ธรรมนั้นอาศัยการรู้แจ้ง

ธรรมนั้นอาศัยการรู้แจ้ง

613
0
แบ่งปัน

****** ธรรมนั้นอาศัยการรู้แจ้ง *****

ขอสาธุคุณยามเช้าให้มีแต่ความสุขความเจริญ

อันว่าธรรมนั้น หากไม่ชัดแจ้งแทงใจ

เราก็จะบันลือสีหนาทไม่ได้ มันจะติดข้องเกรงนั่นเกรงนี

อันว่าธรรมนี้ ไม่ได้ขึ้นกับการตรึกตรองเอ

หรือคาดคิดเอา หรือสุ่มเดาเอา หรือคาดคะเนเอา

หรือเพราะความเห็น

หรืออะไรๆที่จดที่จำจากธรรมทั้งหลายมา

สิ่งเหล่านี้…เป็นเปลือกธรรม
เป็นเปลือกที่รักษาห่อหุ้มเนื้อเยื่ออันเป็นสัจธรรมกันเท่านั้น

เพียงแต่ธรรมทั้งหลาย มันย่อมอาศัยเปลือก นี่…เป็นธรรมดา

ปัญหาของผู้มาทางธรรมทั้งหลาย ก็คือ การยึดเปลือกติดเปลือกเป็นสรณะ

ธรรมที่เป็นพุทธะนี่ เกิดจากประสบการณ์ เกิดจากความเห็นแจ้ง

แล้วร้อยเรียงธรรมที่เห็นแจ้งนั้น ผ่านสื่อสมมุติออกมาเพื่อความเข้าใจ

ผู้ทรงธรรม ใช่ว่าจะใช้วิถีจดจำธรรม มาอธิบายจากฟังมา อ่านมา และคิดว่าเอา

ธรรมเช่นนี้เป็นสมมุติธรรม ที่จำได้ไม่นานมันก็ลืมเลือ

และที่สำคัญ มันจำกันไม่หวาดไม่ไหว

ผู้ทรงธรรม ท่านได้ธรรมมาจากผัสสะ ดุจประหนึ่งว่า

แม้แก่และลืมเลือนขนาดไหนย่อมรู้จักว่า นี่ผม นี่ขา นี่ตนเอง…ปานฉะนั้น

ผัสสะแล้วรู้และเข้าใจ ในเรื่องแห่งธรรมดาทั้งหลาย ดุจรู้จักเรือนกาย

ไม่ว่ากาลเวลาจะผันผ่านไปนานแค่ไหน

นี่เรียกว่า…ผู้เข้าถึงวิถีแห่งธรรม

ไม่ใช่ เป็นแค่ ผู้จดจำเขามา แล้วโอ้อวดว่า ตนนี้เป็น…ผู้ทรงภูมิธรรม… !!!

ผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อได้รับธรรมจากผู้รู้ จากการฟัง จากการอ่าน

ท่านก็มักจะเข้าไปเป็นเจ้าของธรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่สำคัญ…ท่านก็จะยึดในธรรมเหล่านั้น อย่างไม่ยอมถอดถอน

พุทธศาสนาชี้ให้เห็นว่า…มันเป็นของมันเช่นนี้

ไม่ได้ชี้ให้ท่านเข้าไปเป็นเจ้าของมัน…ที่มันเป็นของมันเช่นนี้

เราอาจไม่ชอบใจสิ่งนั้น ไม่ชอบใจสิ่งนี้

แต่เราไม่เคย ไม่ชอบใจ ความไม่ชอบใจที่เราไม่ชอบใจสิ่งนั้น สิ่งนี้ อย่างที่เราไม่ชอบใจเลย

นี่…เป็นความโต่งที่เราคาดไม่ถึง

หากเราไม่ชอบใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราก็ควรไม่ชอบใจเราที่ไม่ชอบใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้ว

มันจึงจะเกิดความสมดุล และวางความไม่ชอบใจลงได้

ปัญหาคนเรา มักเป็นมนุษย์ไฟฉาย

มันฉายแสงเห็นแต่ความผิดพลาดของผู้อื่น

แต่ไม่สามารถฉายเห็นด้ามของมัน ที่เป็นตัวการส่อง ไฟฉายเห็นความชอบใจ ไม่ชอบใจของคนอื่นไปทั่ว

นี่…ผู้ทรงธรรม ท่านไม่ได้เดินตามวิถีแนวนี

การเดินวิถีแนวนี้ เป็นธรรมดาของสภาวะจิตที่ยังโต่งหลาย

แม้เจ้าของจะรู้สึกว่า นี่มันดีหลายๆและถูกต้องแล้วก็ตาม

วันที่ 19 ตุลาคม 2558

>> ลูกศิษย์ : ธรรม ออกจากใจ ย่อมเป็นธรรมแท้ ไม่ผิดเพี้ยนหรือผิดพลาด…หากแต่ธรรม ออกมาจากสัญญา ความจำ ตามตำรา

ที่ต่างพากันตีความ ตัวอักษร มันก็ผิดเพี้ยน ผิดพลาดไปตามความคิดอันเป็นสัญญา ซึ่งเป็นการปรุงแต่ง อันก่อให้เกิดทิฏฐิมานะของนักปราชญ์ทั้งหลาย ครับท่านอาจารย์

<< พระอาจารย์ : กล่าวได้ชอบธรรม น้าหมู

ธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงชี้ ท่านชี้ให้เห็นและเข้าใจความเป็นธรรมดา สามัญแห่งธรรมชาติ ท่านไม่ได้ทรงชี้ ให้เป็น

แต่การชี้ มันมีกาลแยกย่อย ก็ขึ้นอยู่กับภูมิจิตและจริตปัญญาอีก แต่เราเหล่าผู้ตาม ดันไปปรุงแต่งพอกพูนให้มากความ ไห้มันยากๆ เข้าไว้

เพราะวิสัยมานะแห่งปุถุชน อะไรยากๆ หากรู้มากเข้าใจและช่ำชองเรื่องยากๆ เรียกยากๆ ทำยากๆ โลกเขาชม ว่าเป็นปราชญ์

แต่เปรตกับปราชญ์มันมักจะอยู่ในที่เดียวกัน ปราชญ์ท่านตื่นขึ้นมาพิจารณา แล้วว่าไปตามเหตุและปัจจัย

ส่วนเปรต หลับตาคลำและมั่นใจ ว่าต้องใช่แน่ๆ ปราชญ์จึงมักจะฟังเปรต แต่เปรต ไม่ฟังปราชญ์

เพราะเปรต ย่อมมองปราชญ์ว่าเป็นเปรต ส่วนเปรต ก็ย่อมมองตนเองว่า…ปราชญ์

โลกเป็นเช่นนี้ครับหน้าหมู จะมีผู้กล้าซักคนไหม ที่จะลุกขึ้นมายืนหยัด ปรารภธรรม อันเป็นธรรม โดยไม่สนใจเปรต

และปราชญ์ ท่านจะยอมรับไหม ว่าตนเองคือเปรตในสายตาปราชญ์

หากยอมรับ ยุคนี้ เราอาจได้ปราชญ์ ที่มาจากเปรตบันลือสีหนาทธรรมแห่งมุโตทัยให้ก้องฟ้าได้

เราจะรอเปรตในสายตาเหล่าปราชญ์ผู้เป็นเปรตไหม…!!

วันที่ 8 มีนาคม 2557