เรามาว่ากันถึงเรื่อง จิตนิยาม

เรามาว่ากันถึงเรื่อง จิตนิยาม

893
0
แบ่งปัน

นิยามทั้งห้านี่ ข้าจะอธิบายอย่างภาษาป่าๆนี่แหละ มีคนส่งข้อความบอกมาจากตำรามาให้ ข้าอ่านแล้ว งง และให้นิยามที่แปลออกมาของนักบาลี ที่เขียนลงไปในตำรา ยิ่งอ่านยิ่งงง

นักแปลนี่ บางอย่างแปลกันออกมาตื้นๆและไม่มีภูมิธรรมเอาเสียเลย นี่ กำลังว่านักแปลอีก แต่มันจริงๆว่ะ ไม่รู้เรื่องจิตแต่แปลเรื่องจิต คนรุ่นหลังๆก็โง่กันชิบหายไปตามๆกัน

มรรคผลแห่งการถอดถอนจะเกิดกับใจได้ยังไง ภูมิธรรมไม่มีแต่ก็แปลธรรมกันออกมา รึต้นบาลีมันว่ากันอย่างนั้นก็ไม่รู้

ธรรมชาติแห่งจิตนิยามนี้ เป็นธรรมชาติแห่งการปรุงแต่ง อาศัยผัสสะ และธาตุรู้ เป็นตัวกำเนิด

ธรรมชาติแห่งธาตุรู้ ผัสสะกับ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะความไม่รู้แห่งผัสสะเป็นเหตุ วงจรปฏิจจสมุปบาท จึงได้กำเนิดเกิดขึ้นมา

ความหมายแห่งคำว่า อวิชา จึงกำเนิดขึ้นมาจากเหตุที่ผัสสะเป็นต้นเหตุ

การผัสสะอาศัยกาลในการสะสมเทียบเคียงปรุงแต่งเรียกว่าจิต

ในคำว่าจิตเป็นการปรุงแต่งที่หลากหลายจากข้อมูลผัสสะแห่ง อวิชา

การปรุงแต่งนี้ แยกออกเป็นทางพลังงานก็มี ทางสสารก็มี

พลังงานที่อาศัยสสารก็มี สสารที่อาศัยพลังงานก็มี

ที่ปรุงไปตามสสารก็ปรุงแต่งแตกแยกออกไปเป็นสรรพสิ่งในธรรมชาติ เป็นสิ่งที่จัดได้ว่า ไม่มีวิญญานครอง แต่ก็มีการปรุงแต่งขยายแยกออกไปตามหลักแห่งพืชนิยาม

ที่ปรุงแต่งมาทางพลังงาน เป็นดวงจิตที่มีสภาพวิญญาน อาศัยธาตกำเนิดจากแหล่งพืชนิยาม อุตุนิยาม สร้างรูปขึ้นมา เพื่อรับการผัสสะในการปรุงแต่ง

สภาวจิตเหล่านี้ เมื่อให้กำเนิดรูปเป็นสิ่งมีชีวิตแล้ว ก็อาศัยการปรุงแต่งแห่งผัสสะจากรูปเป็นเครื่องปรุง

แบ่งออกเป็น ปรุงไปตามวิถีจิต กับปรุงไปตามภวังค์จิตอีก

วิถีจิตก็อาศัยประสาทกล้ามเนื้อเส้นเอ็นประสาทสัมผัส ผัสสะในการปรุง

อาศัยอายตนะ ที่เป็นช่องต่อเข้าสู่วิญญาน ที่เกิดจากการปรุงแต่งแห่งจิต ที่มาจากอวิชาเป็นเหตุ เช่น ตา หู ลิ้น ฯ เพื่อดำเนินไปแห่งการปรุง

ส่วนภวังค์จิตเป็นการปรุงแต่งของจิต ที่ไม่ได้อาศัยอายตนะ ที่เป็นช่องทางเข้าภายนอก

แต่อาศัยการปรุงแต่งทางภวังค์ที่เป็นข้อมูล เรียกว่าเป็นมโนจิตแห่งความทรงจำบันทึกเรื่องราว จากวิถีจิต มาเป็นเครื่องปรุง

เมื่อธาตุได้ก่อตัววิวัฒนาการมาเป็นรูปแล้ว วิญญานที่เป็นดวงจิตย่อมเข้าไปอาศัย

ในต้นไม้ เป็นการปรุงแต่งทางจิตที่ไม่มีวิญญาน แต่มีพลังงานแห่งภวังค์จิต เข้าไปอาศัยซ่อนรูป เราเรียกว่า พวกรุกขเทวดา

พวกรุกขเทวดานี่ เป็นพลังงาน ที่ไม่ได้อาศัยวิถีจิตในการปรุง

พลังงานพวกนี้ ได้เก็บบันทึกการปรุงมาแต่ตอนมีรูปในวิถีจิตมาก่อนแล้ว

เมื่อสิ้นรูป พลังงานแห่งดวงจิตนี้ จึงอยู่ในโปรแกรมแห่งภวังค์จิตที่ไร้รูปแห่งวิถีจิต

พลังงานเหล่านี้ ก็ต้องรอกาลที่เป็นวิบากมาให้ผลขับเคลื่อน เรียกธรรมชาติแห่งวิบากจิตเหล่านี้ว่า กรรมนิยาม

จิตนิยามนี้กว้าง สามารถอธิบายได้พิศดารและหลากหลาย

จิตมีธรรมชาติแห่งการปรุงแต่ง

ต้นไม้ ไม่มีวิญญานครอง แม้จะมีพลังงานอื่นมาครองรูป แต่ไม่เกี่ยวกับต้นไม้

ต้นไม้ยังมีธาตุรู้ในการเอาตัวรอด ป้องกันตัวเอง แสวงหาช่องทางแห่งแสงสว่าง

สิ่งเหล่านี้ เป็นจิตนิยาม เป็นธรรมชาติแห่งจิตที่ได้รับการปรุงแต่ง

เพียงแต่เป็นจิตที่ยังไม่มีวิญญานครอง วิญญานไม่สามารถก่อรูปมาทางด้านพลังงาน

และปรุงแต่งรูปให้มีอายตนะได้ครบถ้วน อย่างพวกวิถีวิญญานและภวังค์วิญญาน

ยิ่งอธิบายพวกเราก็คงยิ่งมึน แต่มันก็ประจักษ์จิตใจของข้าอยู่ ก็ต้องว่าไปตามปัจจัยและเหตุที่เราเข้าใจสมมุติบัญญัติ

ที่จริง สัตว์ต่างๆที่เป็นเครื่องอยู่ของวิญญาน นี่มันก็เป็นรูป ที่ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้

เรานี่มันก็เหมือนกับต้นไม้ แต่เป็นต้นไม้ที่มีวิญญานครอง

เป็นต้นไม้ที่มีอายตนะครบ ในการผัสสะทาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์

แต่ตัวรู้สึกทั้งหลาย มันเป็นกระบวนการทางวิญญานโน่น

กายไม่เกี่ยว กายนี้ก็เหมือนต้นไม้ มันก็มีกระบวนการของมันอย่างไม่รู้ไม่ชี้

เพียงแต่กายนี้ จิตมันสร้างโปรแกรมเสือกขึ้นมาเพื่อรักษาต้นไม้แห่งกายนี้

ต้นไม้แห่งกายนี้ก็เลยมีเจ้าของ

ส่วนต้นไม้ในธรรมชาติ มันไม่มีจิตปรุงตัวเสือกขึ้นมาเป็นเจ้าของกาย

ต้นไม้มันก็เลยไม่มีอาการเดือดร้อนด้วยความเสือกแห่งตัวกู

นี่ อธิบายมาพอคร่าวๆ ฟังกันรู้เรื่องเปล่าก็ยังไม่รู้

เอาเป็นว่า หากอยากรู้เรื่องพิลึกกึกกือเช่นนี้ ว่างๆก็มาถามและนั่งฟังเฉพาะหน้าจะดีกว่า

ขี้เกียจจิ้มอักษรชิบหาย นี่เป็นกรรมของกูแท้ๆที่เสือกเกิดมา แล้วต้องมานั่งแสดงธรรม

อย่าอยากเกิดมาอีกเลยเพื่อนเอ๋ย

นี่..เป็นจิตนิยามโดยประมาณ

ในจิตนิยาม มันก็มี พืชนิยาม มีอุตุนิยาม มีกรรมนิยาม มีธรรมนิยาม

ในกรรมนิยาม ก็มี พืชนิยาม มีอุตุนิยาม มีจิตนิยาม มีธรรมนิยาม

ในแต่ละตัว มันมีนิยามทั้งห้ารวมกันทุกตัว

นิยามหรือเรื่องราวธรรมชาติเหล่านี้ ผู้รู้ท่านแค่แยกออกมาให้เห็นเท่านั้น ว่ามันไม่ได้เป็นก้อนตัวตน เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเป็นวัตถุปัจจัยสิ่งของ

แต่มันคือธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เป็นธรรมนิยาม ที่มันรวมกันอยู่ในธรรมชาติแห่งนิยามทั้งห้า

นี่เย็นแล้ว จึงขอสาธุอนุโมทนา ขอให้ทุกท่านที่ได้ฟังธรรมจากราวป่า มีดวงตาเห็นธรรมกันทุกคน

คราวหน้าหากสนใจข้าก็จะคุนเรื่อง กรรมนิยามอีก เอากันพอแค่เห็นช่องทาง ปัญญามันจะได้เปิดบ้าง

หากใครจะแย้งก็ให้แย้งมาว่าไม่ใช่ จะได้รู้ว่าธรรมจากใจนี้ มันเชื่อปัญญาญานไม่ได้ จะได้ไม่ต้องมานั่งคุยให้ฟังให้เมื่อยมือ.