มารู้จัก โลกิยะ และ โลกุตระ ท่อน 1

มารู้จัก โลกิยะ และ โลกุตระ ท่อน 1

1576
0
แบ่งปัน

1382328ธรรมบทนี้ได้เทศน์ไว้ในหมู่ศิษย์ เป็นประโยคต่อโยค ในห้องไลน์ จึงขอนำมาแชร์ในเฟส บางคำอาจตกหล่น
เพราะได้ตัดคำถามของน้องๆออ
ก ไม่งั้นจะยาวมากไป ธรรมนี้มีความ พิศดารที่เราไม่เคยรู้
ที่ว่ายากๆเหนือโลกแท้จริง มันอยู่เบื้องหน้าเรานี้เอง


<< พระอาจารย์ : ทุกวันนี้ นับวันความมั่นอกมั่นใจในธรรมที่ประจักชัด มันมิได้ถดถอยเลย เป็นเรื่องที่น่าพิศวง
ธรรมดาเรามักจะมีความไม่แน่ใจ ในอะไรต่างๆที่เกิดขึ้นในใจเสมอ แต่นี่ใจมันคลายความสงสัย
และเกิดการพิจารณาไปตามเหตุและปัจจัย ไม่ว่าจะอะไร ใจมันจะมองไปเห็นความว่างเปล่า ในสิ่งที่เกิด.

คำว่าโลกุตรธรรม. เป็นธรรมที่ประจักษ์แก่ใจ ไม่ใช่ตัวตน หรือใจ เป็นโลกุตรธรรม.

โลกุตรธรรม หมายถึงไม่อยู่ทางโลก เหนือโลก ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของโลก พ้นแล้วจากโลก อะไรอย่างนี้

เป็นทางดำเนินของอริยเจ้า ไปสู่ความดับ ไม่หวลคืนสู่โลกอีกแล้ว. โลกนี้ หมายถึงสมมุติ.
โลกุตรฝ่ายหนึ่ง โลกิยฝ่ายหนึ่ง โลกิยนี้เป็นเรื่องของโลก โลกุตรนี้เป็นเรื่องรู้ธรรมดาของโลก
จึงไม่ตกอยู่ในกระแสโลก ตรงนั้น….โลกุตรสำคัญตรงนั้น.!!!

ข้าเองไม่เคยนำเรื่องนี้มาพิจารณา เพราะไม่เคยเข้าใจคำว่า โลกิยะและโลกุตระ.
ที่เข้าใจก็คือ เข้าใจตามตำราหนังสือ ที่ผ่านตามาเมื่อก่อนนู่น. ไม่ได้ลึกซึ่งอะไรกับความหมาย

วันนี้เมื่อออกจากสมาธิ ใจได้ตระหนักคำนี้ขึ้นมา ก็เลยนำมาพิจารณาพร้อมกันให้น้องๆพี่ๆได้รู้
แต่รู้สึกว่า ห้องธรรมนี้จะไม่มีพี่ข้าเลย มีแต่เพื่อนๆและน้องๆ…..

โลกุตรนี้เป็นธรรมที่เขากล่าวกันว่าเหนือโลก มันเหนือแบบไหน.!!
พระอริยเจ้าเป็นผู้อยู่ในโลกุตรธรรม คำนี้ได้ยินมา.
แล้วมันอยู่แบบไหน.? มันพิเศษกว่าคนทั่วๆไปรึยังไง หรือเป็นใจที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกแล้ว.
เราหาความหมายเท่าไหร่ก็หาไม่เจอหรอก โลกุตรธรรม ไม่ใช่เป็นอย่างที่เราเข้าใจ.

ผู้ที่เข้าถึงโลกุตรธรรม คือผู้ที่อยู่ในโลกิยะนี่แหละ ยังเป็นผู้อาศัยความเป็นไปของโลก
แต่เป็นใจที่ได้พิจารณาจนประจักษ์ชัด ไปตามลำดับขั้นของความจริง
เท่าที่ปัญญาพึงมี ว่าความจริงนี้ มันไม่ได้เป็นอย่างที่โลกเขาคิดกัน มันรู้ลึกประจักษ์ใจ และใจมันเป็นผู้วางในสิ่งที่รู้นั้น.

คือมันรู้ว่าที่เรายึดๆรู้ๆกันอยู่นี้ มันไม่ถูก มันไร้สาระ มันไม่มีจริง.
ตามภูมิจิตที่ประจักษ์ มันรู้ชัดประจักษ์ใจแบบไม่ได้คิดเอา โลกิยะ. มันรู้แบบคิดเอา โลกุตระ.
มันรู้แบบทั้งคิดเอาและไม่ได้คิดเอา มีผู้รู้ดูเห็นอยู่ ทั่งสองฟาก

คือใจมันรู้จักทั้งสองฟาก ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม รู้สมมุติและวิมุติ รู้เหตุและรู้ผล
ใจที่เรียกว่าเป็นโลกุตระ. คือใจที่รู้ว่า สรรพสิ่งล้วนเป็นจริงและไม่จริง มันไม่มีอะไรเป็นจริงและไม่จริง
สรรพสิ่งล้วนเป็นสมมุติ เป็นสมมุติที่เกิดจากความไม่รู้เป็นเหตุ.

มันเป็นใจที่มองเห็นกลไกของโลกที่มันแสดง ทั้งของผู้อื่นและใจเจ้าของ
รวมถึงสรรพสิ่งวัตถุสิ่งของ ว่ามันเป็นธรรมดา. อาศัยเหตุและปัจจัย กำเนิดเกิดมา
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นธรรมดา ไม่ได้ขึ้นอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของใคร
มีแต่ใจเจ้าของนี้นี่แหละ ไปยัดเยียดให้มันมี และมันเป็นขึ้นมา

และใจดวงนี้ไม่เคยรู้ว่า ทั้งหลายที่รู้ ที่เห็น ที่ฟัง ที่สัมผัส มันไม่มี.
ที่มันมี มันอาศัยเหตุและปัจจัยคือช่องต่อ ที่เรียกกันว่า อายตนะ เป็นช่องทางให้เกิดมี และมันก็มีสิ่งนี้และสิ่งนี้ตามๆกันออกมา.

ที่ตามๆกันออกมานี่แหละ สมมุติ. มันเกิดจากความไม่รู้ ใจเราจึงไหลไปกับกระแสนี้
การไหลไปตามกระแสนี้นี่แหละ เราเรียกว่า โลกิยะ เป็นโลกแห่งโลกีย์ หมายความว่า
เต็มไปด้วยความอยากที่เป็นตัณหา ผุดขึ้นมาจากใจไม่รู้จบ

เรียกว่ามีความทะยานอยากในกาม. ทะยานอยากในความอยากมีอยากเป็น.
ทะยานอยาก ในความไม่อยากให้มีและไม่อยากให้เป็น.

นี่เป็นเหตุแห่งทุกข์ในโลกิยะ. โลกิยะ. ก็คือโลกแห่งโลกีย์ เป็นโลกที่ชาวโลกเขานิยมกัน
เพราะมันสร้างสมมุติกระแสแห่งสบาย มาสู่กายที่ใจไปเป็นเจ้าของ ใจจึงชอบและไหลไกลไปตามโลก...

เดี๋ยวพรุ่งนี้ มาต่อกันอีกท่อน กินมากๆเดี๋ยวจุก