เดินจงกรม… ท่อน 3

เดินจงกรม… ท่อน 3

768
0
แบ่งปัน

หวัดดียามค่ำ วันนี้ข้าจะโม้เรื่องการเดินจงกรมต่อ ข้าเองเห็นชัดกับตาเลยว่า กายนี้มันแตกกระจาย กระเซ็นไปทั่ว บางส่วนค้างตามยอดไม้ก็มี เรี่ยราดตามพื้นดินก็มี หายกระจายไปในอากาศก็มี กลิ่นนี้คาวคลุ้งไปทั่ว 

น่าแปลกไหม ที่กายแตกแล้วยังมองเห็น นี่..เราคงงงเพราะเอาตัวเข้าไปคิด เป็นเจ้าของการเห็นและการเป็นเหมือนดูเงาในกระจก

ในขณะที่เห็นนั้น มันไม่นึกอะไรหรอก ว่าใครเป็นคนเห็น หรือเห็นได้อย่างไร ข้ารู้แต่ว่า กายมันแตกโผล๊ะ กระจายออกไปแล้ว ไร้ตัวข้าที่เป็นกายเสียแล้ว แต่ข้าก็ยังเดินอยู่ ข้ารู้แต่ว่า ข้ายังเดินอยู่ มันไม่เสวยเวทนาหรือสะดุ้งสะเทือนต่อสิ่งที่ปรากฏ

ไอ้ที่มันบวมเบ่งแล้วขยายจนแตกกระจายไป ข้าไม่สนใจ อะไรจะเกิดขึ้นก็ให้มันเกิดไป ไม่มีกายก็ดี จะได้ไม่หิวไม่หนักไม่ห่วง ข้าเดินอยู่ซักพัก ไม่ได้สนใจชิ้นส่วนกายที่มันแตกกระจายไป เดินไปเดินมาไม่นาน ชิ้นส่วนต่างๆ ที่กระเด็นออกไป

มันก็เริ่มลอยกลับเข้ามารวมตัว มันกลับมามารวมกันทีละชิ้น กลับมาประกอบรวมกัน แต่ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ที่สุด ก็รู้สึกถึงความบวมเป่งพองลมเหมือนตอนก่อนแตกกระจาย มันค่อยๆ ลอยลงสู่พื้น และแฟบลงๆๆๆ

จนที่สุด ก็มาเดินอยู่บนทางจงกรม ระหว่างต้นไม้ที่ได้ทำทางเดินเอาไว้ ร่างก็แฟบยุบลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นปกติ ข้าก็เดินกลับไปกลับมาซักพัก จึงออกจากทางจงกรม และเดินออกมานั่งสมาธิ วินิจฉัยธรรมที่มันเกิด

อาการอย่างนี้เป็นครั้งแรกที่เคยเจอในขณะเดินจงกรม ทั้งๆที่ยังลืมตาอยู่และมีสติสัมปชัญญะ เพียงแต่ข้ารู้เท่าทันอาการแห่งจิต ว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นแหละ ใจมันตั้งมั่นได้ จึงไม่ได้ไหลตกลงไปในกระแส หากใจไม่ได้รับการอบรมมาดีพอ หากเกิดอาการเช่นนี้ ใจย่อมสะดุ้งและทนไม่ได้ กับการที่กายแตก

ที่จริงเรื่องกายแตกสมัยนั่งสมาธิเมื่อสิบกว่าปีก่อนโน้น ข้านั่งๆ ตัวมันก็พองจนลอย และแตกดังโผล๊ะมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่การเดินจงกรมนี่ เพิ่งมาเป็นครั้งแรก เพราะนี่ไม่ได้นั่งหลับตา

ไอ้ตอนนั่งสมัยโน้นนั่น ข้าเกือบบ้าไปที แก้ใจแทบไม่ได้ ไม่มีใครแก้อาการให้ เพราะความรู้สึกทั้งหลาย มันเป็นของมันจริงๆ แต่เมื่อผ่านมาได้ ใจมันก็เกิดแรงต้าน มันเพิกเฉยต่ออาการทางจิตที่มันแสดงตัวออกมา

มันไม่ใส่ใจต่ออาการทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะมันรู้และยืนยันได้ด้วยใจตนเองว่า มันไม่จริง ที่มันจริง มันเกิดจากการปรุงแต่งแห่งจิต เรียกว่า ปีติ อาการปิตินี่ มันมีหลากหลาย มันเป็นอาการปรุงทางจิตที่ใจเข้าไปรับรู้

ใจที่เข้าไปรับรู้ หากใจไม่ได้รับการอบรมมาดีพอและตรงตามความเป็นจริง ใจจะหลงไปตามกระแสแห่งอาการที่ปรุงขึ้นมา หากตกใจสะดุ้งต่ออาการปรุง กรรมฐานก็แตก

เมื่อเราเดินจงกรมหรือทำสมาธิ เมื่อถึงจุดหนึ่งอาการทางจิตมันจะแสดงตัว แต่สติและสัมปชัญญะมันครองตัวอยู่ อาการเหล่านี้ มันจึงตามรู้ได้

ความรู้สึกทั้งหลาย มันก็ไหลไปตามอาการที่จิตปรุง เรียกว่า วิถีจิตกำลังดำเนินเข้าสู่ภวังค์จิต ภวังค์แห่งจิต มันทำงานด้วยการปรุงแต่งแห่งจิต โดยไม่ได้อาศัยผัสสะ ทางตา หู ลิ้น จมูก กาย

แต่สติมันอาศัยตามรู้อาการแห่งการปรุง เหมือนเราเอา ตา หู ลิ้น จมูก กาย เข้าไปเสพอาการที่จิตปรุงขึ้นมา มันเป็นมโนจิตอย่างหนึ่งที่ตกเข้าไปสู่กระแสแห่งภวังค์จิต โดยมีสติและสัมปชัญญะ ครองความรู้สึกทั้งหลายอยู่

เหมือนเราเอาเหรียญสองเหรียญมาตั้งห่างกัน เมื่อเราเพ่งเหรียญหนึ่ง หากใจเป็นสมาธิ อีกเหรียญหนึ่งก็จะหายไป ความจริงมันก็ไม่ได้หายไปไหน เป็นแต่ใจ ที่มันหดตัวเข้ามา มันตัดสิ่งรบกวนใจอื่นๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่เพ่ง เราจึงรู้สึกว่าเหรียญหาย

ตรงนี้ก็เหมือนกัน เมื่อกายเริ่มบวม ที่มันบวมนั้น เกิดจากการปรุง ใจมันไปเพ่งอาการปรุง การปรุงแต่งมันก็ขยายปรุงไปตามภวังค์ ที่มีบันทึกสัญญา สติสัมปชัญญะมันตามรู้เฝ้าเพ่งดู มันก็รู้ตามอาการที่มันขยาย

มันขยายเป่งจนแตก และกระเซ็นมันก็ย่อมเห็นไปตามอาการที่ปรุง เพราะสิ่งที่ปรุง มันไม่ได้เป็นจริงตามสิ่งที่เห็น เป็นแต่เพียงแต่ สติสัมปชัญญะ มันตามรู้และเฝ้าดู อาการปรุงไปก็แค่นั้น

ข้าเข้าใจอาการอย่างนี้มานานหลายปีแล้ว จึงไม่ได้สะดุ้งตกใจกลัวอะไร มันเป็นไปตามธรรมดาแห่งโปรแกรมจิต เมื่อเราปฏิบัติอย่างจริงจังก็ย่อมรู้เห็นอาการปรุงแต่งแห่งจิต เป็นธรรมดา

อาการเหล่านี้ มันไม่ได้เสวยเวทนามันข้ามกระแสแห่งเวทนา ทั้งๆ ที่มีสติเฝ้าตามและรู้อาการอยู่ นี่เป็นกำลังเนื่องด้วยปัญญา ที่ได้ฝึกฝนมาและหล่อเลี้ยงใจ จนมีกำลังดูเป็นเรื่องธรรมด

เรียกว่ารู้เท่าทันในอาการที่จิตมันปรุงและแสดงออกมา อย่างไม่สะดุ้งสะเทือน หากโดยทั่วไปไม่ได้รับการอบรมทางจิตมาอย่างแยบคาย เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจก็คือ กรรมฐานแตก

เมื่อกรรมฐานแตกเพราะไม่รู้เท่าทันอาการที่ปรากฏ ผลก็คือ บ้า และมีคนบ้ามาหลายราย เพราะการที่โดนอาการจิตปรุงแล้วตกลงไปในกระแสที่ปรุง จนเจ้าของนึกเห็นว่าเป็นจริ

ผลก็คือ ทำกรรมฐานต่อไปไม่ไหวใจมันฝ่อ ตั้งมั่นไม่ได้อีกต่อไป พวกกรรมฐานแตก เกิดจากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดได้ก็คือฝึกอย่างจริงจัง ฝึกอย่างเอาเป็นเอาตาย

และเมื่อเอาจริง มันก็จะได้รับการทดสอบจากใจตนเองอย่างจริงๆ ไอ้กำลังใจว่าตายเป็นตาย เมื่อถึงคราวตาย เราจะได้รู้ว่า มันจะตายกันจริงได้ดังที่เราตั้งใจ ตายเป็นตายหรือไม่

หากใจไม่ตั้งมั่นจริง สติก็แตก บ้าบอแหกคอกออกจากกรรมฐานไป หากตั้งมั่นได้ ใจก็จะผ่านการทดสอบแห่งโปรแกรมใจ ความตั้งมั่นในอาการที่สูงและละเอียดขึ้น มันก็จะได้เผชิญ

การได้เผชิญและผ่านทุกขั้นตอนไป มันจะทำให้เราเกิดปัญญา และมองเห็นความเป็นธรรมดา ที่จิตมันปรุงขึ้นมา ว่ามันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง

ภาวะนี้ทำให้เกิดเจโตวิมุติขึ้นมาได้ พร้อมๆ กับเกิดปัญญาวิมุติได้ ไม่ใช่ไปเกิดจากการอ่านจำความหมายและยึดแต่ในตำรา

จากจิตที่แสดง เมื่อเข้าใจและผ่านการทดสอบได้ เราก็จะมีใจที่เห็นธรรม นี่..เป็นการเจริญจิตในสติปัฏฐานสี่

เริ่มจากการดูอาการแห่งกาย ก็จะเห็นเวทนาเมื่อเข้าใจในเวทนา ก็จะเห็นอาการทั้งหลายแห่งจิต เมื่อเข้าถึงอาการแห่งจิต ย่อมมองเห็นความเป็นธรรมดาที่มันปรุงไปตามสังขาร

นี่..เมื่อผ่านก็จะเห็นธรรมที่เป็นธรรมดาแห่งการเกิดที่อาศัยเหตุและปัจจัย อาสวะหมดสิ้นได้ เมื่อใจมันรู้ตรงตามความเป็นจริง ว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง

นี่เป็นทางสายเอกที่จะเข้าถึงแนวทางแห่งความหลุดพ้นได้ เริ่มจากการมีสติที่เฝ้ามองกาย พวกเรา ทั้งหลาย พอมีกายให้เฝ้ามองกันบ้างหรือยัง ข้าละเซ็งกับพวกแกจริงๆ ไม่ค่อยเอาจริงจังกัน ทั้งๆเวลาก็มีเพียงน้อยนิด

ยิ่งไอ้เจ้าพวกมหาเปรียญเพื่อนข้า มันบ้าตำรา มันเอาตำรามาเป็นเครื่องยึด และอธิบายไปตามตำราที่มันจำมา พอผิดไปจากที่มันจำ มันก็ค้านด้วยความดื้อด้านโดยที่พวกมัน ไม่เคยฝึกดัดใจที่พอกหนาอะไรเลย

เก่งอย่างเดียวก็คือเพ่งโทษ นอกความคิดตนคนอื่นผิดหมด บวชมาแล้วไม่เคยกระทำตนปฏิบัติให้มันเห็นใจของตน นี่ถ้ามันเห็นใจของตนเองบ้าง มันจะเห็นใจตนอย่างแจ่มแจ้งเลยว่า

ตัวกูเองบวชมานี่…เหี้ยยยยยแท้ๆ แดกอาหารจากศรัทธาแล้วยังเป็นเปรตในคราบปราชญ์ หลอกลวงชาวบ้าน เพ่งโทษใครเขาไปทั่วด้วยนึกว่าตนเป็นผู้ทรงคุณ ธรรมซักน้อยก็ไม่มี ที่มีจำเขามาอวดทั้งนั้น

อ้าวชิ๊บหาย..!!!! เผลอด่าพระเหี้ยๆผู้ทรงคุณซะแล้ว

คืนนี้ คงพอแค่นี้ สวัสดีทุกคน

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 24 กันยายน 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง