แก้กรรม…..!!!

แก้กรรม…..!!!

764
0
แบ่งปัน

>> ลูกศิษย์ : หลวงพี่ หนูมีคำถามค่ะ ไอ้คำว่าแก้กรรม มันมีมาตั้งแต่ยุค หลวงปู่ หลวงพ่อ รึป่าวคะ

<< พระอาจารแก้กรรม.....!!!ย์ : แก้กรรม มันมีมานาน ก่อนพุทธกำเนิดอีก เป็นวิถีแนวทางแห่งฮินดู ของพราหมณ์เขา ที่จริงมันก็มีทุกศาสนานั่นแหละ

เพราะมีความเชื่อว่า ได้กระทำอะไรขึ้นมาแล้ว คงแก้กรรมที่ตนเองเคยทำไม่ดีอะไรไว้ได้ เป็นความเชื่อ

 

 กรรมมันแก้ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเผชิญอย่างผู้มีปัญญาได้ เราลิขิตชีวิตของเราได้ ว่าเลือกที่จะก่อ หรือดับ

 

กรรมที่เราต้องเผชิญ ที่จริงเราก็เผชิญกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว อะไรที่เราชอบใจ ถูกใจ ได้อย่างใจ นี่ก็คือกรรม

แต่เป็นกรรม อันเป็นวิบาก ทางกุศล ทำไมกรรมตัวนี้ ถึงไม่แก้กันบ้าง อยากที่จะรับกรรมเช่นนี้กันอย่างเดียว

พอไม่ถูกใจ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นไปตามความต้องการ เกิดทุกข์ใจ อึดอัดใจ เราดันไม่เอา อยากจะแก้กรรมให้มันดี

อย่างนี้ ความคิดเราเราก็โต่ง ไม่ยอมรับความจริงว่า เรามันเคยกระทำ ทั้งดีและชั่ว ใน กาย วาจา ใจ มาแต่ก่อนเก่า พอมันมาให้ผล ดันไม่เอา ทั้งๆ ที่เรา ก็ได้เป็นผู้ปลูกกรรมทั้งหลายนั้น ขึ้นมาเอง

มนุษย์เรา จึงพยายาม หาหนทาง แก้กรรม ทั้งหลาย โดยการทรมารตนบ้าง บวงสรวงบ้าง ฆ่าผู้อื่นบ้าง ตามความเชื่อ ว่าเป็นการแก้กรรม

เจ้าสำนัก ลัทธิต่างๆ ต่างก็ค้นคิดวิธีแก้กรรมขึ้นมา เพื่อเรียกลูกศิษย์ลูกหา

คนโง่ ย่อมหวาดกลัวและมีความพร่องในจิตใจ ต่างก็เป็นแมลงเม่า บินเข้ากองไฟ เพื่อตนเองพ้นกรรมให้ได้ ด้วยวิธีแก้กรรม

เรื่องพวกนี้ จะแก้หรือไม่แก้ มันก็เกิด และดับไปตามธรรมชาติของมัน แต่ที่มันดับไม่ได้

มันเกิดจากใจของเรานี่แหละ ที่เข้าไปก่อ เหตุเพราะขาดสติ ในการที่จะพิจารณา และยอมรับไม่ได้ว่า มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง

พระพาหิยะ ได้ชื่อว่า เป็นพระอรหันต์ ที่บรรลุธรรมเร็วที่สุด บรรลุธรรมด้วยประโยคธรรมไม่กี่ประโยค

นั่นเพราะใจท่านลง และยอมรับความจริง ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า…

เธอพึงกระทำไว้ในใจ รูป ก็สักแต่ว่ารูป เสียงก็สักแต่ว่าเสียง สรรพสิ่งใดๆ ล้วนสมมุติ

ให้วางใจแค่ สักแต่ว่า ธรรมทั้งหลาย ก็ไม่อาจมีความหมายกับใจเราได้ นี่..ท่านบรรลุด้วยธรรมที่ได้รับการชี้แนะ เพียงประมาณแค่นี้

ใจที่พิจารณา มันเห็นตรงตามความเป็นจริง บรรลุธรรมเลย เพราะใจมันยอมรับ ว่า สรรพสิ่ง มันเป็นของมัน เช่นนั้นเอง

ธรรมทั้งหลาย เกิดจากเรา นี่แหละเสือก ถ้าวางใจแค่สักแต่ว่าได้ มันก็จบ

พวกเรา..มันจบไม่ลง เพราะสักแต่ว่าของเรา มันเป็น เรื่องน่ารำคาญ คือเออๆๆๆ ช่างแม่งมัน ด้วยความขี้เกียจวุ่นวาย

อีตรงนี้ มันเป็นเวทนา คืออารมณ์ มันไม่ได้สักแต่ว่า เพราะจิตมันได้รับความเข้าใจ เราจึง สักแต่ว่า กันไม่จริง
กรรมทั้งหลาย เราก็เลย รับกันไม่ได้ เพราะมันมีตัวกู แฝงอยู่ เป็นผู้รับกรรม การแก้กรรมให้ตัวกู มันจึงมีอยู่ และฮิตแก้กัน

เพราะความหลงและงมงายเป็นเหตุ มันยอมรับผัสสะที่มากระทบ ด้วยวิบากแห่งกรรมไม่เป็น มันวางใจสักแต่ว่าไม่เป็น กรรมทั้งหลาย จึงมีตัวกูเข้าไปเป็นเจ้าของ

เมื่อมีตัวกูเข้าไปเป็นเจ้าของ วิบากทั้งหลายที่ประดังเข้ามา มันก็เลยกลายเป็นว่า…..มันเป็นกรรมของกู เออๆๆ คืนนี้ โอเคนะ หวัดดี

>> ลูกศิษย์ : คนที่เขาไปแก้ๆ กรรมกันมาแล้วบอกว่าดีขึ้นมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา นี่อันนี้ปอคิดว่า เค้าปักใจว่าแก้แล้วดีขึ้นเลย ทำเหตุให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นแบบนี้ไหมค่ะ เลยเหมาว่าแก้กรรมแล้วดีขึ้น

<< พระอาจารย์ : แก้ก็ดี ไม่แก้ก็ดี เพราะวิบาก มันเกิดไปแล้ว ที่เหลือค้างนั้น เกิดจากใจที่ยังก่อล้วนๆ พอได้แก้กรรม ที่เห็นว่าดีขึ้น

เพราะมันหลอกตัวเอง ว่าได้แก้กรรมไปแล้ว มันมีมุมมองใหม่ ในวิถีการดำเนิน ใจมันเข้าใจว่า นี่แก้แล้ว อะไรๆ ก็คงจะดีขึ้น

อาการดีขึ้นนี้ เกิดจากใจที่มันยอมรับ และต้านได้มากขึ้น มันจึงมีกำลังต้านทานได้

เจ้าของจึงรู้สึกว่า กรรมได้ผ่านพ้นไปแล้วทั้งๆ ที่ขณะนั้น ใจมันก็ยังเสวยกรรมอยู่

พระอรหันต์ ที่ท่านว่า ทำอะไร ไม่เป็นกรรม กรรมในที่นี้ หมายถึงผล ที่เกิดจาก อุปาทาน

นั้นเพราะท่านเข้าใจ และยอมรับ ว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย มันเป็นของมัน เช่นนั้นเอง

นี่..เป็นผู้เห็นความเป็นจริงแห่งตถาตา พวกเราทั้งหลาย ก็เข้าถึงความเป็นจริงได้

หัดยอมรับกันบ้างไว้ ว่าอะไรต่ออะไรใดๆ ทั้งหลาย มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง

ตัวกู…อย่าเข้าไปเสือกให้มันมากนัก จะได้ไม่ต้องคร่ำครวญ ว่า….เป็นกรรมของกู

 

โอไม๊…คืนนี้

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง