นักรบผู้ยิ่งใหญ่ คือใจที่ไม่แพ้

นักรบผู้ยิ่งใหญ่ คือใจที่ไม่แพ้

นักรบผู้แข็งแกร่ง มีไหมที่ไม่เคยพ่ายและไร้บาดแผล ความแพ้ที่เต็มไปด้วยบาดแผล มันหล่อหลอมใจดวงนี้ ให้เป็นนักรบที่แข็งแกร่ง รบแล้วล้ม จงยืนหยัดลุกขึ้นสู้ เรามันล้มมาก่อนยืน ลุกอีกครั้งจะเป็นไรไป ทารกน้อยกว่าจะยืนได้ ล้มแล้วล้มอีก ยืนแล้วได้ออกแรงสู้ มันล้มไป...

2467
0
แบ่งปัน

นักรบผู้แข็งแกร่ง

มีไหมที่ไม่เคยพ่ายและไร้บาดแผล

ความแพ้ที่เต็มไปด้วยบาดแผล มันหล่อหลอมใจดวงนี้ ให้เป็นนักรบที่แข็งแกร่ง

รบแล้วล้ม จงยืนหยัดลุกขึ้นสู้

เรามันล้มมาก่อนยืน ลุกอีกครั้งจะเป็นไรไป

ทารกน้อยกว่าจะยืนได้ ล้มแล้วล้มอีก

ยืนแล้วได้ออกแรงสู้ มันล้มไป

ไม่เป็นไรลุกขึ้นได้ เพราะเราล้มมาแต่ก่อนอยู่แล้ว

ล้มแล้วไม่ลุก นี่มันพ่ายใจไม่สู้

อายทารก ที่ล้มแล้วพยายามลุกสู้ เพื่อยืนที่จะเดินต่อไป

บาดแผลใจเป็นธรรมดาของยอดนักรบ

มองรอยแผลเป็นมาเป็นเครื่องเตือนใจ นี่คือตราบาปที่เคยพ่าย ต่อไปเราจะไม่แพ้

เอาความที่เคยแพ้ มาเป็นกำลังอุทาหรณ์สอนใจ

เกิดอีกแพ้อีก เกิดมาทำเหี้ยอะไร ใจหำมด แพ้แม้ใจที่เป็นอากาศ

ลุกขึ้นสู้เถิด สู้ใจที่คอยจะย่ำแย่และพ่ายแพ้

สู้ทั้งๆ ที่พ่าย แม้ตายไปมันก็ยิ้มได้ ที่ใจมันสู้

เกิดครั้งนี้ เป็นเวทีสงครามที่จะสู้

อาวุธแห่งธรรมพร้อม ใจพร้อม กองหนุนพร้อม เรามาสู้ร่วมกัน

ข้าศึกมันยกกระบวนมาทางใจ ไม่ใช่ที่ไหน

ลด ละ เลิก กระแสใจ ที่เป็นตัณหาผุดขึ้นมาไม่รู้จักจบ นี่แหละสงครามแห่งความเป็นยอดคน

สู้ไหม ข้าขอเป็นกำลังใจ เคียงคู่ใจ ที่เป็นนักรบอย่างพวกเรา

สู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย เราสู้ดีกว่าไหม หรือยอมตายทั้งๆ ที่ยังมีโอกาสสู้

หากมีเวลา จะเล่านิทานในอดีตให้ฟัง ถึงกองพัน 14,467 คน ที่สู้ทั้งๆ ที่รู้ว่าพ่าย

สู้ด้วยความภูมิใจ สู้จนตัวตาย แต่ภูมิใจที่ได้สู้

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง รบกับใจ เพื่อชัยชนะที่ยากยิ่ง ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง

ขอสาธุคุณ กับเหล่านักรบผู้กล้าหาญ

ชาตินี้ เราขอรบ กับกองทัพแห่งกิเลสใจ ที่ชนะ ได้ยากยิ่ง

มาเถิด ประกาศก้องเอาจริง สู้รบ กับมันสักตั้ง

ยังไงแพ้ มันก็ต้องตาย ไม่ยอมแพ้ ก็ต้องตาย

ขอไว้ลาย เลือดนักรบ สู้กับมัน ต่อจากนี้ จะเป็นไรไป

เราเคยถอยหนี ศิโรราบอย่างราบคาบ มานานเท่าไหร่

ยังไงชาตินี้ ขอพี่น้องสู้ให้ได้ อย่าได้ถอยหนี

แพ้ไม่เป็นไร ขอใจนี้ ลองสู้ซักที

เริ่มที่ใจนี้มี หิริโอตัปปะ ก่อนแรกเลย

ลูกศิษย์ : กราบนมัสการพระอาจารย์ครับผม สงสัยว่าเราจะเป็นหน่วยซุ่มโจมตี เลยเข้าตีเป็นระยะๆ

พระอาจารย์ : สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตายว่ะ วีระศักดิ์

ไหนๆ เกิดมาแล้วก็ตาย ขอสู้ให้เป็นชาติสุดท้ายซิ ข้าขอเป็นกำลังใจ

ถ้ามัวแต่กลัว หลบอยู่กับที่ พอเพียงแต่เพียงชีวิตนี้ สุดท้าย ศัตรูก็โถมมาราวีถึงประตูบ้าน

แกจะเอาเรี่ยวแรงกำลังใจที่ไหนมาสู้ ยังไงมันก็เข้าไปสู่ความตายที่คืบคลานเข้ามาอยู่แล้ว

สู้ซักหน่อยดีไหม ก่อนกายนี้มันจะสลายไปฟรีๆ

หรือชีวิตนี้ ไม่เอาแล้วไม่สู้แล้ว มีแต่หนี ..!!

นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ดี ใจอัปปรีย์ไม่คิดสู้

หนีจนตาย หนีเท่าไหร่ หนีมากี่ชาติแล้วลองคิดดู หันกลับมาสู้ให้มันรู้จริง ขอเป็นกำลังใจ

รบครั้งนี้เอาความคมของปัญญาเข้าไปรบ

อย่าให้กิเลสมันมาสยบเราอีกเลย ยังไงก็ต้องตายก็ต้องจาก

เอาแม่งชาตินี้แหละ ข้าขอเป็นกำลังใจ

ลูกศิษย์ : กราบนมัสการพระอาจารย์ อ่านไปก็เข้าใจความหมายของพระอาจารย์ แต่ผมเห็นอีกมุม คืออารมณ์ของทั้งสามกลุ่มที่แตกต่าง

ซึ่งมันมีผลกับวิบาก ผู้ที่คิดจะสู้ จิตใจเขาสว่างที่ได้สู้ ถึงแม้จะตายเขาก็สว่าง เพราะเขาไม่คิดที่จะรอดพอตายจิตเขาก็วาง

แต่ผู้ที่ยอมเขาไม่ได้เตรียมใจที่จะตายและโดนยำยี่ เขาจึงอยู่ในอารมณ์ที่เคียดแค้น และจองเวรจึงเป็นวิบากในชาติต่อไป

ส่วนพวกที่หนี จิตก็จะหวาดกลัว เมื่อโดนฆ่า จิตจึงตก เพราะอยู่ในสภาวะของอารมณ์อสูรกาย ผมเห็นแบบนี้ครับ กราบนมัสการ

พระอาจารย์ : ใจที่พร้อมมั่น ไม่หวาดหวั่นแม้ความตาย อกุศลย่อมแทรกทำลายไม่ได้ กายสลายย่อมไปสว่าง

ใจที่ไม่สู้ ไม่ตั้งมั่น คิดดี เป็นคนดีคงไม่มีภัย เพราะใจเราดี

ใจเช่นนี้พอเผชิญที่ไม่ได้ดั่งใจ ย่อมรับไม่ได้ เพราะใจมันไม่สู้

มันพอใจที่จะอยู่อย่างสงบ แล้วแต่ฟ้าจะลิขิต พอภัยมาถึงตัว ใจก็ย่อมหวาดผวา รับไม่ได้กับเภทภัย ที่โถมมาหา ใจเช่นนี้

หากเผชิญทางร้าย ตายไปก็ไปเป็นสัตว์

ใจที่มันหวาดผวา หลบหนี ไม่สู้หน้า ไม่กล้า แม้จะมีใจตั้งมั่นสู้ หรือยืนหยัดตั้งมั่น

เมื่อเผชิญภัยที่ยิ่งใหญ่ ต้านใจไม่ได้ ตายไป เป็นอสูรกาย

ใจที่พอใจ ที่ได้ฆ่า ได้รุกราน เมื่อเผชิญภัย แล้วตายไป ใจไปสู่ขุมนรก

ลูกศิษย์ : กราบนมัสการเจ้าค่ะพระอาจารย์ หนูเป็นส่วนหนึ่งของ 14,667 ด้วยหรือเปล่าเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ : เรื่องจำนวนคน 14,667 นี่ มันเป็นญาณมันเกิดขึ้นมาสมัยหนึ่ง ตอนทำสมาธิ

เป็นคำคุยเล่นกันในหมู่น้องพี่ หาอะไรยืนยันไม่ได้

มันเป็นการปรุงแต่งแห่งจิต เมื่อทราบชัดแห่งตนก็แค่เปรยว่า

เอาวะ ช่วยได้แค่นี้ก็เป็นกุศลที่ได้เกิดกำเนิดมาแล้ว

ตอนแรก คิดว่าชีวิตนี้ขอได้ชี้ให้ใครซักคนมองเห็นธรรม ขอแค่นี้เกิดมาก็ปลื้มใจแล้ว

แต่นี่เป็นหลักหมื่น มันก็เลยแสนภูมิใจ

แต่เป็นใครบ้างนั้น หากตั้งใจก็พอมองเห็นอยู่

แต่ก็เชื่อไม่ได้หรอก จิตมันปรุงของมัน

เพียงแต่วิบากร่วมนี่ มันจะดึงให้มากระทำกุศลร่วมกัน

ได้คุยกัน ได้ฟังกัน แม้ทางสื่อ ก็คือพี่น้องที่ร่วมทางกัน

บางคนชอบบางคนไม่ชอบ นี่เป็นธรรมดา

บางคนแอบบางคนด่า นี่ก็ธรรมดาเหมือนกัน

วาทะธรรมฟังแล้วสะเทือนใจ เกิดความไม่ชอบใจ บ้างชอบใจ นี่เป็นธรรมดา

จะเกลียดจะโกรธว่าด่า เราก็เคยเป็นพี่น้องกัน

ธรรมชาติที่เข้าใจตรงนี้ ทำให้เกิดความเย็นและรักเท่ากันทุกคน

เป็นแค่สนิทน้อยสนิทมาก แต่ยินดีโอบกอดทุกๆ คน

ไม่ชอบใจก็ก่นด่า เราก็โต้ตอบ นี่เป็นธรรมดา ดูขัดใจกัน

แต่ไม่ได้โกรธเกลียดกัน เพราะเคยเป็นพี่น้องกัน ขอบุญนี้รักษากันทุกๆ คน

วันนี้สิ้นปีแล้ว อะไรที่เคยล่วงเกินด้วย กาย วาจา ใจ ต่อกัน ทั้งที่เจตนาไม่เจตนา ขออโหสิกรรมให้ต่อกันและกัน

ขอบุญที่ยิ่งใหญ่แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดินนี้ เป็นของขวัญวันสิ้นปี ให้ทุกคน รวยเหลือล้น รวยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นับจากนี้ไป

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง นิทาน แห่งสัญญาจำ ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง