อะไรคือวิถีแห่งการสิ้นสงสัยในธรรม

อะไรคือวิถีแห่งการสิ้นสงสัยในธรรม

476
0
แบ่งปัน

**** “อะไรคือวิถีแห่งการสิ้นสงสัยในธรรม” ****

หากย้อนไปในปี 55 ผ่านมาก็แปดปีแล้ว ข้าได้เดินพิจาณาในส่วนลึกของภาวะธรรม ที่เรียกว่า ปฏิจสมุปบาท

มันไล่พิจารณาไปอย่างละเอียดละออมาเป็นอาทิตย์แล้ว ทั้งวันทั้งคืน มันเดินย่ำอยู่บนแพอย่างโดดเดี่ยว

ธรรมต่างๆนั้นมันตีวงล้อมเข้าหาหลักของมัน และแยกย่อยรายละเอียดออกไป

มันพิจารณา ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา ฯ
พิจารณาเวียนวนไปเวียนนมาเป็นอนุโลมปฏิโลม

มันแบ่งกาลต่างๆแห่งวงล้อปฏิจสมุปบาทออกมาเป็นเส้นตรง ไล่เหตุไล่ผลดุจปืนกลไล่สังหาร

เช่น..เมื่อพิจารณามาถึงรูปนาม มันก็แยกสังหารรูปอย่างหนึ่งนามอย่างหนึ่ง

รูปเป็นผลจะสังหารต้องเข้าไปหาเหตุ เหตุแห่งรูปคืออะไร ก็ได้ความว่าเป็นอาหาร

ก็สังหารอาหารที่เป็นเหตุว่ามีกี่อย่างกี่ช่องทางที่ทำให้เกิดรูป

จึงทราบขึ้นมาได้ว่า อาหารหยาบๆที่เราเคี้ยวอย่างหนึ่ง น้ำอย่างหนึ่ง
อากาศอย่างหนึ่ง
สัญญาอย่างหนึ่ง
เวทนาอย่างหนึ่ง
และกาลเวลาอีกอย่างหนึ่ง

หากอธิบายก็จะละเอียดละออ เกินภาชนะเราทั้งหลายที่ยังไม่ได้เตรียมการสานเป็นกระบุงเพื่อรองรับเมล็ดข้าวสารแห่งธรรม

พิจารณาจบหมดจรดแห่งอาหาร มันก็ยังมีเหตุแห่งอาหาร

หากดับรูป ต้องดับที่อาหาร อาหารเป็นเหตุแห่งรูป เราเองนั้น ดับรูปไม่ได้

รูปดับมันก็ก่อ มันก่อด้วยอาหารสี่ห้าอย่างที่เป็นเหตุมันนั่นแหละ

อาหารดับ รูปก็จะดับ เราจะไปดับด้วยอัตตาอย่างที่เราเป็นๆกันไม่ได้ มันต้องดับด้วยปัญญา แต่เราไม่รู้อะไรคือปัญญา

เมื่อหมดจรดแห่งอาหาร ก็ทราบชัดว่า อาหารก็มีเหตุของมัน อาหารดับไม่ได้ พอๆกับรูปที่ดับไม่ได้เพราะมีอาหารเป็นเหตุ

เหตุแห่งอาหารคือการกระทำที่เรียกว่ากรรม กรรมนี้เป็นตัวกำหนดให้เกิดวิบากแห่งอาหารหลากหลาย

กรรมก็แบ่งแยกออกมากมายมหาศาลในช่องทางที่อาศัยอายตนะ แยกออกเป็นกรรมทางกาย วาจา ใจ

และแต่ละทางก็สร้างอาหารให้แก่รูปเพื่อการก่อเกิดทั้งสิ้น

คุยกันหนึ่งเดือนก็ไม่จบในการจำแนกแยกย่อยกรรมที่ก่อเกิดอาหารแห่งรูปเพื่อวนเวียนในวัฏฏะ

พิจารณาหมดจรดแห่งกรรมอันเป็นตัวสร้างวิบากแห่งอาหารเพื่อเป็นตัวก่อเกิดรูป จึงทราบชัดว่ากรรมนั้นก็ดับไม่ได้

กรรมยังมีเหตุที่ก่อขึ้นมาเป็นวิบากอยู่เสมอ นั่นก็คือตัณหา

กรรมต่างๆอาศัยตัณหาเกิด ตัณหาที่ผุดขึ้นมาจากใจไม่รู้จบนี่แหละเป็นเหตุแห่งกรรมทั้งมวล

หากจะดับกรรมก็ต้องไปดับที่ตัณหา แต่ตัณหามันอาศัยช่องทางอายตนะเกิดออกมาเป็นเวทนา

หากจะดับตัณหาต้องดับเวทนาทาง ตา หู ลิ้น จมูก กาย และใจก่อน เวทนาไม่เกิดตัณหาถึงจะดับลงไปได้

กระบวนการทั้งหมดมันไล่สังหารไปถึงตัวเหตุแห่งรูปไปจนถึง อวิชา ทั้งหมดต้องดับที่อวิชา

แต่ไอ้ห่าเอ้ยย..อวิชาก็ดับไม่ได้ เพราะอวิชามันดันอาศัยรูปเกิดอีก

นี่..แค่รูปตัวเดียวยังไม่เข้าไปสังหารนามอีกสี่ แค่รูปตัวเดียว พิจารณาไปถึงเหตุที่มาคนธรรมดาก็แย่แล้ว

รูปจะดับมันได้ต้องหาเหตุแห่งการเกิดรูป พิจารณาแล้วจึงรู้ว่า อาหารเป็นเหตุ

อาหารก็มีเหตุของมันจะดับอาหารเพื่อไม่ให้เกิดรูป ก็ต้องไปดับที่เหตุไม่ใช่ไปดับที่ผลคืออาหาร..

นี่แค่พิจารณารูปตัวเดียว ซึ่งเป็นส่วนเดียวไม่เกี่ยวกับนาม

รูป..อาหาร..กรรม…ตัณหา..อวิชา….มันจะเวียนมาหารูปอีกเป็นวัฏฏะแห่งรูป

พิจารณารูปอย่างหมดจรดละเอียดละออ สังหารเหตุได้ทั้งหมด ถึงได้รู้ว่า

เหตุแห่งทั้งหมดไม่ว่าจะพิจารณาเช่นไร มันก็หมุนเป็นวงล้อ ดับมันไม่ได้ซักตัว

ที่ดับไม่ได้ เพราะมันมีเหตุปัจจัยต่อเนื่องกับเหตุอันเป็นวงล้ออื่น

นั่นก็คือนามอีกสี่ คือเวทนา สัญญา วิญญาน สังขาร

ก็ต้องมาพิจารณานามทั้งสี่ทีละตัวถึงเหตุที่มาให้ครบและหมดจรด ก็จะได้ปฏิจสมุปบาทในแต่ละตัวออกมา

เช่นเวทนา อาศัยผัสสะ ผัสสะอาศัยกรรม กรรมอาศัยตัณหา ตัณหาอาศัยอวิชา อวิชาอาศัยเวทนา เวทนาก็อาศัยผัสสะอีก

นี่เป็นเส้นทางของมัน หาทางดับเช่นไรก็ไม่ได้ เพราะมันอาศัยเหตุอาศัยผลกันคล้องจองและโยงใยกันไป

พิจารณาหมดจรดละเอียดละออแค่ไหน มันก็หมุนเป็นวัฏฏะปฏิจสมุปบาทแห่งวงล้อเวทนา

สัญญา สังขารและวิญญานในนาม ก็เป็นเช่นเดียวกันหมด

นี่เป็นการพิจารณารูปนามแค่ชิ้นเดียวอันเป็นเหตุให้มี อายตนะ ผัสสะ เวทนาตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ อันเป็นมหภาคของมันนะ

แม้พิจารณาหมดจรดถึงนามรูปเพียงใด ก็ต้องไปหาเหตุแห่งนามรูป นั่นก็คือ วิญญาน วิญณานเป็นเหตุแห่งนามรูป

วิญญานตัวนี้คนละตัวกับวิญญานในนามรูป วิญญานนี้มันอาศัยจิตสังขารเกิด ซึ่งมันมากมายมหาศาลที่จะพิจารณา

จิตสังขารก็อาศัยอวิชาเกิด และอวิชาก็อาศัยเหตุเกิดเช่นกัน หากจะดับทุกสิ่งทั้งมวล ต้องดับที่เหตุของอวิชา ไม่ใช่ดับตรงอวิชา

นี่เหละ..ข้าพิจารณาเข้าไปถึงเหตุของอวิชาได้อย่างหมดจรด จึงเป็นที่มาของการสิ้นสงสัยในเหตุของธรรมทั้งปวง

มันเกิดภาวะ “สักขีภูโต” อันเป็นภาวะธรรมที่ยืนยันได้ด้วยตัวมันเอง หมดจรดด้วยเหตุด้วยผล ทั้งอนุโลมปฏิโลมเข้าถึงกันหมด

นั่นแหละเหตุการเช่นนี้ผ่านมาแปดปีแล้ว…ไม่เสียแรงที่ได้เข้ามาบวชเพื่อแสวงหาความเป็นจริง

วันนี้ครบปีแห่งวันที่เข้าใจเหตุต่างๆที่อาศัยกันเกิด มนุษย์เราก็มีแค่นี้แหละ แต่เป็นแค่นี้ที่ต้องใช้ปัญญาสะสมและกาลเวลามหาศาล

ขอบุญนี้สำเร็จแก่ทุกท่านทุกนาม และขอให้ท่านทั้งหลาย มีปัญญาเข้าใจอย่างที่ข้าเข้าใจ

เรา..จะได้ดำเนินในส่วนที่เหลือของชีวิตอย่างผู้มีความเป็นอิสระ

ขอสาธุคุณเช้าวันที่ 27 มีนา ผ่านมารอบที่แปด..

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 27 มีนาคม 2563

โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง