ผีอาบัง

ผีอาบัง

528
0
แบ่งปัน

*****” ผีอาบัง “*****

กลับมาจากอินเดียร่างกายไม่ค่อยดี..

วันนี้พอดีขึ้นบ้าง อากาศกลับมาเย็นฉับพลันอีก ที่นี่เย็นโคตรเลย

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ที่ได้ร่วมสวดและร่วมสาธุคุณโมทนา

ดึกๆ อย่างงี้ มาเล่าเรื่องผีอาบังกันดีกว่า ผู้เฒ่าจะเล่านิทานเรื่องผีให้ฟังดีไหม…

ตอนนี้ที่นี่อากาศหนาว ที่จริงบรรยากาศน่าเข้าสมาธิ

แต่มาคุยเล่นทางหน้าจอดีกว่า เผื่อแข็งตายขึ้นมา บางเรื่องที่ไร้สาระ คนมันจะได้เอาไปเล่าขาน หนุกหนานเป็นนิทานกันไป

ที่โรงแรมที่อินเดียนี่ มันมีเหล่ารุกขเทวดา ที่จริงมันก็มีทุกที่นั่นแหละ ข้าเรียกว่าผีอาบัง

ที่เรียกว่าผีอาบังนี่ ส่วนใหญ่เขาเป็นพราหมณ์กันมาก่อน

ชาติก่อนตายนี่ เขาเป็นพราหมณ์

ทีนี้เวลาจะแสดงตัวนี่ เขาจะใช้สัญญาสุดท้ายของเขาแสดงตัว นั้นก็คือ อาบัง เป็นอาบังที่รูปร่างเป็นคนอินเดียเรา

ทั้งๆ ที่หลายชาติก่อนหน้านั้น เขาก็เป็นพี่บ้าง น้องบ้าง ที่เกิดมาทางจีนบ้าง พม่าบ้าง เขมรบ้าง ลาวบ้าง ไทยบ้าง

นี่..เขาเคยเป็นญาติกันมาอย่างนี้ในอดีต

แต่ละชาติก็นับถือผีบ้าง เทพบ้าง พระเจ้าบ้าง พระพุทธบ้าง ก็ว่าๆ กันไปในแต่ละภพภูมิที่ได้ไปเกิด

แต่สรุปแล้วก็ล้วนเป็นญาติๆ กัน

บางพลังงาน ก็สถิตย์รออยู่เช่นนั้น ร้อยปีบ้าง พันปีบ้าง หมื่นปีบ้าง หลายๆ ล้านปีบ้าง

นี่..มันเป็นเรื่องที่มันไม่น่าเชื่อของมันอย่างนี้

และไม่จำเป็นต้องเชื่อ เพราะโจรมันก็คุยขึ้นมาได้ ข้าแค่โม้ๆเป็นนิทานให้ฟัง

เราเอากันเพียงแค่ ฟังเป็นนิทานหนุกๆ กัน เดี๋ยวไอ้พวกธรรมจ๋า มันด่าหาว่าข้ามันโมฆะบุรุษอีก

ทีนี้เมื่อเหตุปัจจัยแห่งกาลมันพอเหมาะ

เมื่อกลุ่มเราได้เดินทางไป จะเป็นสถานที่แห่งหนตำบลใดก็แล้วแต่

พลังงานเหล่านี้ เขาก็อยู่ดักรอของเขาอยู่แล้ว ไม่รู้ใครไปบอกเขา

และทุกกลุ่มที่มีกระแสไหลเชี่ยวมาทางกุศล ต่างก็มีเหล่าพลังงานรอรับทั้งสิ้นนั่นแหละ

ไม่เกี่ยวว่าต้องกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพียงแต่คนในกลุ่ม มีกำลังเพียงพอที่จะสื่อสัมผัสกับพลังงานเหล่านี้ได้หรือไม่ มันก็เท่านั้นเอง

เมื่อญานยังบอด มันก็จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ ที่จะได้เข้าไปสัมผัส เครื่องรับมันไม่ดี

และจะบอกใครๆ ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มี เพราะตนเองไม่เห็นว่าจะมี ตนเองมองและสัมผัสอะไรไม่ได้ มันดับมืดและมองไม่เห็น

เมื่อไม่เห็น มันก็เลยคิดว่าไม่มี นี่คนไม่มีเครื่องรับมันก็ไม่บ้าอย่างพวกที่มีอีก

ที่ขุนน้ำนางนอน ทางแม่สายเชียงรายบ้านเรา พลังงานเหล่านี้ก็มาดักพบเป็นร้อยๆ ครั้ง

เพียงแต่ไม่ได้ใส่ใจกันเท่านั้น ที่สุดพลังงานเขาก็แฝงร่างพวกเราหลายคน เพื่อมาเชิญเข้าไปโปรดพวกเขา

พวกเราเลยโดนผีเข้ากันเป็นแถว วันนั้นคงจำกันได้นะเด็กๆ

ที่นี่ก็เหมือนกัน..

เหล่าผีอาบังนี่ ต่างก็เป็นญาติเราทั้งนั้น เขามีสัญญากับเรา

แม้เขาจะนับถือฮินดูเพราะเชื้อชาติและเผ่าพันธ์

แต่อดีตหนหลังเขาก็ต่างนับถือผี นับถือเทพ นับถือพระเจ้า นับถือพระพุทธ พระคริส พระอัลเลาะห์ มาก่อนเหมือนๆ เรานั่นแหละ

แค่บันทึกสัญญาชาติสุดท้ายเป็นพราหมณ์ ก็ใช่ว่า เขาจะเป็นแต่พราหมณ์มาตลอดนี่ เขาเคยมีเครื่องบันทึกของเขาอยู่

เรื่องศาสนานี่มันเป็นเรื่องของมนุษย์

ผีมันไม่มีศาสนาน่ะ มันมีแต่บันทึกแห่งความทรงจำ

พวกผีที่ยังยึดความทรงจำเดิม เป็นพวกอายุขัยวิญญานยังไม่หมด

และที่สำคัญ มันไม่มีผู้ชี้ให้มีสติระลึกให้ด้วยว่า…

ผีเจ้าน่ะไม่มีเครื่องมือบันทึกอะไรแล้ว

และก่อนที่จะมาเป็นผีร่างสุดท้ายนั้น

มันก็ยังเคยมีร่างก่อนๆ มาอีกนับไม่ถ้วน

และแต่ละร่าง ต่างก็มีบันทึกสัญญาแตกต่างแยกย่อยออกไปอีก

เจ้าผีมันโง่เอง ที่ยังยึดอยู่แต่อดีตร่างปัจจุบัน

ร่างอดีตของอดีตที่สวย เจ๋งๆ มันก็มี เพียงแต่เจ้าผีมันระลึกลงไปไม่ได้

ที่ระลึกไม่ได้ นี่เพราะไร้เครื่องมือและขาดผู้ชี้

หากจะขยายความ ปัญหาของเหล่าผีมันก็มีเยอะ

เอาเป็นว่า เหล่าอาบังนั้น ญาติเราทั้งนั้น

แม้หน้าตาจะบ่งบอกรูปพรรณว่าเป็นแขก

นั้นเป็นเพราะวิบากแห่งเชื้อชาติ มันมีสัญญาอยู่

หากย้อนไปอีกซักสามชาติ

อาบังนั่น อาจเป็นแค่ไอ้แกละเด็กเลี้ยงควายเพื่อนเรา ที่เคยวิ่งเล่นไล่จับกันก็ได้

ทีนี่ เมื่อพวกเราเข้ามาพักที่โรงแรม

พอข้าลงจากรถ พลังงานพวกนี้มันก็โถมเข้ามาหาทันที

ความสั่นยะเยือกขนลุกขนพอง มันก็ตอบสนองกายเลยซิ

พวกอาจแซวเล่นว่า เพราะปวดขี้มั้ง รึไม่ก็อากาศหนาว

แต่ข้าก็ต้องหยุดก่อนละ มันยังเป็นจิตหยาบ รับอะไรไม่ชัดนัก

จะให้ชัด ก็ต้องสร้างภวังค์จิตขึ้นมาให้อยู่ในห้วงของปิติ

ก็โน่นแหละ แอบงีบๆ ทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อรอบๆ ข้างซักพัก

ความชำนาญแห่งจิต มันก็ทำงานของมันเอง

เดี๋ยวมันก็ปรุงเรื่องผีอาบังให้มาเล่านิทานให้ฟังได้เยอะแยะ

จริงมั่งไม่จริงมั่งก็เล่ามั่วๆ คลุกๆ กันไป

เอาอร่อย ไม่เอาวิจิตรเรื่องราวหรือวาทะเสนาะหูอะไรนี่

คุยกันเล่นๆ มันส์ๆ หากยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง มันก็จับข้าเข้าโรงบาลฉีดยากันเท่านั้นเอง

ทีนี้พวกอาบังที่โน่น กับพวกกระเหลี่ยงที่ข้าเชิญไปจากที่นี่

พอมันได้เจอกัน มันก็ระลึกกันได้อีกว่า แต่ละฝ่ายเคยไปเกิดไปตายที่ไหนกันมา

มันก็เหมือนเพื่อนเก่ามาเจอกัน

ขนาดเครื่องบินที่มันเกาะๆ กันมา มันยังขี่กันหนุกหนานไม่ยอมลงตั้งห้าชั่วโมง

พูดแล้วจะอ้างทัศนะวิสัยของอากาศ

อิโด่ะ..พวกไปก่อนหน้าแค่หน่อยเดียว ลงที่เดียวกัน เวลาห่างกันแค่สองชั่วโมง

พวกแรกบินลงสบายบรื๋อ

แต่พวกหลังนี่ พวกกระเหลี่ยงปิดน่านฟ้าไม่ให้ลงเอง

มันจะไปเยี่ยมโคตรพ่อโคตรแม่มันที่อัสสัมเมืองในหุบเขาโน่น

นี่..มันเล่าให้ผีอาบังมันฟัง และอาบังก็มาเล่าต่อให้ฟังอีกที

ดึกแล้ว ที่นี่วันนี้หนาวจัด ปากสั่นแล้ว

นิทานเรื่องผีอาบัง ไว้ค่อยแซมๆ เล่าอีก

คืนนี้ง่วงแล้ว ขอสวัสดีก่อน..

วันที่ 24 มกราคม 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง