ตระหนี่

ตระหนี่

593
0
แบ่งปัน

*** ตระหนี่ ***

คนรวยมันชอบเอาตัวเองเข้าไปยัดเยียดให้คนอื่นเป็น คนรวยอย่างแกนี่ ชอบเอาตนเองเข้าไปคิดแทนเขา ถ้ามันมีศักยภาพอย่างแก มันคงไม่มาเป็นลูกน้องแกหรอก อีสาวเอ๋ย

ถ้ามันมีศักยภาพอย่างที่เราต้องการ มันไม่มาเป็นลูกน้องเราหรอก มันเป็นลูกพี่คนอื่นได้

ถ้าเราไม่ลืมตรงนี้ ว่าเขานั้นไม่เท่าเรา ก็จะเป็นการให้ ส่วนใหญ่เราตระหนี่ในเรื่องความคิด เราอาจแย้งว่าตระหนี่ได้ไง ผมมีเงิน สิ่งของ ผมให้เลยเนี่ย มันตระหนี่ตรงไหน

มันตระหนี่ ตรงที่แค่ยอมรับฟังความคิดของเขา เรายังยอมรับไม่ได้เลย เราต้องการให้เขารับฟังความคิดเรา นี่เป็นการขอให้รับความคิดเรา

แต่เราไม่ยอมรับความคิดเขา นี่เรามันเป็นคนตระหนี่

คนตระหนี่ย่อมอับจนและตีบแคบกับความเป็นเพื่อนของโลก

ธรรมชาติของจิตนี่ มันมีสัญญานี่..ธรรมชาติของมัน

การแสดงตัวตนเข้าไปเป็นเจ้าของธรรมชาติแห่งจิต นี่เป็นอัตตา

การว่างการวางโดยไม่ทำอะไรนี่เป็นภูมิที่ไหลไปทางเดรัจฉาน คือขวาง

พุทธศาสนาชี้ให้สาวผลทั้งหลายหลายไปหาเหตุ

เมื่อเราวางผลโดยการชั่งมัน ปล่อยมัน วางมัน ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน

เราจะไม่รู้เหตุและดับเหตุด้วยภูมิปัญญาที่มันมี

เหตุนี้ มันก็จะมีขึ้นมาโดยไม่รู้จบ

ที่มีไม่รู้จบเป็นเพราะเจ้าของไม่รู้เหตุที่มาของผล

และไม่รู้จักดับเหตุคอยแต่จะดับผล โดยการปล่อยวางและไม่เอาอะไรทั้งชีวิต และตลอดไปก็จะเป็นผู้ที่คอยเฝ้าดับแต่ผล

ไม่เข้าใจและเข้าไปดับแหล่งอันเกิดแห่งเหตุ

นี่..ก็จะเป็นวัฏฏะที่เจริญออกไปอย่างไม่รู้จบเพราะขวางกฏแห่งการทวนผลเข้าไปหาเหตุ

นั้นก็คือ กฏความจริงแห่งอิทัปปัจจยตาอันอาศัยเหตุและผลเข้าไปสู่ความเป็นจริงแห่งอริยสัจ

วันที่ 6 มกราคม 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง ขอสาธุคุณจ้า


ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่ครั้งหนึ่ง หนังเรื่องอังกอร์มาอยู่ถ่ายทำ จึงเรียกถ้ำนี้ว่า ถ้ำอังกอร์

ข้าไปนั่งอยู่ในถ้ำมืด ไม่กินไม่นอน ภาวนาอยู่ในนั้นตลอด สามวันมั่ง ห้าวันมั่ง เจ็ดวันมั่ง กึ่งเดือนมั่ง เดือนมั่ง

เป็นถ้ำที่มีคุณต่อการเจริญภาวนา

ภายในมีเทพรักษา และมีพญานาคราชที่เป็นโอปปาติกะดูแล
เข้าไปครั้งใด ถ้ำก็สะอาดเหมาะแก่การเจริญภาวนา

แต่เดี๋ยวนี้ นั่งๆอยู่ดีๆ อาจมีนักท่องเที่ยวที่พวกแพพักพาไปเที่ยวถ้ำได้เหมือนกัน

สมัยเข้าไปเจริญภาวนา ผู้คนเขามักเข้าใจว่า

ข้านี่ เข้าไปเพื่อเข้านิโรธสมาบัติ เขาเชื่อกันอย่างนั้น จึงรอวันที่ข้านี่ออกจากถ้ำ

จริงๆแล้ว ข้านี่ไม่เคยเข้านิโรธสมาบัติอะไรกับเขาเลย

เข้าไม่เป็นกับขาหรอก เพียงแต่รู้วิธีเข้า แต่มันก็เข้าไม่ได้ซักที สงสัยจะขี้เกียจน่ะ

การไปเจริญภาวนาในถ้ำแห่งนี้ ข้าเข้าไปอยู่ฝึกสัจจะ และดูเวทนา

สมาธิตอนเวทนากำเริบนี่ มันเข้าสมาธิไม่ได้หรอก มันมีแต่เวทนา แต่เพราะเข้าถึงความเห็นตรงตามความเป็นจริงแห่งเวทนา นี่แหละ…มันถึงจะเข้าใจเหตุแห่งเวทนา

เหตุแห่งเวทนาก็คือ จิตที่มันปรุงแต่งขึ้นมาไม่มีที่สิ้นสุด นี่แหละ…คือเหตุของมัน

ชักจะเล่าไปเรื่อยแล้ว

เมื่อเข้าถึงเรื่องจิต มันก็มองเห็นชัดอีกว่า

เหตุของจิตที่มันเป็นตัณหาผุดขึ้นมาไม่รู้จบนี่ มันอาศัยผัสสะ

ผัสสะก็อาศัย ตาหูลิ้นเราอีก

นี่..มันอาศัยต่อๆกันไปอย่างนี้

ที่สุดมันก็เข้าใจว่า จิตทั้งหลายมันมีกระบวนการแห่งการปรุงแต่ง

และการปรุงแต่งนี้ ก็อาศัยเหตุปัจจัยอันเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ที่มันมีที่มันเป็น ตามเหตุปัจจัยที่มันเป็นธรรมดาของมัน

ไม่มีใครไปเป็นเจ้าของอะไรเลย

นี่แหละ…ที่ท่านให้ฝึกดูกาย เวทนา จิต ธรรม

มันจะเห็นกลไกของกระบวนการชัด

แต่สำคัญต้องประกอบด้วยปัญญาญานด้วย มันถึงจะเห็นและสัมผัสได้ว่า

มันเป็นของมันตามเหตุปัจจัยของมัน เช่นนั้นเอง

แม้จะไม่มีเราเข้าไปเสือก..!!

นี่..ข้ามักจะข้าไปแยกย่อยสร้างหนทางแห่งปัญญาในถ้ำนั้นหลายครั้ง..!!

วันที่ 5 มกราคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง


แปลกแท้ มีคนร้องไห้ด้วย เมื่ออ่านบทความ โอ๋ๆๆ

บทความนี้เขียนในคอมเมนท์ไว้นานแล้ว

พอดีมีคนมาเพ่งโทษที่หน้าเฟสว่า นั่นไม่ใช่ นี่ไม่ถูก

คนรานั้น เมื่อได้เข้าไปยลในผืนป่าใหญ่

โน่น..ดอกไม้หอมรวยรินกลิ่นหอมซ่อนอำพัน

หอมดอกจันทร์ ดอกกล้วยไม้แสนเพลินตา

นี่…ผืนป่าที่น่าหลงใหลในความงาม

มันเป็นสวรรค์ที่แสนเพลินตาของผู้ใหลหลง

หากแม้อาทิตย์เริ่มคล้อยอัสดง

ผืนป่าที่ใหลหลง มันคืออันตราย

ผู้คนที่ชื่นชมความงามแห่งป่า

เป็นเพราะว่า มันยังหลงในกระแสที่ผัสสะนั้น

ยามใดที่สติระลึกได้ว่า

ไอ้ห่า..นี่กูหลงป่าเข้าให้แล้ว

ป่าที่น่าใหลหลง มันคือนรก ปากงูพิษร้ายที่กำลังไล่ฉกกัดใจเจ้าของเลยทีเดียว

ความงาม ความพึงพอใจมันหายไปไหนเสียเล่า

ที่เจ้าของได้เข้าไปชมแนบชิดสนิทป่า

พอรู้ว่าหลงกลับตระหนกตกใจเหมือนคนบ้า

ป่าก็คือป่า ไม่ได้มีไม่ได้เป็นสวรรค์หรือนรกสำหรับใจใคร

มีแต่ใจเจ้าของนี่แหละ ชื่นชมหลงใหลและเกลียดชังมัน

ยามหลงใหลที่ไม่รู้ว่าหลง ก็ชื่นชมแสนยินดี

พอรู้ว่าหลง ป่ากลายเป็นเสือ กลายเป็นไอ้อัปปรีย์

ความยินดีที่มี มันหายไปไหน

นี่..โลกมันไม่รู้ไม่ชี้กะใครที่ไหนหรอก

เป็นแต่เจ้าของนี่แหละ ไปเสือกไปให้นิยามโลกมัน

ถูกใจแม้เฮงซวยแค่ไหน ก็ไม่เป็นไร

ยามเบื่อหน่าย ไม่ถูกใจ มันก็ผลักไส ดีแต่ไหน ก็เฮงซวยสำหรับใจมัน

สู้..เด็กๆลุกขึ้นสู้

อย่านอนสู้ด้วยความพ่ายแพ้

สู้ด้วยใจที่เราไม่อ่อนแอ

สู้แม้จะเป็นฝ่ายแพ้ก็ได้ใจ คนทั้งหลายที่เขาเฝ้าเชียร์

ข้านี่…ขอเป็นกำลังใจให้กับใจที่ต่อสู้ใจตนเองทุกๆคน

บ่ายๆนี้ ขอสาธุคุณ สู้ๆ

วันที่ 6 มกราคม 2559 โดย พระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง