ไอ้บ้ามองโลก

ไอ้บ้ามองโลก

339
0
แบ่งปัน

****** ” ไอ้บ้ามองโลก “******

หวัดดี…

พวกแกไปยืนที่หน้ากระจกซิ มองเข้าไปในกระจก ตอบมาซิ…

ว่าเรามองเห็นอะไรในกระจก เงาสะท้อนที่ปรากฏ เกิดจากกระจก หรือเกิดจากเรา

…..!!

>> ลูกศิษย์ ๑ : เกิดจากทั้งเรา และทั้งกระจกค่า

>> ลูกศิษย์ ๒ : เกิดจากตาเราเห็นไหมค่ะ

>> ลูกศิษย์ ๓ : เกิดจากเราเจ้าค่ะ

>> ลูกศิษย์ ๔ : กราบนมัสการครับ เกิดจากเราครับ

>> ลูกศิษย์ ๓ : ที่เข้าไปให้นิยามว่าเป็นตัวเราในกระจกค่ะ

<< พระอาจารย์ : เกิดจากทั้งสองอย่าง ก็ไม่ถูก

>> ลูกศิษย์ ๕ : เกิดจากเหตุปัจจัยค่ะ ถ้าไม่มีกระจกก็ไม่เห็นเรา ถ้าไม่มีเราก็จะไม่เห็นในกระจก

>> ลูกศิษย์ ๖ : เกิดจากผัสสะครับ

<< พระอาจารย์ : เกิดจากกระจกก็ไม่ถูก เกิดจากเราก็ไม่ถูก มันเกิดจากอะไร..??

เกิดจากผัสสะ… หากไม่มีเรา ผัสสะจะเอาอะไรมาเกิด..?? หือ

>> ลูกศิษย์ ๑ : เกิดจากคำถามของพระอาจารย์ ที่ให้ไปยืนในกระจก แล้วถามว่าเห็นอะไรในนั้น

>> ลูกศิษย์ ๗ : เหตุปัจจัย คือ แสง ถ้าไม่มีแสง ถึงมีเราและกระจก ก็มองไม่เหนเงาในกระจกครับ

<< พระอาจารย์ : คำตอบนี่ เราต้องให้นิยามได้ ว่าเหตุที่ตอบ มันเกิดจากโครงสร้างเป็นมาตามเหตุและผลอย่างไร

>> ลูกศิษย์ ๓ : เกิดจากสมมุตติ ที่เราไปให้นิยามว่าเป็นเราค่ะ

<< พระอาจารย์ : ข้าเองนี่ เคยยืนเพ่งเงาตัวเองในกระจก เพ่งซักพัก มันก็มองเห็นแต่ความว่างเปล่า มองไม่เห็นตัวตนที่มันสะท้อนออกมา

นี่..แสดงให้ข้าเห็นว่า จริงๆ ในกระจก ไม่มีเงาสะท้อนของเรา ไม่มีเงาเรา ในกระจก

เราอยู่ไหนในกระจกหนอ ทั้งๆ ที่ตัวเรา ก็ยืนอยู่ตรงหน้ากระจก

ที่สำคัญ แสงมันก็มี กระจกก็มี เราก็มี แต่ข้าไม่เห็นมี ในสิ่งที่ข้าเห็นน่ะ

แกจะอธิบายว่าไง..??

เห็นภูเขานั่นไหม..??

ไอ้ปอก็เคยมองไม่เห็น ทั้งๆ ที่มันสว่างแจ้งอยู่เบื้องหน้า

ท่านมหา ก็เคยมองทุกคน ที่นั่งห้อมล้อมเพ่งเทียน โดยไม่เห็นใครนอกจากเทียน

ทุกคนมันหายไปไหน..??

เช่นนี้.. จึงถามว่า สิ่งที่เห็น มันเกิดจากเราหรือเกิดจากสิ่งที่เห็น..??

เดี๋ยวข้าจะไปนอนรอคำตอบซักสองชาตินะ..

>> ลูกศิษย์ ๘ : เกิดจากใจของเราครับ

>> ลูกศิษย์ ๑ : เกิดจากการตั้งใจมองของตัวเราเองรึป่าวคะ?

>> ลูกศิษย์ ๓ : เกิดจากเราค่ะ ในสิ่งที่เห็นถ้าเราไม่เอาใจไปผัสสะสิ่งนั้นก็ไม่มีค่ะ

>> ลูกศิษย์ ๘ : และสิ่งที่หายไปเพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น

>> ลูกศิษย์ ๙ : สมมุติ คือตัว อวิชชา อวิชชา เป็นที่มาของอาการแห่งเหตุทั้งปวง คำสอนของ พอจ.

>> ลูกศิษย์ ๒ : เกิดจากการที่เราจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งอื่นๆ เลยหายไปค่ะ

>> ลูกศิษย์ ๘ : สิ่งนั้นจึงไม่มีผลกับเราถึงมันจะอยู่ตรงหน้า

>> ลูกศิษย์ ๑๐ : มันมีเพราะ อายตนะช่องต่อวิญญาณ มันติดรูปขันธ์ เหตุที่มันมีเพราะมีเราอุปทานว่ามี เราไม่รู้ว่ามันคือมายา เเท้จริงเเล้วเราก็ไม่มี ที่มีเพราะเราไม่รู้ ว่ามันไม่มี เหตุที่มันเกิดเพราะ ผัสสะเป็นเหตุ เกิดความไม่รู้ที่มา เกิดการย้อม เกิดจากตัณหา เเละ อุปทาน

<< พระอาจารย์ : เจ้าโยมันเข้าท่าฉลอมกับมหาชัย

>> ลูกศิษย์ ๙ : ที่มันหายไปเพราะมันเป็นจิตเดิม

<< พระอาจารย์ : จิตเดิมนี่ มันไม่มี สรรค์ เหตุที่เกิดที่มี มันเกิดมาจาก อายตนะเรานี่แหละ ไม่ใช่ เกิดจากอะไร

อายตนะอาศัยเหตุและปัจจัย ผัสสะ ปรุงแต่งโดยนามขันธ์ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงมี

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี อาศัยการปรุงแต่งขึ้นมาให้มี

การปรุงแต่งนี้ เป็นสมมุติอย่างหนึ่ง ที่เราเข้าใจว่า มันมี

การปรุงแต่งนี้ เป็นธรรมชาติ ของจิตสังขาร ที่เนื่องด้วย อวิชชา

กระบวนการณ์ทั้งหลายที่มีขึ้นมาได้นี้ มันเกินปัญญาของคนทั่วไปที่จะเข้าไปรู้เห็นได้

เพราะคำว่าเรารู้ มันอยู่ในฟากฝั่งของส่วนที่ปรุงออกมาสำเร็จแล้ว

เรามองออกไปจากมุม ที่ปรุงเสร็จแล้ว

เรามองไม่เห็นผล ในขณะที่มันปรุง

การปรุงนี้ มันเป็นกระบวนการณ์ เพื่อให้เกิดสมมุติสัญญา

เหมือนเราปรุงก๋วยเตี๋ยว

ขณะปรุงเราย่อมไม่รู้รสการปรุง

ปรุงเสร็จเราจึงรู้รส

เราปรุง ก็เพื่อให้ได้รสใช่ไหม..??

รสนี้ อาศัยช่องทางผัสสะที่ใช้ลิ้นเห็น

สรรพสิ่งทุกอย่าง ก็เช่นกัน ที่เรามองเห็นด้วยตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ

นั่นคือ.. ผลที่มันปรุงแต่งออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เรามันมายืนในฟากของรสชาติที่ปรุงเสร็จแล้ว

และเราก็ติดในรสชาติที่ปรุง

รสที่ปรุงเสร็จแล้วนี้ เป็น… อัตตา เป็นสมมุติที่เกิดจากการปรุง

รสจริงๆ นั้น.. ไม่มี

ที่มี.. เป็นสมมุติอัตตา ที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงมันขึ้นมาให้มี

ความเป็นเรา.. ที่เข้าไปเห็น ไปได้ยิน ไปรู้กลิ่น ไปรู้รส ไปกระทบสัมผัส และรู้อารมรณ์

มันเป็นแค่สมมุติอัตตา ที่ไม่มีจริง จริงๆมันเป็นแค่อากาศ

มันไม่มีอะไรทั้งนั้น ที่เรามองเห็นทุกสิ่งที่มันมี

มันมีเพราะอาศัยการปรุง ไปตามเหตุปัจจัย

และไอ้เหตุปัจจัยนี่…

มันก็ปรุงขึ้นมาเป็นเหตุเป็นผล มาแต่ก่อนเก่ายาวนาน ที่เราย้อนไปแรกเริ่มไม่เห็น

และมองไม่ชัดถึงส่วนปลายที่เรียวเล็กหายไปในวัฏฏะ มันย้อมขอบมันมานานแสนนาน จนเราเข้าใจว่ามันมี ทั้งๆที่มันไม่มี

แต่เราสามารถมีปัญญา เอาส่วนหนึ่งออกมาวินิจฉัย

เพื่อให้เข้าใจ และมองเห็นช่วงกลไกแห่งกระบวนการณ์ ที่ทำงานซ๊ำๆ ของมันได้

เราจะเห็นชัดว่า…สรรพสิ่ง มันไม่มีอยู่จริง ด้วยวงล้อแห่งปฏิจจสมุปบาท

ที่เราเห็นมีอยู่จริง

มันเกิดจากเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งสมมุติกันขึ้นมา ด้วยเหตุแห่งอิธทัปปัจจยตา

ผู้รู้แจ้งเห็นชัดแทงตลอดสาย ย่อมเห็นได้ถึงความจริงที่ว่า…

สิ่งที่สะท้อนกลับมา ทาง ตา หู ลิ้น ฯ

เกิดจากใจดวงนี้ ปรุงขึ้นมาทั้งมวลทั้งสิ้น

จริงๆ แล้ว สรรพสิ่ง ล้วนไม่มี สรรพสิ่งล้วนเป็นอนัตตา

ที่มี มันคือสมมุตแห่งอัตตา ที่เราเข้าไปให้นิยาม โดยความหลง ที่มืดมน หาทางออกไปสู่ความจริงไม่เจอ

และเรา..

ก็ยังมองเห็นเงา ที่สะท้อนออกมาจากกระจก

เหตุเพราะตัวเรา ไปยืนหน้ากระจกอยู่เช่นเดิม

โดยไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว…มันไม่มีกระจก เงาสะท้อน และตัวเรา อยู่ ณ.ตรงที่นั่นเลย

ที่มี..เกิดจากการปรุงแต่งแห่งจิตสังขาร ที่อาศัยอวิชชาเกิดทั้งสิ้น

คุยกันหนุกๆตามภาษาของคนที่โลกเขาไม่ต้องการ และคนบ้าๆ ย่อมมองอย่างเหนือโลก เกินกว่าที่โลกเขามอง

เช้านี้ สวัสดี..

วันที่ 15 มีนาคม 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง