จิต อยู่ตรงไหน

จิต อยู่ตรงไหน

1593
0
แบ่งปัน

ศิษย์ถาม : กราบนมัสการพระอาจรย์

อยากจะถามเรื่องวิปัสสนากรรมฐานครับ

ที่ว่ามีสติรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม
นั้นรู้อย่างไรบ้างครับ

เห็นกายรู้กายนั้นรู้อะไร
เห็นจิตเห็นอย่างไรมีอาการอย่างไร

เห็นธรรมเป็นอย่างไร(หมายถึงธรรมมีลักษณะอย่างไร)
เห็นเวทนาเห็นอย่างไร

กราบนมัสการครับ

พระอาจารย์ตอบ : คำถามนี้ หาโอกาสเดินทางมาฟังจากปากดีกว่า อธิบายโดยการจิ้มๆนี่ คงปวดลูกกะตา

และคำถามนี้ ลองค้นๆในหน้าเพจ ได้อธิบายไว้หลายตอน ค้นง่ายกว่าให้ข้านี้จิ้มอธิบาย

จะขออธิบายคร่าวๆ

เห็นกายนี้ มันเห็นชัดกับใจว่า กายนี้ไม่ใช่เรา ที่เป็นตัวรู้สึก

ตัวรู้สึกมันเป็นอีกอาการหนึ่งที่อาศัยกายแสดงออก

นี่ เรียกว่ามองเห็นเวทนา

เมื่อพิจารณาเวทนา มันก็จะเห็นชัดกับใจอีกว่า เวทนานี้ก็ไม่ใช่เรา เวทนานี้ก็เป็นอาการของจิต ไม่ใช่เราเป็น

นี่ เรียกว่ามองเห็นจิต

เมื่อพิจารณาจิต มันก็จะเห็นชัดกับใจอีกว่า จิตนี้ก็ไม่ใช่เรา จิตนี้เป็นอาการธรรมดาของมันที่อาศัย เหตุปัจจัยเกิด

นี่ เรียกว่ามองเห็นธรรม

กระบวนการเช่นนี้ มันมีรายละเอียดปลีกย่อยเป็นเหตุปัจจัยอีกมากมาย

ขอให้ปฏิบัติแล้วสงสัยเถิด ข้าเขี่ยให้หน่อยเดียวก็ผ่าน

แต่ถ้าอ่านๆจำๆมาแล้วสงสัย เขี่ยยังไงมันก็ตันอยู่นั่นแหละ

มีปัญหาเพราะเหตุแห่งปฏิบัตินี่ ช่วยง่าย

มีปัญหาเพราะการอ่านมานี่ ช่วยยากน่ะ เพราะมันสงสัยไม่รู้จบ มันเป็นอากาศที่น่าสงสัย

พระธรรมะเทศนา ถาม-ตอบ ในเฟสบุ๊ค โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง วันที่ 23 ธันวาคม 2557

เรื่องจิตนี่ เป็นนิยามที่ลึกล้ำ มันอาศัยผัสสะและกาลอันยาวนานสร้างสังขารขึ้นมา

คำว่าเรานี้ เป็นอาการหนึ่งที่จิตมันปรุงแต่ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ รักษารูป

และเรานี้ แม้จะเป็นอาการของจิต แต่มันก็คือจิตทั้งหมดที่มันเป็น

มันอาศัยเหตุปัจจัยประกอบกันขึ้นมา

จิตก็เหมือนก้อนๆหนึ่ง ที่อะไรๆมันอาศัยรวมๆกัน เทียบกับบ้านหลังหนึ่ง

หลังคาเป็นบ้านหรือ..?

คานเป็นบ้านหรือ..?

ผนัง พื้น ปูน เพดาน ประตู หน้าต่าง ฯ เป็นบ้านหรือ..?

ย่อมไม่ใช่..ใช่ไหม?

แต่ทั้งหมดนั่นแหละ เรียกว่าบ้าน แม้ส่วนใดส่วนหนึ่งจะหายไป เราก็เรียกว่า บ้าน

จิตก็เช่นกัน มันเหมือนบ้าน ที่มีองค์ประกอบตามเหตุปัจจัยอันหลากหลาย

แต่ละอย่างที่เรียกว่าบ้าน มันก็มีหน้าที่แยกแตกต่างกันไป

ประตูก็เป็นช่องเดิน หน้าต่างก็เป็นช่องระบายอากาศ พื้นก็ไว้เดิน อะไรอย่างนี้

นี่ มันมีหน้าที่กันไป แต่รวมๆกันแล้ว นี่คือบ้าน

จิตก็เช่นกัน อันคำว่าเรานี้ มันเหมือนเจ้าบ้าน

เราคำนี้ ไม่ใช่ประตู ไม่ใช่หน้าต่าง ไม่ใช่พื้น ไม่ใช่ผนัง และไม่ใช่อะไรๆๆๆที่เป็นบ้านแน่

แต่เรามันเป็นเจ้าของบ้าน ปกป้องบ้าน หวงแหนบ้าน

ใครมาทำลายส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้าน เราเป็นผู้เจ็บปวด ไม่ใช่บ้านมันเจ็บปวด

จิตนี้มันไม่รู้ไม่ชี้ มันเหมือนประตูบ้าน หน้าต่างบ้าน ผนังบ้าน

และเราแม้ไม่ใช่บ้าน แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของผู้เฝ้าดูแลรักษาบ้าน

นี่ เพราะอาศัยเหตุปัจจัยบ้านมีเรา เรามีบ้านเป็นเหตุ ความเจ็บปวดทั้งหลายที่เกิดกับบ้าน
เรา เป็นผู้รับความเจ็บปวด ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบ้าน

นี่ จิตนี้ก็เหมือนกัน การหลงว่ากายนี้เป็นเรา และเราคือเจ้าของบ้านที่เป็นกาย

เราถอดถอนการเป็นเจ้าของกายไม่ได้ เพราะความเป็นเจ้าของบ้านนี้เป็นเหตุ

เรานี้ ไม่ใช่จิต เพราะเราไม่ใช่บ้าน

บ้านนี้ก็ไม่ใช่จิต เพราะมันไม่ใช่เรา

ทั้งเราและบ้าน ต่างเป็นแค่สิ่งหนึ่ง ที่มีและเป็นไปตามเหตุปัจจัย

บ้านพังไป มีตังค์ก็สร้างใหม่ได้

เราพังไป มีวิบากก็เกิดใหม่ได้

สองสิ่งนี้ มันเป็นอาการทางธรรมชาติ อาศัยผัสสะ ทำให้ก่อเหตุปัจจัย

นี่ จิตนี้ไม่มี ที่มีมันก่อเหตุปัจจัยจัยแห่งผัสสะ มาเป็นอวิชา เพราะอวิชามี ความเป็นดวงจิตก็ยังมี

จิตนี้ เป็นการปรุงแต่งเรียกว่าสังขาร

เมื่อจิตสังขารมี วิญญานก็เลยมี

เมื่อวิญญานมี บ้านอันเป็นนามรูปก็เลยมี

บ้านมี ประตูหน้าต่าง ผนังก็เลยมี

ประตูมีหน้าต่างมี ผัสสะจากสิ่งทั้งหลายที่มาจากช่องเข้าก็เลยมี

ผัสสะมี ความถูกใจไม่ถูกใจแห่งเจ้าของบ้านก็เลยมี

ความถูกใจไม่ถูกใจมี ความอยากทั้งหลายก็เลยมี

ความอยากมี อาการยึดในความอยากก็เลยมี

อาการยึดมี ความกำหนัดในการที่จะเกิดก็เลยมี

ความอยากที่จะเกิดมี การเกิดในสิ่งทั้งหลายก็เลยมี

นี่ เมื่อการเกิดมี ความทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจจากการมีบ้านทั้งหลายก็เลยมี

เช้านี้มีงานที่ต้องทำแล้ว มาช่วยขนหินทรายปูนสร้างพระกัน

ก่อนที่กายนี้จะพัง เหมือนบ้านที่ผุพังไม่มีใครดูแล นี่ พอจะเข้าใจกันไหมเจ้าของบ้านทั้งหลาย

ฟังซ้ำๆก็คงพอจะเข้าใจถอดถอนความเป็นเจ้าของบ้านได้ ทั้งๆที่บ้านนี้มันก็มีเจ้าของ ของมันอยู่เช่นนั้นแหละ

บ้านมี เพราะเจ้าของมี เจ้าของมี บ้านก็เลยมี

บ้านไม่มี เพราะเจ้าของเข้าใจว่ามันก็แค่บ้าน

เมื่อเข้าใจว่ามันเป็นแค่บ้าน จะมีเจ้าของหรือไม่มีเจ้าของ บ้านมันก็มี

บ้านอาศัยเจ้าของ ทำให้มี

เจ้าของอาศัยบ้าน ทำให้มี

ทุกสิ่งที่มี ทั้งบ้านและเจ้าของ ต่างอาศัยเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันมี

แต่จริงๆโดยธรรมชาติแล้ว บ้านก็ไม่มี เจ้าของก็ไม่มี

ที่มี เกิดจากเหตุปัจจัยเข้าไปสมมุติว่านี่คือบ้าน นี่คือเจ้าของ

เมื่อสมมุติมี ความไม่รู้ว่ามันไม่มี ก็เลยโดนบดบัง

ขอสาธุคุณ

พระธรรมะเทศนา จากคอมเม้นท์ เรื่อง เข้าใจสมาธิ ก็จะมีปัญญาถอดถอนตัวกู
โดยพระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง วันที่ 27 ธันวาคม 2557