เป็นแสงแรกที่เคยดับมิดสูญ ด้วยใจที่คิดปลง

ธรรมชาติยังคงเหมือนเดิม มีแต่ใจนี้..ที่อัศจรรย์ใจ

เราเกือบสิ้นชีวิตไปแล้ว

เราเคยทำอะไรตอบแทนให้แก่โลกนี้บ้าง

ผู้คนเดินบนหนทาง ต่างยิ้มแย้ม แลดูสว่างไสว

นี่…ถ้าเราได้สิ้นชีพ กายสลายมลายไป

โลกอันน่าพิศมัยสำหรับใจดวงนี้ จะได้หวนกลับมาเห็นหรือ..?

แต่ชายหัวใจแกร่งมันนั่งเป็นซากอยู่บนรถเข็น

แขนขาลำตัวแสนเล็กแกร็น ยกยังแทบไม่ไหว

หากเดินได้อีกครั้ง ฉันจะวิ่งๆๆๆๆ วิ่งตะโกนก้องให้สุดหัวใจ

ฉันจะทำให้ได้ ขอสัญญา…ขอสัญญา

นี่…คนที่ตายแล้วได้กลับมา ย่อมเห็นความสำคัญในสิ่งที่เคยเห็นว่าไม่สำคัญ

เพื่อนเอ๋ย…อย่าให้ความสำคัญรอบๆตัวเรา

มันสูญสิ้นสลายไปกับความโง่ๆแห่งใจเราที่แสนจะตาบอด มืดมัว มองความจริงอะไรไม่เห็น

ที่สุด ข้าก็กลับมาได้ดั่งปรารถนา กลับมาเดินเหินและอยู่กับธรรมชาติที่มันเคยถวิลหา

แต่อนิจจา ธรรมชาติที่มันถวิลหาและให้คำมั่นสัญญา

มันโดนสันดานต่ำช้า ที่เราเป็นขี้ข้ามัน มาทับถมและกลืนกินเหมือนเช่นเคย

นี่แหละ..ธรรมดาของใจผู้เป็นปุถุชน และชนทั้งหลายต่างก็เป็นกัน

นี่…เป็นกิเลสที่เราพ่ายแพ้อยู่เป็นประจำ

วันนั้นขอสัญญาว่าจะเดินๆๆๆๆๆวิ่งๆๆๆๆ เพราะขามันไม่มี มันเดินไม่ได้

วันนี้มีขามีกำลัง สัญญาจำอย่างหมายมั่น มันจมหายกลืนกลายไปไหนหนอ

ช่วยบอกทีๆๆๆๆ สัญญาที่เคยรอ

มันไปไหนหนอ มีแต่ตัวขี้เกียจเกาะลอยคออยู่เต็มเรือ..!!

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 โดยพระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง