ดูจิต

ดูจิต

346
0
แบ่งปัน

***** “ดูจิต” *****

เราคงเคยได้ยินมาว่า หลายหลวงพ่อชี้สอนให้เราดูจิต พยายามหยุดปรุงแต่งจิต
ให้จิตว่างจากความคิดทั้งหลาย

ตรงนี้นี่ เป็นการกล่าวที่กว้างและไม่ค่อยตรงตามความเป็นจริงนัก

เรารู้จักจิตใหม.. อะไรคือจิต

เราเอาความคิดมาเป็นจิต นี่เขาชี้กันมาอย่างนี้..

ความคิดนี่มันเป็นอาการของใจ ต้องกล่าวอย่างนี้

และใจนี้ มันเป็นอาการของจิต

ถ้าเรายังไม่เข้าใจความหมายแห่งคำสมมุติที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ที่โบราณให้คำนิยามไว้

เราก็จะเพ้อไปเรื่อยและไม่เข้าใจ ว่าเขาชี้มานั้นมันมีร่องอยู่เช่นไร และจะเดินยังไงให้มันเดินไปตามทางที่มันเป็นจริง

เรื่องจิตนี่ มันเป็นส่วนละเอียดที่ใช่ว่าใครจะไปตามดูตามรู้ได้อย่างที่ชี้กันมาอย่างนั้น

ความคิดนั้น มันเป็นอาการแห่งจิตที่ปรุงออกมา มันเป็นเวทนาตัวหนึ่งที่อาศัยอารมณ์เป็นเหตุปัจจัย

อารมณ์นี้มันอาศัยผัสสะ มีผัสสะในและนอกอีก มันจึงเกิดความคิดขึ้นมาได้

คิดนี้จึงไม่ใช่จิต มันเป็นอาการหนึ่งของจิต ที่ปรุงแต่งสัญญาจำใส่สมมุติความหมายออกมา

บางอย่างก็มีจุดหมาย บางอย่างก็ไม่มีจุดหมาย มันคิดเพ้อของมันไปได้เรื่อย

การหยุดคิด ก็เป็นอาการของจิต ไม่ใช่ว่าหยุดคิดแล้วมันจะพ้นไปจากทุกข์ที่คิด

พระอรหันต์ท่านก็ไม่ได้หยุดคิด กลับกันท่านอยู่กับความคิดที่พิจารณาสาวผลไปหาเหตุอยู่เสมอ

การหยุดคิดนี่เป็นอัตตาที่เป็นอุปาทานตัวหนึ่งของเจ้าของที่เข้าใจเอาเอง

การหยุดคิดไม่ไช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์

พอๆกับการไม่เอา ว่างจากสิ่งทั้งหลาย ก็ไม่ใช่หนทางแห่งความพ้นทุกข์เช่นกัน

อาการหยุดคิด ว่างและไม่เอาอะไร เหล่าเดียร์ถีย์ผู้อยู่นอกศาสนาเขาก็พากันปฏิบันติกันอยู่เช่นกัน

พวกเขามีมาก่อนศาสนาพุทธ พวกเขาก็เข้าไม่ถึงความจริงแห่งความพ้นทุกข์

การหยุดคิด หยุดปรุงแต่งความคิด ว่างและไม่เอา

มันเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่นำมาใช้ในเฉพาะกาลที่ยังมีการดำเนินสังขารเท่านั้น

ความว่างนี่เป็นตัวธรรมอย่างหนึ่งที่ไม่ได้เกิดปัญญาอะไรใดๆ

การเฝ้าดูจิตที่ชี้ๆและเข้าใจกันนั้น มันเป็นการเฝ้าดูรูปทางใจที่เรียกว่ามโน

มโนนี่ มันเป็นอารมณ์ปรุงมาจากใจเจ้าของ พอๆกับปรุงมาจากตา หู ลิ้น จมูก ผัสสะกาย

การเฝ้าดู ท่านให้เฝ้าดูกาย ไม่ใช่ให้เฝ้าดูจิต

จิตนี่มันซ่อนตัวอยู่ในเวทนา

เวทนานี่ มันซ่อนตัวอยู่ในกาย

กายนี่เป็นที่ตั้งแห่งผัสสะหลายๆช่องทางเข้าไปสู่การปรุงเป็นเวทนาที่เป็นเหตุแห่งตัณหา

ตัณหานี่ มันเป็นเหตุแห่งสมุทัยและมรรค

สมุทัยนี่เป็นเหตุแห่งทุกข์

มรรคนี่เป็นเหตุแห่งการดับทุกข์เรียกว่านิโรธะ

พระอริยเจ้า ที่เราเรียกกัน ท่านเป็นอริยชนที่มีปัญญา

ท่านชี้ร่องกันมาให้หมั่นเฝ้าดูกาย ไม่มีพระอริยเจ้าท่านใดชี้สอนให้เฝ้าดูจิต

กายน่ะมันมีที่อยู่ที่เรารู้เห็นได้ รู้จักได้ ผัสสะลูบคลำได้

แต่จิตนี่ หามาดูซิ ว่ามันอยู่ตรงไหน ตั้งอยู่ที่ใดในเรือนกายนี้ หามาให้เจอ

หาเจอแล้วจึงเฝ้าดูมันได้ เห็นมันได้ รู้จักตัวมันได้ จะได้เฝ้าดูไว้อย่างที่เขาสอนๆกัน

ยอมรับความจริงกันหน่อยซินักธรรมทั้งหลาย ว่าจิตน่ะมันอยู่ไหนก็ไม่รู้

ลูบคลำจับต้องรู้เห็นอะไรก็ไม่ได้ เมื่อรู้เห็นจับต้องอะไรไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรไปเฝ้าดูมัน ในสิ่งที่ยังหามันไม่เจอเพื่อให้เห็นจิต

ธรรมที่จะพ้นทุกข์ได้ ท่านชี้ให้เอาสติสัมปชัญญะเฝ้าดูกายหรือพิจารณากาย

การเฝ้าดูกายมันจะได้อานิสงค์มาทางเจโตวิมุตติ

การพิจารณากายมันจะได้อานิสงค์มาทางปัญญาวิมุตติ

ท่านชี้มาทาง กาย เวทนา จิต ธรรม

ท่านไม่ได้ชี้มาทาง จิต เวทนา กาย อะไรเลยนี่

ไอ้เรานี่ฟังเขามาลอกเขามา ไม่ค่อยคิดไม่ค่อยวินิจฉัยอะไรขึ้นมาให้เกิดปัญญา

เหมือนบางพวกที่บ้าพุทธวจนะ ยึดเอาแต่ตำราที่ลอกเขามา คิดเองไม่เป็นเชื่อแต่ส่วนเดียวด้วยอุปาทาน

เขาบอกให้เฝ้าดูจิต ก็เฝ้าดูในสิ่งที่ไม่รู้จักว่าอะไรคือจิต มันไปคว้าเอาความคิดเป็นจิต

และพยายามไม่ปรุงแต่งความคิด ต้องว่างจากความคิดจึงจะเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์

นี่เป็นธรรมที่คิดเอาเอง ไม่ใช่ธรรมของผู้มีปัญญาที่หาหนทางแห่งความพ้นทุกข์

ผู้หลงป่าหาทางออกจากป่า กลับหยุดหาหนทางออกเพราะเข้าใจว่า ยิ่งเดินก็ยิ่งหลง

การหยุดก็จะได้ไม่หลง แต่ตนดันลืมไปว่า ตนเองก็ยังหลงในป่าที่หยุดอยู่

เสื้อผ้าที่ยังไม่ซัก มันก็เหม็นอับสกปรกอยู่เช่นนั้นแม้จะหยุดที่จะเดินเพื่อไม่ให้มันสกปรกไปมากกว่านี้

การเฝ้าดูจิตเพื่อให้เกิดความว่างก็เช่นกัน มันเป็นการวางหนทางที่เริ่มต้นก็ผิดเสียแล้ว

เลิกและพักการเฝ้าดูสิ่งที่มองไม่เห็นและทึกทักเอาเองมาเป็นการเฝ้าดูกายดูรูปแทนซิ

เฝ้าดูกายดูรูปที่มันเคลื่อนไหวไปมาหรือหยุดนิ่ง ไม่ส่งออกไปไหนนอกเหนือสิ่งที่กำลังกระทำ

มันก็จะเห็นกายที่เป็นเราอย่างชัดเจนด้วยเวทนา

เห็นเวทนาก็จะเห็นช่องทางเข้าแห่งเวทนาผ่านทางกายและจะรู้ว่า ความคิดปรุงแต่งทั้งหลายมันก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่จิต

จิตนี่มันแค่อาศัยเวทนาปรากฏเกิด

เวทนามันอาศัยกายปรากฏเกิด

กายมันอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิด

อาการทั้งหลายนี่ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ว่ากันไปตามกฏอิธทัปปัจจยตา

นี่..ธรรมมันแสดงตัวอาศัยร้อยเรียงกันมาเช่นนี้

ธรรมที่จะแสดงผลไปสู่ปัญญาเพื่อก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ เริ่มก้าวแรกที่รู้จักการมีสติสัมปชัญญะเฝ้าดูกาย

เมื่อเห็นกาย ก็จะเห็นเวทนา

เมื่อเห็นเวทนา ก็จะเห็นจิต

เมื่อเห็นจิต ก็จะเห็นธรรม

เมื่อเห็นธรรม การเกิดปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงก็เกิด

ความรู้แจ้งเกิด มันเกิดมาจากการเฝ้าดูกายด้วยสติสัมปชัญญะเป็นเหตุ…

เช้านี้ขอสาธุสวัสดีให้มีดวงตาเห็นธรรมกันทุกคน..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 20 มกราคม 2560 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง