คุยกัน หาความรู้…. 1

คุยกัน หาความรู้…. 1

807
0
แบ่งปัน

มีบทความมากมายที่ไม่ได้นำออกมาแชร์ นอกจากที่โม้ๆ  อยู่ทุกวัน จะทยอยนำออกมาลงไว้อ่านเล่น..

>>  คอมเม้นจากเฟส : กราบนมัสการ..ธรรมดาของพระอาจารย์ในหัวข้อธรรมนี้และเป็นมุมมองของผมนั้นคือ….

เป็นธรรมดาที่ไม่ใช่ของผู้ประฏิบัติธรรมเพราะมิติธรรมยังไม่สามารถเข้าถึงความเป็นธรรมดาของธรรมชาติได้…

แต่จะเป็นธรรมดาที่ถูกปรุงแต่งสร้างขึ้นให้มันเป็นธรรมดา โดยมีเราเข้าไปกระทำและไม่สามารถเข้าใจความเป็นธรรมดาของธรรมชาติได้..

เพราะยังยึดว่าเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ยังมีอัตตาอยู่..ธรรมดาจึงยังเป็นอัตตาเพราะธรรมดาของธรรมชาติหรือสัจธรรมนั้นต้องข้ามมิติธรรมของผู้ปฏิบัตินั้นไป…….

เพราะผู้ปฏิบัตินั้นยังหลงในธรรมอยู่ยังมีเราอยู่ธรรมดานั้นจึงเป็นอัตตาที่เราสร้างให้มันธรรมดา…………….กราบนมัสการ

<<  พระอาจารย์ : คำพูดมันก็พูดไปเรื่อยแหละ สุเทพ

การปฏิบัติธรรมที่จะเข้าให้ถึงธรรม มันก็เริ่มที่อัตตากันทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครบ้าไปเป็นไปรู้จักอนัตตาหรอก

คำว่า “อนัตตา” มันอาศัยอัตตาเกิด ไม่มีอัตตา อนัตตาก็ไม่มี

ฉะนั้น เรื่องปฏิบัตินี้ เอาแค่ความคิดมาปฏิบัติไม่ได้ มันเป็นแค่ความรู้

มันไม่ใช่ความจริง เรื่องอัตตากับอนัตตา มันเป็นเรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องพ้นโลก

เราเรียนรู้เรื่องของโลก เพื่อให้เข้าใจ ยังไงมันก็มีเราอยู่แล้ว

พระอรหันต์ ท่านก็ยังมีเรา มีแต่พวกบ้าเท่านั้นแหละ ที่คิดว่าเรามันไม่มี

ไอ้วลีทั้งหลาย เขาเขียนเขาแสดงขึ้นมาให้คนพอเข้าใจ ในทิศทางหรอก ไม่ใช่ให้ไปเป็น

การเข้าใจมันก็มีเรานั่นแหละที่เข้าใจ เรื่องของจิตนี่ อย่าไปเก่งกับมันเลย มันแหลมคมด้วยอำนาจแห่งอวิชชาล้วนๆ

การปฏิบัติธรรม ถ้ายังยึดว่านี่คืออัตตา มันก็โต่งหลายแล้ว มันต้องเอาตัวตนเข้าไปเข้าใจว่ามัน ไม่มีตัวตนยังไง ใจมันเข้าใจ แต่จิตมันไม่เข้า มันก็เป็นแค่ความคิด เรียกว่ายึดจัด

พระอรหันต์ท่าน ก็เป็นคนธรรมดา เพียงแต่ท่านใช้วิธีระลึก สาวผลไปหาเหตุ สาวไปเรื่อยๆ จนสุดเหตุ จนเข้าใจว่าเหตุจริงๆ มันเป็นเช่นนี้เอง ตามกำลังภูมิ

ส่วนปุถุชน คิดเอา คิดไปเรื่อยเปื่อย เอาเหตุผลของตนที่เข้าใจเป็นหลัก และถอดถอนไม่ได้ซะด้วย

มันจึงมีแต่เหตุตน ที่จำที่รู้ ที่คิด ที่ปรุงมา มันไม่ใช่เป็นเหตุผล แห่งธรรมดา ที่สติแสวงหาสอดส่ง ระลึกลงไป

เรื่องอัตตากับอนัตตา เป็นเรื่องของโลก ที่มันมีลักษณะเช่นนั่น แม้ความคิดก็เป็นทั้งอัตตาและอนัตตาในตัวความคิด

ตัวตน หรือการกระทำ มันก็เป็นอัตตาและอนัตตา ในตัวมัน แต่การที่ได้เข้าไปรู้ได้ไปปฏิบัติ ย่อมสร้างความเข้าใจได้มากขึ้น

ที่สุด…เมื่อถึงเวลา มันก็วางของมันเอง จะมีอัตตาหรือไม่มีอัตตาก็ตาม

สำคัญ ได้เริ่มปฏิบัติหรือยัง หรือเป็นแค่ความคิด ว่าการปฏิบัติ ก็เป็นอัตตา

ชีวิตนี้ ก็ไม่ถึงห่าอะไรเลย เพราะมันมัวไปตันอยู่แค่ อัตตา จะทำอะไรก็อัตตา

ฮ่าๆๆ อัตตามันอัดอยู่เต็มหัว ยังมากลัวเรื่องอัตตาอีก เลยบรรลุธรรมกัน โดยคิดว่าฉันนี้ ไร้อัตตา…เทพเอ๊ยเทพ มาบวชอยู่กะข้ามา

>>  คอมเม้นจากเฟส : โห..กราบนมัสการ ถ้าผมไปบวชกับพระอาจารย์รับรองพระอาจารย์ตกงานแน่ครับ…..

สำหรับการสะท้อนธรรมหัวข้อนี้ผมก็สะท้อนตามเหตุ..แล้วก็สาวไปหาเหตุแล้วไปจบที่ผล..

แต่ในขณะที่กำลังสาวไปหาเหตุและผลผมก็วัดกำลังตามภูมิในแต่ละมิติธรรมของผู้ประฏิบัติ..ว่าจะเข้าใจในธรรมหัวข้อนี้ได้อย่างไร…

การที่ผมใช้คำพูดอาจจะไม่ตรงกับความรู้สึกของพระอาจารย์…เพราะไม่ว่าใครจะแสดงธรรมหัวข้อใด ถ้ามีการแสดงธรรม…..อัตตาก็เกิดทันที…

(มีสติรู้ว่าไม่ได้ยึดในอนัตตานะครับ เพียงแต่ต้องถอนออกมาอธิบายธรรม..อิๆ)..พระอาจารย์จะพูดอยู่เสมอว่าผมชอบคิดเอา…แต่ความคิดไม่สามารถเข้าใจธรรมได้…

แต่ต้องใช้กำลังของจิตที่แปรสภาพกำลังของฌาณหรือความสงบในสมาธิมาเป็นญาณปัญญาความละเอียดของจิตเพราะยิ่งมีกำลังของฌาณสูงก็จะสามารถข้ามมิติธรรมในการตีโจทย์ธรรมนั้นๆได้เร็วและถูกต้อง….

ผมจึงสามารถมองเห็นว่าผู้ปฏิบัติระดับภูมิใดที่จะสามารถเข้าใจธรรมในบทใดได้….(ผมต้องไล่กำลังภูมิ โดยเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติ

แล้วจะเห็นว่าตรงจุดไหนใช้กำลังจิตมากเพียงใด ถึงจะเข้าใจในธรรมนั้นๆ ครับ….ฮ่าๆๆๆ  เริ่มโม้+มั่ว…พอแล้วครับ..กราบนมัสการ

<<  พระอาจารย์ : ฮ่าๆ ที่สุเทพเข้าใจนั้น ถูกสุเทพ แต่คนอื่นเขาไม่ถูก มันก็มี

การพูดคุยนั้น การอธิบาย การกระทำใดๆ มันอัตตาทั้งนั้นแหละ หากเราเห็นว่าเป็นอัตตา

การตีโจทย์ธรรม มันอาศัยอัตตานี่แหละ เข้าไปเรียนรู้เพื่อตีโจทย์ ไม่ใช่เอาผลของผู้ตีโจทย์ มาเป็นเรารู้

เราอาจจะนั่งสมาธิ หรือเดินจงกรม ใคร่ครวญธรรม จนเห็นชัดในธรรมบางอย่าง นี่..เป็นธรรมดา

ท่านมหาที่นี่ อดหลับอดนอน เพียรพยายาม ที่สุดก็เห็นธรรมชัดขึ้นมาประจักษ์จิต โอ้…ท่านบรรลุธรรมแล้ว ประกาศธรรมออกไปใหญ่

ที่สุดก็ต้องมานั่งหงอย เมื่อเจอผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า ว่าอาการบรรลุนั้น มันแค่อาการหนึ่งของอวิชา

มันรู้ของมันอย่างนั้น พระอรหันต์ท่านก็รู้อย่างนั้น แต่ภูมิแห่งใจที่รู้อย่างนั้น มันต่างกัน ฟ้ากับดิน

เหมือนเราเดี๋ยวนี้ ที่รู้ธรรมทุกเรื่อง แต่ไม่ค่อยได้เรื่องในธรรมที่รู้ เพราะผลมันแสดงอยู่ ว่ายังไม่ถอยออกมาจากตัณหา

จะมาบอกว่าเราอยู่กับตัณหา โดยไม่ติดตัณหา ฮ่าๆๆๆ กินเกลือซักทัพพีว่าไม่เค็ม ยังจะน่าเชื่อมากกว่า

ธรรมเหล่านี้ มันเป็นธรรมแห่งความคิด ที่คิดว่าไปรู้ไปเห็น มันเหมือนน้ำผงซักฟอกที่กระเซ็นโดนเสื้อผ้า ที่หมักหมม จะมาบอกว่าสะอาดแล้ว ไม่ได้หรอก

คนบางคน มีความเข้าใจในธรรมดี แต่ติดตรงที่วางธรรมนั้นไม่ได้

ครั้งหนึ่งข้าเคยไปเจอผู้ทรงคุณ ท่านบอกว่า ที่ข้าติดไปไม่ได้ เพราะไม่ยอมวาง ไอ้เราก็เถียงแหลก ว่าเราวางแล้ว ทิ้งแล้ว ถึงได้มาอยู่ป่าอยู่ดง และพร้อมที่จะตาย

ท่านแค่หัวเราะ บอกว่า มันวางแต่ปากกับความคิด เอาภาวะ การวางครอบครัว การงาน ทุกสิ่งทุกอย่าง และชีวิต มากล่าวอ้างว่าวาง

ท่านกล่าวว่า นี่มันวางอย่างหลงๆ เอาตัวตนเข้าไปตัดสิน ว่าไม่เอาอะไรแล้ว ใจมันไม่เอาแค่ชาตินี้ตอนนี้ แต่จิตมันเอาของมัน มาเป็นอสงไขย

เอาน้ำจืดน้ำดีหยดเดียว ไปหยดในทะเล แล้วคิดเอาว่า ต่อไปน้ำทะเลจืดและกินได้แล้ว

ท่าน ถุย..ลงพื้น บอกว่าโง่หลาย วางแบบความคิดเช่นนี้ สงสัยตายฟรีอีก ชาตินี้ที่เกิดมา

ไอ้เราบอกว่า เราเอาจริงทิ้งจริงวางจริงทำจริง ตายเป็นตาย

ท่านก็แค่หัวเราะ ฮ่าๆๆๆ ในความโง่หลายและไร้ปัญญาของเรา

เรื่องจิตใช่ว่าจะมานึกเอา คิดเอา เข้าใจเอา ด้วยประโยคแห่งคำ

ความมืดดำมันกว้าง แม้เบื้องหน้าจะสว่าง เหตุเพราะใจมันยังบอด

ฮ่าๆๆๆ ลองทิ้งห่วงหลายๆ ชีวิตมาดูซิ โน่น..ปลายเกาะยังมีที่ว่าง

จะได้นั่งคิดนั่งค้างว่ากูเกิดมาทำไม และทำไม ยังต้องมาห่วงนั้นห่วงนี่ วางไม่ได้ซักที ทั้งๆ ที่…ปากบอกว่าวาง ฮ่าๆๆๆ

>>  คอมเม้นจากเฟส : กราบนมัสการครับ..พระอาจารย์ขยายธรรมได้แซบมากครับ……การที่คิดวางแบบนั้นมันก็ไม่ใช่จริงๆ ครับ เพราะเป็นแค่การเอากายไปไว้ที่สงบ….

วางแล้วไปอยู่คนเดียว วางแล้วพร้อมจะตายนั้นมันหลงทั้งนั้น เพราะเป็นอารมณ์ที่เราปรุง เพราะในปัจจุบันนั้นมันไม่ได้มีเหตุอะไรที่จะให้เราทำแบบนั้น

ใจ เมื่อมันวางแล้วอยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะเหตุในปัจจุบันมันเป็นตัวชี้ไว้แล้วว่าเราจะทำอะไร….. เพราะสถานะภาพก่อนที่จะเข้าใจธรรมนั้นมีผล…..

เพราะถ้าบวชอยู่แล้วเข้าใจธรรมก็ไม่มีเหตุอะไรให้ต้องสึก เพราะเหตุไม่มีเพราะทุกอย่างเป็นอารมร์ทั้งนั้น…แล้วถ้าเป็นฆรวาสเข้าใจธรรม..

ก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะให้ต้องไปบวชเพราะการบวชก็แค่เอากายไปเปลี่ยนสถานะภาพเท่านั้น เพราะใจนั้นรู้แล้วว่ากายไม่ใช่

เราจะเปลี่ยนสถานะภาพกายเพื่ออะไรเพราะเหตุจากอารมณ์ปรุงนั้นไม่มีครับ…เหมือนจะมัวๆ นะครับ.ฮ่าๆๆๆๆ พระอาจารย์ขยายธรรมที่ครับ……….

<< พระอาจารย์ : มั่วจริงๆ นั้นแหละ แต่ชอบใจ ที่มีคนพูดด้วย อาการที่เทพเข้าใจ มันก็ถูกอย่าง เทพๆ แหละ

หากคนที่มันเข้าถึงธรรมจริง มันเห็นอาการแห่งจิตจริง มันจะรู้ว่า จิตมันก็มีสภาพเหมือนน้ำใส ที่มันไหล

ไหลไปกระทบกับอะไร มันก็มันก็โดนย้อมด้วยสิ่งนั้น ท่านที่ทรงคุณ จึงใช้สติระวังจิตดวงนี้เป็นนักหนา

อยู่กับโลก ใจย่อมไหลไปกับโลก เพราะผัสสะมันมีอยู่

น้ำที่กลั่นจนเป็นน้ำใสแล้ว มันย่อมล้อมด้วยแก้วที่สะอาดรองรับ

ไม่ใช่กลั่นจนสะอาดแล้ว ยังเอาแก้วสกปรกไปรองรับน้ำ แถมอยู่ในที่ ที่ง่ายต่อการหมักหมมใหม่

เอาแค่ความรู้สึกไปคิดแทนจิต มันก็ได้แค่คิด ไม่รู้จักลักษณะจิต มันก็คิดไปได้

ไฟมันได้เชื้ออยู่เรื่อย มีหรือ มันจะดับ..

มีหลายท่านจบกิจ ยังมีลูกมีเมีย มีทรัพย์ และบริวาร

จบกิจบรรลุแล้ว กลับไปเลี้ยงดูลูก ล่อเมียที่บ้าน อิ่มหนำสำราญอย่างเคยไม่ดีกว่าหรือ

บางท่านยังต้องอดมื้อกินมื้อ ก็เพราะว่ากลัวใจ มันจะไหลตามกระแสใจอีก

ข้ามได้แล้ว ท่านจึงต้องรั้งไว้ ไม่ให้ใจ มันกลับไปไหลตามกระแส แห่งโลกที่ต้องผัสสะอีก

นี่เราบอกว่า บรรลุโดยไม่ต้องห้ามใจ อย่างนี้ บวชไป ขาดทุนชาวโลกเขาแย่

มีหำเหมือนกันแต่ดันไม่ได้ใช้ เกิดมาขาดทุนหลายๆเด้อ ฮ่าๆๆ

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง ธรรม…ดา

ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง