คุยกันประสาธรรมแห่งพี่น้อง

คุยกันประสาธรรมแห่งพี่น้อง

929
0
แบ่งปัน

เช้าวันจันทร์ เราก็มานำคำถามตอบที่เคยคุยๆกัน ที่น้องๆรวบรวมกันมา มาฟังมาอ่านกันเพื่อประเทืองปัญญากันเบาๆ

ว่าจะคุยเรื่องการเข้าถึงอริยสัจ เดี๋ยวค่อยว่ากันในคอมเม้นท์ก็แล้วกัน

<<ลูกศิษย์: เคยได้ยินว่ามีศีลแล้ว พึงมีพรหมวิหาร 4 รองรับด้วย..คำนี้ ทุกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร

>>พระอาจารย์: พรหมวิหารสี่เป็นกองกรรมฐานกลาง สำหรับทุกจริต และเฉพาะพวกโทสะจริตนี้ให้ใช้กองนี้ เป็นเครื่องอยู่ เป็นวิปัสสนากรรมฐานกองหนึ่งแห่ง

พวกโทสะจริต

จิตร …พูดได้ถูก ศีลเป็นความปกติแห่งใจที่มันเคยชิน

ในที่นี้ คือ เป็นใจที่มีหิริโอตัปปะ

คนที่มีใจหิริโอตัปปะได้ เป็นคนที่มีสติประคองใจ

คนที่มีสติประคองใจได้เป็นคนที่มีการพิจารณาอยู่เนืองๆ

คนที่จะพิจารณาได้ ต้องเป็นคนที่มีศรัทธาในธรรม

คนจะมีศรัทธาในธรรมได้ ต้องได้รับธรรมจากสัตตบุรุษ

การจะรับธรรมจากสัตตบุรุษได้ ต้องเป็นคนถอดถอน

ตัวตนและเดินเข้าหา เป็นผู้ที่ใจนอบน้อมอ่อนควรค่าแก่

การงานแห่งการฟังธรรมตามครรลองนี้

จะทำให้เป็นผู้ที่มีศีลอันเป็นปกติแห่งใจได้ จะ งง งง กันรึเปล่า…..

นี่ว่ากันถึงอารมณ์จิตอันเป็นศีลแห่งพระอริยเจ้าเบื้องต้น

เริ่มตั้งแต่โสดาปัตติมรรคไปเลย…

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2556


<<ลูกศิษย์: พ.อ.จ ครับ ศีลที่ให้รักษาผมก็รักษาอยู่ เวลาที่เกิดอกุศลกรรมบ่อยครั้งที่สติรู้ทัน

แล้วความละอายใจก็ตามมาเร็วมากนะครับ…ผมไม่ได้

พิมพ์ข้อความมา แต่ผมก็ติดตามธรรมอยู่ทุกวัน ครับ..

>>พระอาจารย์: พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสว่า

คนที่มันเลว แต่รู้ตัวว่าเลว กำลังใจมันยังอ่อน ยังมีความละอายอยู่ เลวแค่ไหน…เป็นบุคคลหาเลวไม่

คนที่มันเลว แต่ไม่รู้ตัวว่าเลว ทำอะไรก็คิดว่า ตัวเองทำถูกทำดีแล้ว ดีแค่ไหน…ก็เป็นบุคคลเลว

คนที่มันไม่เลว แต่ไม่รู้ตัวว่า ตัวเองไม่เลว ทำดีแค่ไหน…ก็เป็นคนเลว

คนที่มันเลว และรู้ตัวว่าเลว แต่ก็ยังทำเลว ไม่มีความละอาย…เป็นบุคคลเลวหนัก..

คนที่มันไม่เลว และรู้ตัวว่าไม่เลว ไม่ยอมทำเลว มีความละอาย…เป็นยอดบุคคล

เราอยู่ในประเภทไหน

ประเภทแรก…เลว แต่ยังพอกลับใจได้…ยังไม่เลว

ประเภทสอง…เลว แต่คิดว่าดี…เลวเป็นนิสัย

ประเภทสาม…เลว ไม่เลวยังไม่รู้ตัว…ทำเลวก็ไม่รู้ตัว

เหมือนกัน

ประเภทสี่…เลว รู้ทั้งรู้ก็ยังทำ…อยู่ห่างๆๆมันเลย

ประเภทห้า…ไม่เลว หายาก…แต่ก็มี

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 27 ต.ค. 2556


<<ลูกศิษย์: ท่านนี้แปลกดีบางทีก็กล่าวผิดจากตำรา

แบบไม่สนตำราเลย บางทีก็เอาตำราเหมือนว่าต้องยึดหลักตำรา

คุยกันประสาธรรมแห่งพี่น้อง: ธรรมนั้นต้องว่ากันตามตำรานะครับ

>>พระอาจารย์: ท่านชมรมพุทธ…

ที่ท่านแปลไว้ในตำรา ต้องนำมาเทียบเคียงกับสิ่งที่

ครูบาอาจารย์ชี้ เราเป็นผู้ดำเนินตามแนวทางที่ถูกเท่าที่

สติปัญญาจะประจักษ์

จริตแห่งครูบาอาจารย์ บางครั้งเราไม่เข้าใจ เราต้องเอาตำราเป็นตัวกรอง เราเรียนรู้ธรรมเพื่อความดับ ใช่เรียนรู้ธรรมเพื่อการก่อหรืออวดธรรม

ใจที่ประจักษ์แล้วด้วยดี ทั้งเหตุและผล จึงนำมาขยายคุยกัน เพื่อง่ายในความเข้าใจ

การแสดงธรรมโดยเอาความคิดเห็นแห่งตัวตนเข้าไป

แสดง บาปกรรมหนักเชียวน่า

ธรรมที่แสดงไป ต้องมีพร้อมเหตุและผลรองรับ และรับฟังผู้รู้ที่ชี้ด้วย

หากดึงดันว่านี่ของเราถูกโดยไม่ฟังเหตุผลใคร นี่มันนิสัยเลวน่า

ธรรมที่แสดงเป็นธรรมที่มีจากตำราทั้งนั้น เพียงแต่มาย่อยให้เข้าใจในภาษาเราๆ หนุกๆขำๆกันไป ค่อยๆแทรกธรรมกันไปเท่านั้นเอง….

ด้วยความยินดี และต้อนรับทุกท่านด้วยใจจริง และไม่หวังผลตอบแทนใดๆเลย..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 5 ธ.ค. 2556


<<ลูกศิษย์: นมัสการพระอาจารย์ อ่านไปเรื่อยๆวันหนึ่ง

ก็พอเข้าใจการดับ รูป นาม ต้องอาศัย รูป นาม

ในกาลต่างๆ เดี๋ยวจะอ่านอีกหนึ่งรอบจะได้เข้าใจใน

บทธรรมค่ะ เป็นบทธรรมที่ควรศึกษาแม้ต้องใช้ความ

พยายามค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

>>พระอาจารย์: อ่านหนุกๆซิ อย่าอ่านจำ หรือพยายามทำความเข้าใจ อ่านผ่านๆไป แล้วไปเรื่องอื่น สบายๆๆ

แล้วกลับมาอ่านซ้ำ มันจะเข้าใจได้มากขึ้น

หากอ่านจำ มันจะตีกัน และใจจะยึดว่า อ๋อ..อย่างนี้นี่เอง

ซึ่งจริงๆแล้ว มันแค่ถูกกาลหนึ่งๆที่เราเข้าใจเท่านั้น เมื่อมาเจอเหตุปัจจัยอื่น ความหมายนั้นมันก็เปลี่ยนอีก มันจะทำให้เรา งงกับข้อธรรม

เพราะธรรมที่ได้แสดงไป มันเป็นแค่ต่างหัวข้อ แต่เนื้อหาธรรม มันซอกซอนถึงกันหมด ขอให้อ่านแบบหนุกๆ แต่อ่านซ้ำๆ

เราจะแปลกใจ เมื่อเรากล่าวธรรมออกมากับใคร

ว่าทำไมเราจึงเข้าใจในคำกล่าวได้ดีจัง

ขอเป็นกำลังใจ และขอให้มีดวงตาเห็นธรรม..

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2557


รวมพระธรรมเทศนาหลายบทจากถาม-ตอบ ในคอมเม้นท์ โดย พระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง