….นิโรธสมาบัติ…..

….นิโรธสมาบัติ…..

989
0
แบ่งปัน

หวัดดียามดึก….

>>ลูกศิษย์ : พอจ. ปีใหม่ (อ. ..??..) เค้าบอกว่าเค้าจะเข้านิโรธสมาบัติอ่ะ

>>นิมนต์เทศน์เรื่องนิโรธสมาบัติครับพระอาจารย์

<<พระอาจารย์ : การเข้านิโรธนี่ พูดไปเป็นการโกหกคน มันจะบาปหนักน่ะ แสง

คำว่านิโรธสมาบัตินี่ มันใช้กับพระอริยเจ้า ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ ปุถุชนนี่อย่าหมายเรื่อง นิโรธสมาบัติ

แม้แต่พระทั่วไป ก็ใช่ว่าจะเข้านิโรธสมาบัติได้ง่ายๆ แม้จะบรรลุธรรม ก็เข้านิโรธไม่ได้ทุกคน

พวกสุขวิปัสสโก นี่..หากไม่เจริญฌานมาทางอานาปาน จนเป็นฌาน นี่..เข้านิโรธไม่ได้

การเข้านิโรธสมาบัติ เป็นอริยบุคคลที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณ

ที่สำคัญ… การเจริญจิตมีฌานในระดับ อัปนาสมาธิ

การเข้าถึงอัปนาสมาธินี่ เป็นสมาธิที่นิ่งสงบ ดับหมด

ข้านี่ เจริญสมาธิจนถึงอัปนาสมาธิ และหลงอยู่ในอัปนามา หลายปี พูดง่ายๆ ว่า แค่ตั้งมั่นกำหนดลมหายใจ ใช้เวลาแค่เล็กน้อย มันก็จะดิ่งดับวูบเลยทีเดียว

ข้าเป็นอยู่นาน แต่นี่ ไม่เรียกว่าเป็นการเข้านิโรธสมาบัติ มันเป็นเรื่องของกำลังแห่งจิตที่ทำมานานและติดฌาน

เมื่อก่อนหลายคนคิดว่า ข้าเข้าไปอยู่ในถ้ำหลายวันไม่ออกมา ไม่กินอาหารเจริญภาวนาอยู่แต่ในถ้ำ เป็นการเข้านิโรธสมาบัติ

ข้านี่ ไม่เคยเข้าได้ซักครั้งเลย เข้ายังไงยังไม่รู้ด้วย ส่วนใหญ่แค่เป็นการทำสมาธิ เดินจงกรมอยู่แต่ในถ้า ยิ่งถ้าอยู่หลายๆ วัน หิวชิบหาย เวทนามันแรงกล้า สมาธิไม่มี

มันรอแต่จะให้ครบ ห้าวันเจ็ดวันอยู่เรื่อย มันเข้าไปเพื่ออยู่ให้ครบวันตามสัจจะเท่านั้น ไม่ได้เข้านิโรธอย่างใครเขาว่า

พอข้าบอกว่าไม่ได้เข้านิโรธ มันก็บอกว่า ข้านี่แกล้งถ่อมตัวอมภูมิไปโน่น

การเข้าสมาบัตินี่ มันมีสามระดับ ระดับแรก เรียกว่า “.. ฌานสมาบัติ ..”

แค่ฌานสมาบัติ ยังทำกันไม่ค่อยได้ อย่าเพิ่งไปกล่าวถึง นิโรธสมาบัติ

สูงกว่าฌานสมาบัติ อาศัยฌานสมาบัติเป็นเหตุปัจจัย เรียกว่า ผลสมาบัติ

ผลสมาบัตินี่ คือการวินิจฉัยธรรมที่กำลังแห่งปัญญามี หากเข้าถึงธรรมแค่ไหน ก็พิจารณาธรรมนั้น เป็นอารมณ์ แล้วจึงดิ่งเข้าอุเบกขาฌานสมาบัติ นี่..เรียกว่าผลสมาบัติ

ส่วนนิโรธสมาบัติ ท่านเดินอารมณ์ฌานตั้งแต่ปฐมฌาน ไปถึงจตุตถฌาน หากได้อรูปฌาน ท่านก็เดินอรูปฌานไปจนสุดฌาณ

ฌานสูงสุดของอรูปฌาน คือเนวสัญญายตนะ ถอยกลับลงมาจนถึงปฐมฌาน แล้วจึงพิจารณาธรรมที่ท่านบรรลุ

จิตที่ได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง เรียกว่า อนุโลมปฏิโลม คือเดินธรรมทั้งฟากก่อ และฟากดับ

จนถึงที่สุดแห่งธรรมที่บรรลุ สภาวะทั้งหลาย จะดับลงหมดด้วยตัวจิตเอง พูดง่ายๆ ว่า ตัวโปรแกรมจิตมันดับสัญญา การปรุงแต่งทั้งหลายดับลงไปด้วยอำนาจแห่งจิต ที่เข้าถึงความเป็นวิมุติ แต่ไม่ใช่ความเป็นอุเบกขา

อุเบกขามันยังมีสติสัญญาหล่อเลี้ยง เป็นแค่กระแสจิตไม่ปรุงและฟุ้งซ่านไปตามกระแสสมมุติ

สมมุติทั้งหลายที่เป็นสัญญาปรุงแต่ง ดับลงหมด เข้าสู่สภาวะนิโรธสมาบัติ นี่มันเป็นเรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องของเรา

ผู้เข้านิโรธสมาบัติได้ เป็นผู้มีกำลังทางอำนาจวิบากสูง ใครได้ทำบุญร่วมบุญกับผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ ผู้นั้นจะได้กุศลแห่งวิบากอย่างรวดเร็ว ในทันที

คือจะมีความกินดีอยู่ดี ไม่อับจนอีกต่อไปในอัตภาพนี้ แต่ไม่ใช่หมายความว่า จะพ้นนรกด้วยนะ

ยังลงนรกได้อยู่เหมือนกัน หากไม่ประคองใจมาทางกุศลจิตให้มั่นคง การเข้านิโรธสมาบัติ ใช่ว่า เจ้าของจะมาประกาศว่า ฉันจะเข้านิโรธสมาบัติ

นี่..พวกโกหก หาสรรเสริญใส่ตัว นี่ข้าไม่ได้ว่าใครนะ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แค่การรวมจิตให้ได้ทุกวัน ยังรวมไม่ลงเลย มันบังคับไม่ได้

ข้านี่ขนาดทำสมาธิมาเป็นสิบๆ ปี มีความชำนาญทางจิตจนเข้าถึงอัปนาสมาธิ มาหลายปี อยากให้จิตมันรวม มันยังรวมไม่ได้ มันบังคับไม่ได้

ที่เข้าอัปนาได้ ก็เป็นเพราะความเคยชินแห่งโปรแกรมจิต นี่..เขาเรียกว่าสมาธิหัวตอ ที่เรียกว่าสมาธิหัวตอ เพราะมันไม่มีสติ มันดับวูบไปเลย จะเรียกว่าเป็นอรูปฌานก็ไม่ได้

เพราะมันจมหายไประลึกอะไรไม่ได้ มันเป็นอยู่นาน เรียกว่าจิตมันติดฌานแห่งความสงบ

แม้ข้าจะพิจารณาอะไรก็ตาม มันก็พิจารณาได้แค่หน่อยเดียว ยังไม่ทันแยกแยะอะไร จิตมันก็ดับจมฟูกไปแล้ว

เมื่อจิตถอน ฝืนจิตกลับมานั่งพิจารณาธรรม ซักพัก มันก็จมหายไปอีก มันไม่มีกำลังสติมากพอที่จะฝืนกำลังแห่งความสงบได้

เหมือนคนง่วง พอถึงเวลาง่วงของมัน ฝืนยังไงมันก็ง่วง เพราะมันเคยชินของมันอย่างนั้น มันเป็นโปรแกรมจิตที่ดิ่งไปยึดติดความสงบเป็นสรณะ

ถ้าหลวงพ่อฤษีลิงดำไม่มาช่วยชี้ทางให้ ป่านนี้ ข้าก็คงยังติดฌานแห่งความสงบอยู่เช่นนี้จนตาย ตายแล้วข้าก็จะไปเกิดเป็นพรหม โน่นเลย 84000 มหากับป์ ชั้น 20 โน่น

ดีที่ถอยมาฝึกสติได้ทัน แต่กำลังแห่งอัปนา ทำให้สติเกิดปัญญา เข้าตีธรรมต่างๆได้ทะลุทะลวงทีเดียว ทำให้มีความเฉียบคมแห่งปัญญาสูง

การเข้านิโรธสมาบัติ ไม่ใช่จะมานั่งนิ่งๆ ไม่รู้ไม่ชี้แล้วบอกว่า เข้านิโรธ

พวกพระเกจิอาจารย์ที่ทำตัวเป็นจอมขมังเวทย์ มันชอบเอามาอ้างหาสรรเสริญกัน เข้านิโรธสมาบัติ ฟังดูมันเท่ห์ดี เหมือนเป็นผู้บรรลุมรรคผลแล้วนะ จะบอกให้

ธรรมทั้งหลายที่ออกจากใจ ที่วินิจฉัยตรงตามธรรม ยังไม่มีซักตัว มีแต่ธรรมที่จำๆ และลอกเขามา แล้วบอกว่า จะเข้านิโรธสมาบัติ

แต่พวกโง่ๆ ก็เชื่อนะ หากศรัทธาแล้วเชื่อ การเข้านิโรธ มันเข้าของมันเอง และมันถอยของมันเอง ไม่มีใครไปบังคับบัญชาจิตมันได้

1 ชั่วโมง ครึ่งวัน สามวัน เจ็ดวัน สิบห้าวัน แล้วแต่กำลังแห่งจิตที่จะดับสัญญา เอาแค่อาการปิติเกิด แค่อาการขนลุกขนพอง เรายังห้ามและอยากให้เกิด เรายังบังคับไม่ได้เลย

แล้วจะมาประกาศว่า จะเข้านิโรธสมาบัติ กินเกลือซักกะละมังแล้วบอกว่าไม่เห็นเค็ม มันยังน่าเชื่อกว่า

การเข้านิโรธ คือความดับ ดับแม้แต่สัญญา มันเป็นจิตที่ย้อมเป็นวิมุต ไม่มีกระแสแห่งสมมุติหลงเหลืออยู่

มันดับของมันเอง ด้วยโปรแกรมมันเอง และนิโรธนี้ ไม่ใช่นิพพาน

นิโรธสมาบัติ เป็นอาการแห่งจิตที่ดับไปตามผลแห่งมรรควิถี จิตที่เข้าถึงแล้วแห่งความเป็นวิมุติ เมื่อวินิจฉัยจนครบกระบวน มันจึงเป็นนิโรธ

นิโรธ คือ สงบ เย็น ดับ ไม่ก่อเหตุด้วยภาวะแห่งสัญญาสมมุติ นี่..ผู้เข้านิโรธได้ ก็มีเฉพาะ พระอรหันต์ประเภท ปฏิสัมภิทาญาณเท่านั้น

พระอรหันต์นอกนั้น เข้าไม่ได้ สัญญามันไม่มีกำลังดับ คำว่า พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณนี่ พวกเราก็งงกันอีก

คำว่าพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมนี่ มีสามแบบ

แบบแรก เรียกว่า สุขวิปัสสโก

แบบที่สองเรียกว่า เตวิชโช หรือวิชาสาม

แบบที่สามคือ อภิญญา หรือ ฉฬภิญโญ

นี่..ท่านที่บรรลุธรรมนี้ มีอยู่สามแบบ ตามกำลังปัญญาแห่งจริต

ส่วนปฎิสัมภิทาญาณนี่ ก็เป็นมาจากสามแบบนี้นี่แหละ เป็นกำลังบารมีที่ได้สะสมวิบากกันมา ซึ่งก็ไม่เหมือนกันอีก

อย่างพระโมคคัลลานะนี่ สำเร็จแบบ สุขวิปัสสโก สำเร็จด้วยการเข้าถึงความเป็นธาตุทั้งสี่ ที่มารวมเป็นรูป

สำเร็จแล้ว มีวิหารธรรมคืออานาปานเป็นเครื่องอยู่ จิตได้เข้าถึงความมีฤทธิ์ และปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ใช่สำเร็จเพราะฤทธิ์ที่มี

ปฏิสัมภิทาญาณนี้ ตามมาทีหลังด้วยอำนาจแห่งจิต สติและปัญญา เรียกว่า พระอรหันต์ สุขวิปัสโกปฏิสัมภิทาญาณ นี่ ต้องเรียกอย่างนี้ ถึงจะเข้าท่ากว่า

พระสารีบุตรก็เหมือนกัน ได้ปฏิสัมภิทาญาณทีหลัง และปฏิสัมฎิทาญาณนี่ แต่ละคนก็ได้ไม่เท่ากันอีก แล้วแต่กำลังและจริตที่ได้บำเพ็ญมา

นี่..ยิ่งคุยก็ยิ่งขยายไปเรื่อย คืนนี้พอแค่นี้ดีกว่านะ เอาเป็นว่า การเข้านิโรธ ไม่ใช่อย่างที่พวกเราคิดๆ กัน

นิโรธ นิโรธะ หมายถึงการดับ สมาบัติเป็นเป็นการกระทำอยู่เนืองๆ

นิโรธสมาบัติ เป็นผลของจิตที่เข้าถึงวิมุติ มีกำลังแห่งฌานสมาบัติ มีกำลังแห่งผลสมาบัติ ได้ปฏิสัมภิทาญาณ จิตเจริญมรรควิถีแห่งธรรมที่บรรลุ เข้าภาวะอุเบกขา และดับสัญญาด้วยตัวมันเอง นี่..นิโรธสมาบัติ

ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ สามารถย่อขยายธรรมที่ตนชัดแจ้ง ตอบคำถามข้อธรรมได้อย่างละเอียด

และที่สำคัญ ไม่ได้อยู่ก่นเกลื่อนไปด้วยผู้คน การอยู่ท่ามกลางผู้คน แม้แต่ปฐมฌานยังเข้ายากเลย โม้ไปใยว่าจะไปเข้าสู่ นิโรธสมาบัติ…

**********************************
พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2557
โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง