คนฉลาดที่สมองกลวง

คนฉลาดที่สมองกลวง

299
0
แบ่งปัน

*****” คนฉลาดที่สมองกลวง “*****

หวัดดีทุกคน ที่นี่ลมพัดตลอด…

เราลองแหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้านั่นซิ..!!

เราเห็นอะไรไหม.. ลองมองขึ้นไปและใคร่ครวญดูให้ดี

เราจะเห็นแต่ความว่างเปล่าที่มีแต่ขอบรั้วแห่งสายตากระทบเมฆ และสีฟ้าของความเวิ้งว้าง

ในความว่างเปล่านั้น เราต่างคาดหวังและคาดหมายจากสิ่งอะไร ในสิ่งที่มันเคว้งคว้างนั่น

และมนุษย์…อาศัยความเวิ้งว้างว่างเปล่าและเคว้งคว้างนั่น มาเป็นที่ตั้งแห่งหัวใจ

เราต่างก็ขออะไรๆ จากความเคว้งคว้างว่างเปล่าและมืดมน

ต่อการที่จะได้มา จากความว่างเปล่าเวิ้งว้างนั้น

เราสร้างพระเจ้ายัดเข้าไปในความว่างนั้น

แล้วต่างนอบน้อมหมอบกราบกับพระผู้เป็นเจ้าในความว่างเปล่าที่แสนจะเคว้งคว้างเวิ้งว้างนั่น

เราหวังอะไร จากสิ่งที่ไม่มีอะไร

ตลกไหม..นี่แหละคือมนุษย์

เราก้มกราบ และต่างคาดหวังจากการขอนั่นนี่ จากรูปปั้น

รูปปั้นที่เป็นงานปฏิมากรรมและงานประติมากรรมนั้น..มันได้ให้อะไรแก่เราเลย

แต่เรา..ก็ยังคงคาดหวังอยู่กับรูปปั้น รูปที่เราต่างเชื่อว่า คงบันดาลความมั่งมีสมบรูณ์พูนสุข ให้แก่ตัวเรา

เราคาดหวังจากวัตถุที่เรามองเห็น สร้างขึ้นมาและตั้งสมมุติเอา ว่ามันให้อะไรๆๆๆต่อเรา

เราจะมั่นคงสมบรูณ์ด้วยสิ่งเหล่านี้

เราตั้งมั่นกับวัตถุอะไรซักชิ้น เพราะเราเชื่อว่า…

มันจะทำให้เราดีขึ้น

มันจะทำให้เราเจริญขึ้น

มันจะทำให้เราร่ำรวยขึ้น

มันทำให้เราแคล้วคลาดจากภัยยันต์อันตราย

ค้าขายดี มีแต่โภคทรัพย์ด้วยอำนาจแห่งวัตถุชิ้นเล็กๆ

นี่..คนโง่เขามักคิดกันเช่นนี้

คนโง่นั้น ต่างคาดหวังกับสิ่งที่มองไม่เห็น และสัมผัสไม่ได้ว่า จะมาช่วยใจดวงนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร แต่เขาก็เชื่อ

และเราทั้งหลาย ต่างก็จมอยู่ในกระแสเช่นนี้กัน โดยไม่เปลี่ยนแปลง

แล้วเราจะออกจากวังวนความเชื่อเช่นนี้กันได้อย่างไร

เราจะไม่เชื่ออีกแล้วว่า ในความเวิ้งว้างว่างเปล่าเคว้งคว้างนั้น มันไม่มีพระเจ้าอะไรหรอก เราไม่เชื่อละ..เช่นนั้นหรือ

เราจะไม่เชื่ออีกแล้วว่า รูปปั้นต่างๆ มันมีพลังมีความศักดิ์สิทธิ์ ที่จะดลบันดาลให้เรา อยู่ดีกินดีอย่างที่เราคาดหวังอีกต่อไป..เช่นนั้นหรือ

เราจะไม่เชื่อวัตถุใดๆอะไรอีกแล้ว เพราะมันไม่เป็นความจริงที่ จะช่วยอะไรต่อใครได้เลยจริงๆเรางมงายไปเอง..เช่นนั้นหรือ

ถ้าเราเชื่อ…นี่โง่

ถ้าเราไม่เชื่อแล้วละ…นี่ก็โง่

งั้นเราเฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งเหล่านี้ … นี่ก็โง่

แล้วเราจะออกจากวังวนความโง่นี้ กันได้อย่างไร…??

ข้าอยากถามพวกเรา ให้ลองหัดคิดดู..!!

โอเคนะ หวัดดี..!!

***** ” ปกติข้าจะอธิบายพร้อมเหตุพร้อมผล และพวกเราไม่เห็นว่า จะฉลาดขึ้นซักเท่าไหร่ เราฟังแล้วก็นิ่งบ้าใบ้ กราบๆๆๆสาธุคุณ….!!

แล้วก็หาแดกเรื่องใหม่อีก ขอให้ปรุงมาอีก จะคอยกินแล้วคายทิ้ง…

ข้าลองให้ตอบมาดู

มันต้องหัดพิจารณากันออกมา

ปัญญานี่ จะทำให้เราเป็นอิสระจากสิ่งสมมุติทั้งหลายได้

มันต้องอ่านทวนไปทวนมาแล้วขบคิด คิดให้เป็น อย่าให้มันตีบตันแค่การผ่านตา แล้วทำท่าว่าเป็นผู้รู้

เราอาจจะให้เต่าตัวหนึ่ง ช้างตัวหนึ่ง หมาตัวหนึ่ง ลิงตัวหนึ่ง
กวางตัวหนึ่ง และอีกหลายๆสัตว์มารวมตัวกัน

และเราจะคัดเลือกว่า…ใครฉลาดที่สุดโดยการให้สัตว์ทุกตัว
ล้างจานแข่งกัน หรือทดสอบอะไรซักอย่าง เพื่อเก็นการตัดสินความฉลาด

เราจะคัดเลือกสัตว์ที่ฉลาดกันละ

ใครล้างจานได้สัตว์ตัวนั้น เป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุด เราตั้งโจทย์อย่างนี้

นี่..พวกเราว่า ใครฉลาดกว่ากันระหว่างเราที่ตัดสิน ในการคัดเลือกสัตว์ที่ฉลาดในโจทย์ที่ให้

กับสัตว์ที่มันโดนตัดสินความฉลาด จากโจทย์ที่มนุษย์มันสร้างขึ้นมา เพื่อวัดคุณค่ามัน

เพราะฉะนั้น ตลกไหม ถ้าใครซักคนโดนโลกกระทำ และยัดเยียดว่า..มึงน่ะโง่ไอ้เหี้ย..!!!

เพราะมึงทำให้ได้อย่างที่โลกเขาตัดสินไม่ได้ ตอบโจทย์ที่เผชิญไม่ได้

โลกเขาเอาช่องทางเดียวที่โลกเข้าใจมาตัดสิน วัดความฉลาด และความสามารถที่มันไม่ได้ตรงช่องความฉลาดของเรา

และเราเป็นสัตว์โง่ๆ เพราะไม่เสือกมีความสามารถอย่างที่โลก เขาสมมุติกันว่า ต้องอย่างงี้ มึงถึงจะฉลาด

การวัดคุณค่าและมาตรฐานคน

แค่เขาทำไม่ได้ไม่ดีในบททดสอบแห่งใจคน หรือใจเราแห่งโจทย์ที่แสนยุติธรรมอย่างเหี้ยๆ

อย่าเชียว..!! อย่าไปตัดสินในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ไม่ดีว่า มึงมันเป็นไอ้โง่..!!

ใครเขาแค่อาจโง่ ในสิ่งที่เอ็งมันคิดว่าฉลาด

แต่สิ่งที่เอ็งไม่มีวันรู้สึกขึ้นมาได้เลยก็คือ

มึงมันก็โง่ในสิ่งที่เขาฉลาดด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น..!! เราจึงไม่ควรไปยัดเยียดตัดสินใคร

ว่าเขา ดี กว่าเรา

ว่าเขา ด้อย กว่าเรา

ว่าเขา เสมอ กับเรา

เพราะคนที่ยังตัดสินด้วยทิฏฐิเช่นนี้

นี่คือคนโง่ที่ออกจากวังวนไม่ได้เช่นเดียวกันกับ คำที่สะกดว่า ไอ้โง่สาดดด เอ๊ยยย… เช่นเดียวกันกับเขาที่เรามันยัดเยียด โอเคนะ..!!

คนนอกย่อมไม่เข้าใจและไม่รู้ว่า พวกเรามันคุยกันเรื่องอะไร

มาๆๆๆ ข้าจะเล่านิทานให้ฟัง

เอดิสัน..!!

นักวิทยาศาสตร์โลก ผู้คิดค้นพบความสว่างจากหลอดไฟ

ความมืดมิดแห่งยามราตรีโดนความศิวิไลย์ที่เกิดจากอัจฉริยภาพของสมองกลวงๆของเอดิสัน มันปั่นทำลายความมืดนั้นซะ

สมัยเด็กเขากลับมาจากโรงเรียนพร้อมกับซองจดหมายซองหนึ่ง มาถึงแม่เขา

แม่เขารับจดหมายจากมือเขามาอ่าน และมองหน้าลูกชายนิ่งสงบ

เอดิสันถามว่า ทางโรงเรียนเขาเขียนมาว่าไงครับแม่

แม่เอามือมาจับหัวแล้วอ่านให้ฟังว่า…

ต้องขออภัยเป็นที่สุด แล้วมองหน้าลูกชาย

ทางโรงเรียนเรา มีขีดความสามารถไม่ถึงมันสมองอันเป็น อัจฉริยภาพของบุตรชายคุณได้

บุตรชายของคุณ มีความฉลาดปราญ์เปรื่องดุจพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงคุณทางปัญญาส่งมาเกิด

เราไม่มีอะไรที่จะชี้จะสอนให้บุตรอันแสนน่ารักของคุณ ให้เขารู้มากไปกว่าสมองที่ปราญเปรื่องของเขาได้

เราจึงขอแนะนำให้ ส่งบุตรชายที่น่ารักและแสนภูมิใจนี้ ไปสู่สถานที่ ที่สามารถให้ความรู้ได้มากกว่า ทางโรงเรียนเรา..!!

เด็กน้อยเอดิสันได้ฟังแล้ว ทำให้เขามีความรู้สึกว่า

เขาจะต้องเข้าเรียนมหาลัย อันดับต้นๆของโลกให้ได้ และจะฝึกฝนตนเอง ให้ยิ่งใหญ่อย่างที่โลกเขายอมรับกับ ความเป็นอัจฉริยภาพของเขา

และเขา….ก็ได้พิสูจน์ความเป็นอัจฉริยภาพของเขา ให้โลกได้ประจักษ์..

กาลเวลาผ่านไป..!!

เอดิสันโด่งดังไปทั้งโลก

เขาได้เปิดสมุดบันทึกเก่าๆเล่มหนึ่งในห้องเก็บของ

เขาจำได้ว่า นี่เป็นสมุดบันทึกของแม่ที่จากเขาไปนานแสนนานแล้ว

เขาคิดถึงแม่ แม่ผู้เป็นกำลังใจให้แก่เขา แม่ผู้ให้มันสมองอันเป็นอัจฉริยะชนต่อเขา

ในนั้น มีแผ่นกระดาษซองจดหมายซ่อนทับอยู่ เขาได้เปิดออกอ่าน

….ถึงคุณแม่เอดิสัน..!!

ลูกของคุณมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง

เซื่องซึม คิดช้า และเรียนไม่ทันเพื่อน

ที่สำคัญ เขาอ่านและสะกดคำในภาษาไม่ได้เลย

เขามีปัญหาการเรียนร่วมกับเพื่อนๆทั้งหลายไม่ได้

ทางเรามีความจำเป็นต้อง ให้เขาหยุดที่จะเรียนกับเราที่นี่

หวังว่า ท่านคงเข้าใจในความจำเป็นของทางฝ่ายเรา

เด็กควรได้รับการรักษาฟื้นฟูปฏิกริยาให้มากกว่าอายุที่เขามี…!!!

เอดิสัน ทรุดลงกับพื้น และร้องไห้

คิดถึงแม่ที่จากเขาไปอย่างที่สุด

เขากำมือและกล่าวเค้นในลำคอด้วยเสียงสั่นๆว่า

แม่จ๋า..ผมรักแม่ที่สุด แม่ทำให้โลกที่มืดมนมันสว่างขึ้นมาได้ ด้วยความเป็นอัจฉริยภาพของแม่..!!

โอเคนะ..

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง