บอกลาพุทธภูมิ ท่อน 2

บอกลาพุทธภูมิ ท่อน 2

353
0
แบ่งปัน

******** “บอกลาพุทธภูมิ ท่อน 2” ********

เมื่อราวปีก่อนโน่น..มีคณะศรัทธาเดินทางมาที่นี่ มาฟังธรรมมารับธรรมแล้วเกิดปลื้มปิติใจ

เขามาเชิญให้ข้านี่ ไปเป็นผู้นำกล่าวลาพุทธภูมิกัน พวกเขาจะลาพุทธภูมิกันแล้วล่ะ

ข้ามองหน้าทุกคนแล้วก็ตลกดี เพราะแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กน้อยอนุบาล แต่อยากออกไปทำมาหากินด้วยตนเอง

ไม่เล่าเรียนแล้วล่ะ แบะไม่รู้ตัวเองด้วยว่า ตนเองนั้นมันเป็นเด็กน้อยอยู่

นี่..เกิดจากผู้นำกลุ่ม ซึ่งบ้าร่างทรง เป็นพวกขาดความอบอุ่น อยากเป็นผู้นำ

และคนกลุ่มนี้ก็ด้อยปัญญา ในการสอดส่งวินิจฉัย อะไรจริงอะไรหลอกกันซะด้วย

พวกเขากลัวการทายทักของผู้นำร่างทรง อ้างเบื้องบน อ้างนาค อ้างพรหม อ้างปู่นั่นนี่

ทีนี่ ไอ้เจ้าพ่อปู่อะไรนี่ มันก็อยากจะพาคนเจ้าสู่นิพานกัน ว่างั้นเหอะ

นี่..พวกนิพพานเกาะชายผ้า นิพานวัตถุสร้างพระ นิพพานงมงายศรัทธา นิพพานอ้อนวอน นิพพานทำบุญมากๆ

ไอ้เจ้าพ่อปู่นี่ มันเอาสิ่งเหล่านี้ เป็นเหยื่อเกี่ยวเบ็ดล่อเข้านิพพาน

ข้าก็รับปากจึงได้พากันไปเมื่อถึงเวลา ไปถึงปรากฏว่า ไอ้เจ้าพ่อปู่ตะบักตะบวยหัวเกียงนี่

มันสวดอ้อนวอนพากลุ่มมันไปลาพุทธภูมิต่อหน้าพระพุทธเรียบร้อยแล้ว

มันไปสวดมนต์และทำพิธีกันตั้งแต่เช้า แล้วจึงมาเชิญข้าขึ้นไปนำกล่าวลาอีก ตอนสายๆ

นี่..มันทำเป็นเล่นไป มันแค่อยากเท่เป็นปู่ใหญ่ นำทุกคนเข้าสู่นิพพานด้วยการลาพุทธภูมิ

เจ้าพวกนี้ มันเข้าใจผิดกันทั้งเพ มันแค่เป็นจอมพิธีการ มันแค่อยากอวดปมด้อยในสิ่งที่มันเป็นและฝังลึกมาตั้งแต่เด็ก

มันแค่อยากให้ผู้คนยอมรับมัน ให้เห็นความสำคัญต่อมัน นี่..พวกบ้าผีและเอาผีมาเป็นร่างทรงทั้งหลาย

มันไม่รู้ว่า การปราวาณาลาพุทธภูมินี่ มันมีนัยยะแห่งการปราวณา

การกล่าวลาต่อหน้าพระพุทธ ต่อฟ้า ต่อแผ่นดินนี่ มันเป็นการตั้งสัจจะตัวหนึ่งที่จะทำการลบล้าง โปรแกรมต่างๆ ที่มันได้บันทึกไว้

การลบล้าง ไม่ใช่ว่า ลาแล้วลาเลยและจะจบลงเสร็จสิ้นทันที เป็นอันว่า เข้าสู่นิพพานได้

สิ่งที่เจ้าพวกนี้ไม่รู้ก็คือ มันต้องกลับไปสร้างวิบากแห่งปัญญาขึ้นมารองรับเพื่อเข้าสู่นิพพาน ด้วยวิบากด้วยตัวมันเอง

ที่สำคัญ..ชาตินี้ความโง่ยังหนาแน่นอยู่เต็มกระโหลก เมื่อขอกล่าวลาภูมิแห่งผู้มีปัญญาที่จะไปเกิด

มันก็จะเกิดมาตามเวรตามกรรมแห่งผลวิบาก ที่ไร้จุดหมาย หาจุดสู่ปลายแสงแห่งอุโมงค์ไม่เจอ

เพราะก่อนหน้าที่จะเริ่มมีความคิดปรารถนาความพ้นทุกข์นั้น มันก็เวียนวนในวัฏฏะมานานแสนนานอยู่แล้ว

การปรารถนาการพ้นทุกข์ เป็นการตั้งสัจจะโปรแกรมใหม่ที่มีวิบากเป็นเครื่องดำเนินไป

แม้แต่พระพุทธเจ้า อย่างพระพุทธองค์บรมครูแห่งเรา

พระองค์ท่านเป็นประเภทปัญญาธิกะ พระพุทธองค์ท่านยังต้องบำเพ็ญมาถึง 20 อสงไขยเศษ จึงได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาน

เมื่อตั้งสัจจะ…มันก็จะดำเนินไปตามวิบากสัจจะที่เราได้ตั้งสัจจะวาจาไว้

การถอนก็เหมือนกัน ตราบใดที่ยังไม่เกิดปัญญาเห็นแจ้ง ด้วยปัญญาญานที่ตนได้ปฏิบัติ เพื่อล่วงสู่ความพ้นทุกข์

การบอกกล่าวลาพุทธภูมิ ก็เป็นการออกจากชั้นเรียน ไปประกอบอาชีพเองตั้งแต่ตนเองเป็นอนุบาลอยู่เช่นกัน

การลาพุทธภูมินี่ ต้องเข้าใจก่อนว่า อย่าคิดว่าตนเองนั้นปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า

การปรารถนาการเป็นพระพุทธเจ้านี่ วิบากมันจะส่งไปในการดำเนิน บนเส้นทางแห่งการเกิดปัญญา

การปรารถนากล่าวลา มันต้องเกิดญานรู้ขึ้นมาในใจก่อนว่า เรานี่ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้านี่เอง การเข้าถึงความเป็นผู้มีปัญญา จึงไม่เกิดปรากฏแก่ใจ

เช่นนี้..หากดำริชอบแล้ว เราปรารถนาจบกิจในอัตภาพ หากปัญญามันเกิดมาท่วมท้นพอแล้ว

เราจึงกล่าวลาจากความปรารถนาการเป็นพระพุทธเจ้า

การกล่าวลาเช่นนี้ ด้วยญานรู้ชัด อัตภาพนี้ เราจะเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าในระดับขั้นภูมิปัญญาที่เราได้สะสมมา

เข้าสู่ความเป็นพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง อรหันต์บ้าง ในอัตภาพนั้นๆ ด้วยการตั้งสัจจะกล่าวลา

นี่..การลาพุทธภูมินั้น มันมีเหตุมาอย่างนี้

ไม่ใช่ใครมาหลอกให้ลาทำโก้ๆ ก็เอาตามด้วยความงี่เง่าแห่งตน

ยิ่งลาต่อหน้าพระพุทธ ต่อฟ้าดิน แน่นอน…การลานั้นมีผล

คนที่เดินตามคนตาบอด ก็ย่อมลงเหวไปตามคนตาบอดที่มันเป็นผู้นำ

ลงเหวแล้วขึ้นยากเพื่อนเอ๋ย แล้วค่อยมาคุยต่อกันอีก..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 6 กันยายน 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง