อย่าเพิ่งเชื่อ…..

อย่าเพิ่งเชื่อ…..

710
0
แบ่งปัน

อันข้อธรรมต่างๆ ที่ได้แสดง เป็นการแสดงออกไปให้เห็นตรงๆ เราพิจาณาใคร่ครวญเหตุและผล ตามหลักในแนวทางแห่งปัญญาเราได้ 

อย่าเพิ่งเชื่อ.....พุทธศาสนาชี้การเห็นตรงตามความเป็นจริง ผู้ชี้นำในสิ่งที่เห็นบอกกล่าวผู้ที่รับให้ได้เห็น

ปาฏิหาริย์แห่งธรรมก็คือ ทั้งผู้ชี้และผู้รับเห็นและเข้าใจได้เหมือนๆ กัน

ดุจเปิดของคว่ำเบื้องหน้าให้มันหงายขึ้นมา ให้รู้ให้เห็นกันตรงๆ โดยไม่มีเงื่อนไขอะไรซ่อนเร้น

ตำราที่ว่ามากล่าวมา ทั้งในพระไตรปิฏก และคำกล่าวต่างๆ จะเป็นพุทธวจน หรือคำกล่าวจากตำราใดๆ

การเชื่อ ก็ต้องหาเหตุหาผลคำกล่าวนั้นๆ มารองรับ มาเทียบเคียงกันให้เห็นชัด เข้าใจเขาและเข้าใจเรา ไม่งั้น คำกล่าวต่างๆ มันก็แย้งกาลและความหมายกันอยู่

ผู้เผยแพร่ธรรม หากไม่แตกฉานในอรรถในธรรม การอธิบายธรรม มันก็จะอิงความเชื่อ

อย่างธรรมบทในเรื่อง กาลามาสูตร คืออย่าเพิ่งเชื่อ ในความหมายที่เราๆ แปลความหมายกัน มันไม่ใช่คลุมความหมายกัน ว่าอย่าเพิ่งเชื่อสิ่งใดๆ กันขนาดนั้น

ความหมายนี้ ท่านชี้ไปในจุดของความเข้าใจ ของเหล่าชาวเมือง กามะ ที่เกิดความไม่แน่ใจ ว่าใครๆ ที่เป็นผู้นำ ต่างก็ยกตนขึ้นเป็นพระพุทธเจ้ากันทั้งนั้น แล้วพวกเขาจะเชื่อใครดี

ท่านจึงชี้ความหมายของการเชื่อ และอย่าเชื่อของผู้ที่ยกตนเองขึ้นมาเป็นจอมศาสดา ไม่ใช่ว่า อย่าไปเชื่อในทุกๆ อย่างที่ตนเองผัสสะ

การไม่เชื่อเพราะอ้างหลักกาลามาสูตร มันเป็นอัตตาและมานะทิฏฐิ พระพุทธองค์ไม่ได้ชี้ให้เป็นอย่างนั้น

ในหลักกาลามสูตร ในยุคก่อนที่แบ่งแยกนิกาย บางนิกายยังไปแปลเป็นเรื่องการเสพกาม ในท่า 108 ไปโน่นเลยก็มี

ตามผนัง ตามเสาก็แกะเป็นท่าทางการเสพกามกัน แปลความหมายคำว่า กามะ หรือชาวกามเป็นเรื่องของความเชื่อแห่งการ ร่วมกามกันเป็นคนละเรื่องไปซะ

หลักคำชี้ของแนวทางพุทธ ท่านชี้ให้เห็นสัจธรรมตรงๆ บางคนก็แปลว่านี่เป็นนิกายแห่งเซนอีก

คำว่าตรงๆ นี้หมายความว่า มันมีเหตุมีผลรองรับ ไม่ใช่การกล่าวขึ้นมาเป็นผล ที่รู้กันเฉยๆ

อย่างชาว กาลามชน เขาถามว่าจะเชื่อได้อย่างไร ว่าคนนั้นคนนี้ จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะต่างก็อ้างว่า ตนเป็นผู้บรรลุธรรมแล้วด้วยกันทั้งนั้น

แม้แต่พระพุทธองค์เจ้าเอง ก็ปฏิญาณตนว่า เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนจอมศาสดาท่านทั้งหลายเหล่านั้น

พระพุทธองค์ท่านจึงให้เหตุแห่งความเชื่อมา 10 ประการก็คือ

1. อย่าเพิ่งเชื่อ คำพูด ที่กล่าวกันหรือที่พูดต่อๆ กันมา

2. อย่าเพิ่งเชื่อ การกระทำทั้งหลาย อันแสดงออกมา ว่านี่คือความเป็นอรหันต์

3. อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ ในคำกล่าวต่างๆ ที่ลือๆ กันมา

4. อย่าเพิ่งเชื่อ ตำรา ที่กล่าวอ้างว่านี่จริงนี่เป็นคำแห่งศาสดา

5. อย่าเพิ่งเชื่อ โดยการ คาดคะเนเอา ว่าประมาณนั้นประมาณนี้

6. อย่าเพิ่งเชื่อ ..อะไรอีกวะ จำไม่ค่อยได้ อ้อ..การสุ่มเดา ใช้การเดาเอา ตามหลักปรัญญาอะไรอย่างนี้

7. อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเข้ากับทฤษฏีและความคิดเห็น ของตนเอง

8. อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะตรึกตามเอา จากอาการที่เห็น

9. อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะว่าเขาพูดจาดี มีหลักการ รูปร่างท่าทาง แต่งตัวดี

10. อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะความเป็นครูบาอาจารย์คน ว่าจะถูกในทุกๆ เรื่องที่แสดงออกมา

เฮ่อ…ครบแล้วเว้ย จำไม่ได้ พวกจ้องอยู่มันเตรียมกระซวกใส้แตก ยิ่งหมั่นใส้ข้าอยู่ ไอ้เรื่องความจำนี่ ข้ามันแย่แล้ว ธรรมที่แสดงมันอาศัยผัสสะไหลทั้งสิ้น

นี่…ท่านให้หลักความเชื่อไว้ว่า อย่าเพิ่งเชื่อ ..

คำว่าอย่าเพิ่งเชื่อ ไม่ใช่ไม่ให้เชื่ออะไร การที่จะเชื่ออะไรได้นั้น ต้องมีหลักและกุญแจไข ในความเชื่อนั้น ไม่ใช่บอกว่า หลักของพุทธเราคืออย่าเพิ่งเชื่อ แต่ไม่บอกวิธีที่จะให้เชื่อได้

พวกโต่งๆ ก็เลยเอาหลักการนี้มาอ้าง มาพูดกัน โดยไม่รู้เหตุว่า ท่านบอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อนั้น มันมีเหตุมาจากอะไร

นี่..มั่วกันแหลก ในเรื่องของอักษรและภาษาตามตำรา เพราะยึดตำราโดยที่ไม่ไตร่ตรองเหตุ ศึกษาโดยไม่มีหลัก อริยสัจ คือการสาวผลไปหาเหตุ ว่าเหตุแท้จริงนั้นคืออะไร

ความหมายในหลัก กาลามะสูตร เป็นหลักความเชื่อ โดยอย่าเพิ่งเชื่อ ว่าคนนั้นคนนี้ ที่บอกว่า ตนเองเป็นจอมศาสดา การที่เราจะบูชานับถือใครซักคน ให้ถือหลักการ อย่าเพิ่งเชื่อ ตามที่พระพุทธองค์ชี้

แล้วเชื่อได้อย่างไรละ ว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม เพราะต่างก็ประกาศตนเองว่าข้าเจ๋งกันทุกคน แม้แต่พระพุทธองค์เอง ก็เป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกันนี่..ตรงนี้ คือกุญแจที่พระพุทธองค์จะไขให้

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า

บุคคลใด ที่ยังมีโลภอยู่ ยังอยากได้อยู่ ยังแสวงหาลาภสักการะเพื่อตนเองและพวกพ้องอยู่ เป็นไปเพื่อการแสวงหาแม้แต่สาวก เป็นไปเพื่อสรรเสริญ

เป็นไปเพื่อ การยกยอ เป็นไปเพื่อความสุขแห่งเรือนกาย

บุคคลเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ ที่จะเชื่อได้ ว่าไม่ทุศีล คือไม่เบียดเบียน ไม่ขโมย ไม่เป็นชู้ และไม่โกหก

แต่เรา..ออกมาจากวรรณสูง มาจากกษัตริย์ มีทรัพย์ มีนารี มีเครื่องอุปโภค บริโภค ที่เหนือชนทั้งหลาย มีความเป็นอยู่สบาย

เราสละแล้วด้วยดี เราไร้แล้วซึ่งความโลภ เราจึงไม่ทุศีลในข้อนี้

บุคลใด ที่ยังมีโกรธ มีโทสะ ตกไปในกระแสแห่งอารมณ์อันเกี้ยวกราด อาฆาต พยาบาท

เป็นไปเพื่อความต้องการแห่งตน ลุอำนาจของตนเพื่อให้ได้ดังความปราถนา

บุคคลเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทุศีล เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ เบียดเบียน ไม่ขโมย ไม่เป็นชู้ ไม่โกหก มื่อถึงซึ่งทิฏฐิ

แต่เรา….โดนฝูงชนก่นด่าย โดนตามฆ่า ทำลายความดี ทั้งจากหมู่มาร และผู้ที่มีวิบากกรรมต่อกัน

แต่เราเข้าใจว่าอารมณ์เช่นนี้ เป็นธรรมดาของเหล่าคนทึบปัญญา ตถาคตย่อมไม่ขัดแย้งกับผู้ใดในโลก มีแต่ผู้ใดและใครๆ ในโลก ต่างขัดแย้งกับตถาคต

เรา…แจ้งทางปัญญา เข้าใจถึงธรรมชาติแห่งปัญญาชน ว่าชนผู้ที่ยังไม่รับการอบบรมย่อมเป็นผู้พาลเช่นนี้ เรา..จึงไม่ทุศีล ไม่เป็นผู้โกรธ

บุคคลใด ที่ยังมีหลงอยู่ ยังยึดนั่นยึดนี่อยู่ มีความเชื่อโดยไม่ถ่ายถอนในสิ่งที่เชื่ออยู่

เป็นไปเพื่อความ ต้องการแห่งตน หลงยึด ในวัตถุสิ่งของบุคคลและสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้

บุคคลเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่ทุศีล เป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่เบียดเบียน ไม่ขโมย ไม่เป็นชู้ และไม่โกหก

เรา..เห็นแจ้งโลก ไม่ยึดวัตถุ บุคคล สิ่งของ แม้แต่ความเชื่อที่ไร้เหตุไร้ผล ไม่ยึดในวรรณ ทรัพย์ อารมณ์ ความเคียดแค้น พยาบาท เพราะเราเข้าใจถึงผลแห่งเหตุปัจจัย ไม่ปรารภโลกและไม่ปรารภตนเอ

เรา…จึงไม่ทุศีลไม่เป็นผู้หลง เพราะเรา ปรารภธรรม ธรรมอันมีเหตุและปัจจัยทำให้เกิด

นี่…พระพุทธองค์ท่าน ประกาศเหตุและผล ชี้ให้เห็นธรรมถึงเหตุที่มาและที่ไป จนชาวกาลามชน ต่างเกิดปัญญาเห็นแจ้ง เป็นจริง ดุจเปิดของคว่ำให้มันหงายขึ้นมา

ชี้กันให้เห็นกันตรงๆ ผู้รับก็สามารถเห็นตามได้ โดยไม่ต้องมีอะไรมาปิดบัง เพราะผลมันแสดงตัวอยู่ อย่างชัดเจน พุทธศาสนาชี้กันให้เห็นตรงๆ อย่างนี้

เมื่อเข้าใจทุกคนก็เกิดปัญญา รู้เห็นและตัดสินใจได้เองว่า พระพุทธเจ้านั้น ท่านมีองค์ประกอบด้วยอะไร ในการที่เราจะเข้าไปเชื่อ

นี่..ท่านเรียกว่า เชื่อได้อย่างผู้มีปัญญา เรียกได้ว่า เป็นชาวพุทธไม่ว่าจะนับถือลัทธิ หรือศาสนาไหนอะไรก็ตาม

หากมีปัญญาพิจารณารู้เห็นตรงตามความเป็นจริง นั่นแหละ…คือชาวพุทธ เป็นชาวพุทธแท้ๆ ไม่ใช่แค่ชาวพุทธ ที่สถิตย์อยู่ในแต่ ทะเบียนบ้าน..

เที่ยงนี้โม้มายาวเหยียด ขอพักและสวัสดีกับน้องๆ พี่ๆ ทั้งหลาย สวัสดี..

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง ยึดศีล…..ก็ทุกข์ ท่อน 2 ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง