บวชแล้ว …. กราบแม่ได้ไหม..???

บวชแล้ว …. กราบแม่ได้ไหม..???

1687
0
แบ่งปัน

>> คำถาม : “สาธุภันเต..พระอาจารย์ กระผมขอถามธรรมซักเล็กน้อย เราบวชเข้ามาแล้ว เรากราบพ่อแม่ได้ไหมครับ ผิดพระธรรมวินัยไหม.. ขอพระอาจารย์ขยายความหน่อยครับ สาธุภันเต

>> คำถาม : ” พอจ.คะ อ๋องสงสัย เค้าบอกว่าภาพนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าศึกษาพุทธวจนมันเป็นยังไงคะ พระสงฆ์กราบบิดามารดาได้ไหมคะ อ๋องไม่รู้จริงๆ ก็ท่านเป็นคนให้กำเนิด มีพระองค์นึงบอกกราบได้ อีกองค์บอก ถูกธรรมถูกวินัย แต่อ๋องว่า ถ้าแม่เห็นลูกที่เป็นพระโดนรถชนเค้าคงไม่คิดว่าธรรมวินัยหรอกเนอะ

>> คำถาม : พระอาจารย์คะ…หนูไม่เข้าใจ ทำไมพวก พุทธวจน บอกว่า หากเรียนรู้พุทธวจน ภาพอย่างนี้ จะไม่มีทางได้เกิดขึ้น ดั่งภาพที่หนูส่งมานี่ล่ะคะ มันผิดหรือ ที่พระจะกราบพ่อแม่ หนูชักเกลียดพวกพุทธวจนซะแล้ว นู่ก็ผิดนี่ก็ผิด..

>> คำถาม : “กราบๆๆๆ พระอาจารย์คะ ลูกโยมบวชเป็นพระ เขามากราบโยม ในวันแม่ปีที่แล้ว โยมจะลงนรกไม๊คะ…

>> คำถาม : “ทำไม…พระจะกราบแม่ไม่ได้เหรอ..??

>> คำถาม : “ผมว่า พระกราบผู้หญิง แม้เป็นแม่ มันก็ไม่งามนะครับ

>> คำถาม : “บวชแล้ว มากราบคนธรรมดา มันเป็นเรื่องไม่ควรค่ะ พอจ. ว่าไงคะ

>> คำถาม : “พระพุทธเจ้า ท่านทรงห้าม ไม่ให้กราบแม่หรือครับ งี้..ป๋มเปลี่ยนนับถืออิสลามดีกว่า 55555555

…………………. ทุกคำถามขอโม้รวมๆ กันเลยทีเดียว ขอบใจ ที่ต่างให้ความสำคัญ ในธรรมจากราวป่า…

เจ้าพวกที่กล่าวว่า คำแห่งพุทธวจน ว่าเหี้ยอย่างนั้น เหี้ยอย่างนี้ ไม่เกี่ยวกับพุทธวจน นะ..พวกท่านอย่าพึงกล่าวเช่นนั้น

ข้าเองก็ไม่ได้เป็นข้าศึก กับพุทธวจน แต่พวกเข้าใจพุทธวจนผิดนี่ ต้องอธิบาย เพราะจะทำลายสัจธรรม..

พุทธวจน เป็นธรรมอันเป็นผล ที่ร้อยรสจนา มาอย่างดีแล้ว แม้จะเป็น ภาษาไทย

เราไม่ควรไปตำหนิธรรมแห่งคำ พุทธวจน มันจะเป็นบาปอย่างใหญ่หลวง

เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องของคน ที่เอาตำราออกไปตัดสิน ยึดตำราและโต่งในธรรม อันมาจากคำแห่งตำรา

พุทธวจนก็เหมือน รถยนต์ ที่เป็นพาหนะชั้นดี เมื่อรถมันวิ่งมาไล่ชนเรา มาสร้างความเดือดร้อนให้กับเรา รถมันเป็นตัวจัญไร หรือคนขับรถ มันจัญไร..

เวลาจะทุบ เราจะทุบใคร ระหว่าง รถที่ไล่ชนเรา กับคนขับรถ ที่ไล่ชนเรา

รถชั้นดี ก็คือรถชั้นดี รถมันไม่รู้ไม่ชี้อะไรกับใครหรอก โน่น…ไอ้ตัวแสบ มันเป็นผู้ใช้รถโน่น กระทืบแม่งไอ้ตัวนั้น มันทำให้เสียชื่อรถหมด

การบวชนี้ เราบวชเพื่อมากระทำ พระนิพพานให้แจ้ง บวชมาเพื่อขัดเกลา ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ให้มันเบาบาง

พระพุทธองค์ทรงออกจากความเป็นพระราชา มาเป็นยาจก แต่เหล่ากุลบุตรที่เป็นยาจก เข้ามาบวช กลับทำตัวเสมือน พระราชา

ผู้บวชที่เข้าถึงธรรม อย่างหลวงปู่หลวงพ่อ วันที่ท่านไปงานศพแม่ มีหรือ ท่านจะไม่กราบ

ขนาดศพ ท่านยังกราบ มีแต่ผู้คนเขาสาธุ โมทนา ที่ท่านน้อมกราบมารดา ผู้มีพระคุณ อันเป็นเสมือน แผ่นดินเกิด

ในมงคลทั้ง 38 ประการ การกราบพ่อกราบแม่ พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญ ว่าเป็นมหามงคล เป็นหนึ่งในมงคลทั้งหลาย

ลูกชายบวชแล้ว เกิดทุรนทุราย จากการโดนทำร้าย มีหรือ ที่พ่อแม่ ท่านจะนิ่งดูดาย ไม่กระวนกระวายที่จะเข้าไปช่วยเหลือ

ที่พ่อแม่กราบลูกชายได้เมื่อลูก ถากหัวบวช นั่น …ท่านไม่ได้กราบลูก แต่ท่านกราบ คุณธรรมของลูก ที่จะพึงก้าวเข้าไป สู่ความหลุดพ้น

ลูกผู้บวช บวชแล้วกราบพ่อแม่ไม่ได้ ศาสนาเช่นนี้ อย่าไปนับถือห่าเหวแม่งมันเลย

นี่มันเป็นทิฏฐิที่ชั่วช้า ยกตนเป็นเทวดา แม้แต่มารดา กูก็น้อมลง ก้มหัวให้ไม่ได้

ศพ…ที่ไม่มีคุณค่า ท่านผู้บวช ยังไปกราบได้ ที่กราบเขาไม่ได้กราบศพ เขากราบธรรม ที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้

ว่าการเกิด มันเป็นธรรมดาอย่างนี้ ท่านกราบธรรมแห่งพระพุทธสีห์ ด้วยใจที่นอบน้อม

ศพอันแข็งทื่อ มีอะไรที่จะไปน่ากราบน่าไหว้เล่า ทำไมท่านผู้ทรงคุณถึงก้มลงกราบได้

ท่านไม่ได้กราบอย่างปัญญาควายโง่ๆ อย่างที่ใครเขาเห็นกันนี่ ท่านมีการโยนิโส..

การโยนิโส ทำให้ท่านมีสติ และปัญญารู้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควร บาปบุญจัญไรอะไร มันไม่ได้เกิดขึ้นจากปากใคร

มันเกิดจากใจ ที่เป็นเจ้าของนี่ เป็นผู้รับผล

ภิกษุก้มลงกราบแม่ เป็นภาพที่งามตา ใครเห็นต้องตา ก็มีแต่ความเลื่อมใส

แต่หากเป็นความคิด ที่เป็นภิกษุจัญไร กูกราบไหว้ใครไม่ได้ เพราะกูเป็นเทวดา

การบวชมา กูไม่ก้มหัวให้ใครอีกแล้ว แม้พ่อแม่ กูก็ไม่กราบ

พวกนี้โต่งและบ้าตำราขนาดหนัก เรียกว่าบวชอย่างเทวทัตก็ว่าได้

บวชมาแล้ว มีแต่ทิฏฐิ มานะ เอาความเห็นแห่งตัวตนเข้าไป ตัดสิน ว่าใช่หรือไม่ใช่

การที่ภิกษุท่านกราบแม่ ท่านกราบเพราะ ความกตัญญูรู้คุณ ของความเป็นแม่ ท่านไม่ได้ก้มลงกราบ ในความหมายที่พ่อแม่ เป็นแค่ปุถุชน

ท่านกราบด้วยความปลื้มปิติใจ ที่มีวันนี้ได้ เพราะเกิดจากคุณแห่งมารดา ท่านกราบคุณแห่งมารดา

ไม่ได้กราบเพราะ ความเป็นโยมผู้หญิงหรือเพราะความเป็นโยมผู้ชาย

เหมือนที่แม่กราบลูกที่ได้บวช ท่านก็ไม่ได้กราบเพราะนี่คือลูก หรือเพราะความเป็นลูก

แต่ท่านกราบเพราะ คุณธรรม ที่จะมีขึ้นกับลูก ท่านกราบไอ้ตรงโน้น กราบความเป็นพุทธที่จะเกิดขึ้นโน่น ไม่ใช่กราบเพราะเป็นไอ้ลูกคนนี้

ตรงนี้ก็เหมือนกัน ภิกษุสงฆ์ท่านก้มลงกราบแม่ ท่านกราบคุณของแม่ อันเปรียบเป็นอรหันต์ของลูก ไม่ใช่กราบผู้หญิง ที่เรียกว่าแม่ นี่..มันไม่ควรตรงไหน

กระดาษตำรา เราก็กราบ เรากราบธรรมที่จารึกไว้ในตำรา ไม่ได้กราบกระดาษ

เรากราบพระพุทธรูป เรากราบคุณแห่งพระบิดาแห่งธรรม ไม่ใช่กราบตุ๊กตา ที่เป็นอิฐเป็นปูน ทองแดง ทองเหลือง

เรากราบรอยพระบาท พระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์ วัด เราไม่ได้กราบเพราะความเป็นวัตถุ

แต่เรากราบนอบน้อมต่อ พระบรมครู สิ่งเหล่านี้เป็นแค่วัตถุที่ตั้งแห่งสมมุติใจ ในการส่งผ่านและระลึกถึง

คำสอนที่ถูกใจ ผิดถูกอย่างไร ของใครก็ไม่รู้ ที่เราถือเป็นครู เรายังก้มลงกราบได้

มันก็เป็นแค่ไอ้ก้อนขี้ก้อนหนึ่ง เป็นครูบาอาจารย์อะไรซะที่ไหน ทำไมจึงน้อมลงกราบได้ เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น

ภิกษุที่ก้มลงกราบ คุณของแม่ได้นี่ ถือเป็นมงคลสูงสุด การบำรุงบิดามารดา เป็นมงคลอันอุดม ที่พระพุทธองค์ ทรงสรรเสริญ

หลวงปู่ปาน นำพระกราบศพ เป็นกิจวัตรเวลาจะนำศพ ขึ้นทำพิธี หรือการเผา

ท่านไม่ได้ให้พระกราบศพ ดั่งใครเขาเห็นและตัดสินกัน ว่าพระทำไม่งาม ไปนั่งไหว้ศพ

ท่านนำพระกราบคุณแห่งพระธรรม เอาศพมาเป็นที่ตั้ง ว่าสรรพสิ่ง ที่สุดก็สลายมลาย ลงท้าย กลายเป็นตถาตา คือเป็นของมันเช่นนั้นเอง

การถือตัวถือตน ถือเขาถือเรา ยึดนั่นยึดนี่ ใหญ่โตคับฟ้า เป็นพระ เป็นราชา เป็นยาจก ไพร่ฟ้า ร่ำรวยมีจน สุดท้าย กองลงเป็นขี้เถ้าป่นปี้ มีแค่นี้เอง

นี่..ท่านกราบกันตรงนี้ กราบตรงธรรมแห่งคุณงามความดี ที่พระพุทธองค์ ได้ทรงชี้แนะนี่ ไม่ได้นำพระ น้อมใจกัน เพื่อเคารพศพ หรือกราบศพ ดั่งใครเข้าใจ และเพ่งโทษ

นี่..เป็นแม่แท้ และยังไม่ได้เป็นศพ ภิกษุที่กราบแม่ได้ รับรองแม่คนนั้น มีแต่ความปลื้มปิติใจ ตายเมื่อไหร่ มีแต่ทางไปสู่สุคติ

ที่แม่ปลื้มใจ ไม่ใช่เพราะความที่ลูกบวชแล้วกราบแม่ แต่ปลื้มใจและภูมิใจ ที่ลูกชาย มีความนอบน้อมแห่งใจ เป็นสายใยในความเป็นพระ คือเป็นผู้อันประเสริฐ์

ไม่มีแม่คนไหน อยากให้ลูกที่บวชเป็นพระแล้ว มากราบตนหรอก ท่านกลัวบาป

มีแต่ลูกชายที่บวชเท่านั้น ที่ขอกราบ เพื่อนอบน้อมคุณ ในความเป็นแม่ ที่เกื้อกูลให้มีในวันนี้

วันที่มีธรรมมาจรรโลงใจ วันที่ได้เดินทาง ตามรอยพระบาทแห่งพระบวรพุทธชิโนรสเจ้า

ส่วนไอ้พวกจัญไรที่ไม่เข้าใจ มันก็ว่าของมันไป มันเอาความรู้สึกนึกคิด ที่ไม่ใช่อริยชน เข้าไปตัดสิน

ธรรมซักตัวมันก็ไม่มี ชาตินี้ จะเอาตัวรอดรึเปล่า เฝ้าแต่เพ่งโทษ แม้แต่การทำความดี ของผู้อื่น

ความรู้ที่มีก็แค่อ่านมาจำมา และคิดเอาว่า..

การพิจารณาถึงเหตุถึงผล มันไม่มี ที่มีก็เป็นเหตุผล แห่งตัวตน ที่ทำการคิดๆ เอา

ชอบ..ก็ถูกใจไปซะหมด ไม่ชอบ…ก็ไม่ถูกใจไปซะหมด ชอบมั่ง ไม่ชอบมั่ง ถูกใจมั่ง ไม่ถูกใจมั่ง นี่แหละ พวกที่ยังเต็มไปด้วยกิเลสจัด มีแต่ตัณหา มานะ และ ทิฏฐิ

คำแห่งพุทธวจนนั้น เป็นของเลิศประเสริฐ์ศรี หากแต่ชนอับปรีย์นำไปใช้ มันก็เป็นได้แค่อาวุธ ไว้คอยถากถางเพ่งโทษผู้อื่น

ภิกษุกราบพ่อแม่ ขอยืนยันว่า กราบได้ แต่การกราบ กราบด้วยสติและการโยนิโสจิต ให้รู้ว่า นี่..เรากราบแม่อย่างปุถุชน หรือเราจะกราบคุณแห่งความเป็นแม่ อย่าง อริยชน

เรา…เป็นผู้เลือกและตัดสิน เรา…ลิขิตชีวิตและหนทางแห่งเรา เรา…จะชั่วดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขี้ปากใคร..!!

คนทำดี ใครๆ มันก็เห็นและตัดสินใจง่ายๆ ว่านี่..เป็นการทำดี จะมีก็แต่ไอ้พวกที่อับปรีย์ มองไม่เห็นความดีง่ายๆ ที่ใครๆ เขาเห็น เขาทำกัน…

โห..ยาวเยียดเลย งั้นวันนี้พอแค่นี้นะ สวัสดี..!!

พระธรรมเทศนา เรื่องพระกราบโยมแม่บาปไหม ณ วันที่ 22 พฤษภาคม  2557โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง