โม้กัน…ยามว่าง

โม้กัน…ยามว่าง

546
0
แบ่งปัน

…สวัสดีทุกท่าน นี่..พอจะว่างลงบ้าง ก็ขอขยายธรรมตามภูมิวิสัย อันธรรมนั้น เมื่อบังเกิดขึ้นกับใจ อะไรที่ไม่ใช่ธรรม มันจะมองเห็นชัด

โม้กัน...ยามว่างกำลังแห่งธรรมตรงนี้ ขอยืนยัน ว่ามันซ่อนอยู่ในใจเราทุกคน เพียงแต่ตน จะมีกำลังคุ้ยเขี่ยเข้าไปหามันเจอไหม ตำราทั้งหลายนั้น มันเป็นแค่เครื่องสอดส่องใจ สอดส่องเป็นไฟ พอให้ใจได้เห็นเป็นทาง เพื่อดำเนิน

ทีนี้ คนเราเมื่อ เอาตำรา มาเป็นตัวตน นำมาเป็นอาวุธใช้ฟาดฟันผู้อื่น เช่นนี้ มันเลวหลาย ข้อธรรมในตำรา ท่านมีไว้ ให้ฟาดฟันใจตนเอง ที่มันดื้อด้านหยิ่งผยอง คะนองตน ให้มันผ่อนความเชี่ยวแรงแห่งอารมณ์ตน ให้พอ ผ่อนๆ ลงได้บ้าง

ธรรมในตำรา ยิ่งเรียนรู้ มันยิ่งดี เพราะมันเป็น ปริยัติ เป็นแหล่งความรู้ เป็นบัญญัติธรรม เป็นคลัง เป็นเสบียง เพื่อมุ่งไปสู่การ ปฏิบัติ หากมีแต่ปริยัติ แล้วเอาปริยัติ มาฟาดฟัน มาเป็นกำแพง เพื่ออวดตน ว่าฉันเป็นชนดี เป็นชนชั้นผู้มีภูมิ มันเอาภูมิแห่ง ปริยัติ ที่ท่านรสจนา มาเป็นตัวตน อย่างนี้ เรียกว่า ขโมย..

ขโมย ความดี ของผู้ทรงคุณ มาเป็นของตน และตั้งตน เป็นศาสดา ตัดสินและเฟ้นหา ถูกผิดตามใจตน อันธรรมทั้งหลาย ที่ท่านรสจนามา ย่อมเป็นอาหารเลิศรสทั้งสิ้น

เราแดกอาหารเหล่านี้แล้ว พอมีเรี่ยวมีแรง แล้วทิ่มแทง ว่าสิ่งนี่เป็นของขุนนาง สิ่งนี้เป็นของยาจก อย่าไปแดกมัน นี่มันเลว นักตำรา ยิ่งเรียนมา ยิ่งรู้มาก มันก็ยิ่งสงสัยมาก นี่..เป็นธรรมดา

เรียนศีล รู้ศีล ก็สงสัยศีล เรียนสมาธิ รู้สมาธิ ก็สงสัยสมาธิ เรียนรู้ถึงปัญญา ก็สงสัยในปัญญา เรียนนิพพาน รู้นิพพาน มันก็สงสัยนิพพาน เรียนรู้พุทธวจนะ มันก็สงสัย พุทธวจนะ เรียนรู้ธรรม มันก็สงสัยธรรม

มนุษย์เรา มันจะจำแนก ภูมิวิสัยของมันออกมา ด้วยวาทะภูมิ ที่มันเล่าเรียน เรียกว่า ยิ่งเรียน มันก็ยิ่งโง่ ที่โง่..เพราะมันไปยึด โดยไม่ได้ไปปฏิบัติดู ปฏิบัติ ก็เอากิเลส ปฏิบัติ ซะอีก

ปฏิบัติเพื่อให้คนอื่นดู ว่านี่กู ปฏิบัติ เรียกว่า ปฏิบัติ เพื่อให้คนอื่นเห็น ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อให้ใจเห็น มันจึงโง่วนเวียนอยู่แค่ตำรา เอาตำรา มาอวด มาเชิดชู ไปลอกไปคัดธรรมเขามา แล้วบอกว่า เชื่อซิ นี่คือธรรม เป็นธรรม จากพระโอษฐ์ เป็นธรรมจากพระพุทธเจ้า นี่..ยึดเอาตำราเข้าแล้ว

หากเป็นผู้ทรงคุณทางธรรม เป็นพระอรหันต์ธรรม ท่านมองเห็นธรรม ที่อรรถาจารย์ได้แสดงมา ท่านจะรู้ว่า อันไหนธรรม อันไหนไม่ใช่ธรรม มันสามารถแสดงธรรม ตามกาลแห่งอรรถธรรม ที่เหล่าอรรถาจารย์ ได้แสดงไว้ อย่าง ไม่สงสัย และท่านจะเข้าใจ ว่านี้….ทั้งหลาย มันเป็นธรรม อย่างไร

แต่หากเป็นปุถุชน นำธรรมแห่งท่านทั้งหลาย มาแสดง มันจะเอาภูมิแห่งตนเข้าไปแสดง และเป็นเจ้าของ และตัดสินธรรม ว่านั่นไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ ที่ใช่ไม่ใช่ เพราะเอาภูมิแห่งตน เข้าไปตัดสินธรรมแห่งพระอริยเจ้า

คำว่า ตถาคตนี้ คือผู้รู้แจ้ง ผู้รู้แจ้ง ย่อมเป็นใครก็ได้ ที่ใจมันเข้าไปถึงภูมิ ผู้รู้แจ้งอย่าง หลวงตา หลวงพ่อ ท่านรู้แจ้ง และยืนยันธรรมได้ อย่างอาชาไนย เป็นผู้บรรลือ สีหนาท ว่าท่านทั้งหลาย กล่าวธรรมที่ประจักษ์ใจ ว่านี่..คือธรรม

ธรรมที่ท่านรู้แจ้ง เป็นธรรมตัวเดียวกัน เพราะเห็นเหมือนกัน เป็นสิ่งเดียวกัน ท่านจึงไม่จำเป็นต้องเชื่อใคร เพราะท่านหมดความสงสัยในธรรม ว่าธรรมทั้งหลาย มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง

นี่..ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา วลีนี้ คือผู้เห็นความเป็น ตถาตา ใจที่เข้าถึงธรรม ย่อมเป็นใจ แห่งความเป็นผู้ซึ่ง ถึงความเป็นนัย แห่งตถาคต

ธรรมทั้งหลายที่ท่านเข้าถึง มันจึงถึง สิ้นแห่งความสงสัย ที่สิ้นสงสัย เพราะท่านได้ปฏิบัติตามธรรม มันจึงเข้าถึงความเป็น ปฏิเวธ

ธรรมทั้งหลาย ที่ประกอบกัน เป็นองค์ ตถาตา ตามวลี ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา เป็นธรรม ที่ท่านได้ประกอบธรรม จาก ปริยัต ปฏิบัติ และปฏิเวธ นี่…ท่านจึงเข้าใจธรรม ตามที่ท่านได้เรียนรู้และจดจำมา

แต่ผู้ที่บ้าแต่ปริยัติ และเอาธรรมแห่งบัญญัติ มาเป็นธรรม และแผ่เผยธรรม ธรรมเหล่านั้น แม้จะเป็นวลีธรรม แห่งองค์พระสัมมา ก็เป็นธรรมแค่ว่า เป็นของเล่น เป็นของอวดดี ของเหล่าปุถุชนไป

ธรรมที่นำมาแสดง มาร้อยเรียง มาแยกแยะ หากผู้นำมาแสดง เป็นพระอริยเจ้า ที่ถึงพร้อม ด้วย ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ธรรมย่อมไม่ซ่านและกระจายธรรม ตามความคิดเห็นแห่งกิเลสตน

เพราะภูมิแห่งธรรมที่ตนมี จะขยายธรรม ตามเหตุ ตามผล ตามปัจจัย ให้ผู้รับพึงเข้าใจ และเข้าถึงธรรมแห่งความเป็นจริงได้

แต่นี่ เป็นธรรมที่ลอกเขามา ไม่ได้เกิดจากปฏิบัติ จนรู้เห็นตามธรรม และยืนยันได้ ตามที่ได้เรียนรู้ ข้อธรรมมา แต่กลับมากล่าวว่านั่นเป็นธรรม นี่ไม่ใช่ธรรม

เมื่อไม่เกิดภูมิแห่งธรรม ที่ถึงความเป็นธรรมดา มันก็เอาความเป็นตัวตน เข้าไปตัดสิน ว่านี่ใช่ นี่ไม่ใช่ โดยใช้ วิธีเหมารวม ขาดสติปัญญาแยกแยะ อะไรเป็นอะไร ตรงตามความเป็นจริง มันจึงเอาการตัดสิน ตามปัญญาที่จำมา รู้มา ว่านี่ใช่ นี่ไม่ใช่ ตามภูมิปัญญาแห่งปุถุชน

นี่…เป็นการแสดงตัวตน และจำแนกภูมิออกมาได้เลยว่า ผู้นำธรรมที่ลอกมา จำมา ไม่ได้ปฏิบัติมา เป็นแค่ปุถุชนธรรมดา ที่เข้ามาตัดสินธรรม อันเป็นของพระอริยเจ้า

เรายึดธรรม ตามภูมิธรรม ที่ไม่สามารถขยายธรรม ของปุถุชน ก็ย่อมเป็นได้แค่ ปุถุชน ปุถุชน นำธรรมแห่งพระอริยเจ้า มาขยาย ก็เป็นได้แค่ธรรมแห่งปุถุชน

เพราะเราเวียนวนธรรมทั้งหลาย ด้วยความเข้าใจด้วยตนเอง และคิดเอาเอง ไม่ได้เกิดจากธรรมอัน เจ้าของปฏิบัติ เข้าไปรู้เห็น มีใครไหม ที่รู้ธรรมตามตำรา แล้วสิ้นสงสัยในธรรม โดยไม่ได้นำตนเองเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติ แล้วบอกว่า ตนเองเข้าถึงธรรม

หากยืนยันด้วยเหตุและผล ประจักษ์ในธรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติ ท่านทั้งหลาย จะได้ท่องจำ ฟัง อ่าน และเรียนรู้อย่างเดียว

ผู้เข้าถึงธรรม ย่อมจำแนกแจกจ่ายธรรม โดยไม่ต้อง เอาวลีคำแห่งธรรมมาเป็นข้ออ้าง ว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้

ท่านแสดงธรรม เป็นวลี ที่ท่านเห็นธรรม ด้วยใจที่เป็นธรรม ไม่จำเป็นต้องนำธรรมอันเป็นสมมุติอักษร จากตำรา มาเชิดชูธรรม เพื่ออ้างธรรม ฟาดฟันผู้ใด

 

เราเรียนรู้ธรรม เพื่อใจที่เป็นธรรม ไม่ใช่ เรียนรู้ธรรม เพื่อสะสมธรรม ให้เป็นอัตตา มานะและ ทิฏฐิ ธรรมเมื่อเรียนรู้และจดจำธรรม มันต้องปฏิบัติ เพื่อยืนยันธรรม ที่จำและเรียนรู้มา ว่ามันใช่หรือไม่ใช่ เราจะยืนยันได้ ด้วยตัวเราเอง ว่าธรรมนั้นใช่ หรือไม่ใช่

ธรรมที่เราปฏิบัติ มันให้ผลและเกิดประจักษ์ใจ ได้เมื่อไหร่ เราจะรู้ได้ โดยไม่จำเป็นต้อง ไปประกาศใครออกไป ว่านี่ใช่ หรือไม่ใช่ เพราะธรรมทั้งหลาย มันมุ่งไป ในทิศทางเดียวกัน นั้นคือความเป็น ตถาตา

 

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ก็จะเกิดในใจตน เราจะจำนนต่อใจตน และพระคุณเจ้าทั้งหลาย ว่าธรรมทั้งหลาย ที่ท่านได้สั่งสอนมา นั่นเป็นธรรม อันตถาคตกล่าวไว้แท้

เรา…เข้าถึงตถาตาแล้วหรือยัง เราจึงไปตัดสินธรรมของพระอริยเจ้าว่า ไม่ใช่ธรรม อันเป็นคำกล่าวแห่ง ตถาตา ผู้ดำเนินมาตามทางแห่งตถาคตเจ้า

เรา… จะนอบน้อมใจ ต่อคำแห่งธรรม แห่งตถาตา ผู้เป็นตถาคต รู้แจ้งแทงธรรม เรา…ไม่ยึดคำแห่งธรรมตำรา เพราะคำอ้าง ว่านี่เป็นธรรม แห่งตถาตา เย็นนี้ ว่างๆ จากผู้คน จึงมาโม้ไปเรื่อยเปื่อย หวัดดียามเย็นจ้า ทุกๆ ท่าน

ธรรมนี้ จะเป็นกำลังชี้ ให้เพื่อนๆ น้องๆ หลุดพ้น ออกจากความงมมงาย ด้วยปัญญา ที่พวกเรา ต่างยืนยันได้ด้วยตัวเราเอง โดยไม่ต้องเชื่อธรรมที่ไม่ใช่ธรรมอีกต่อไป

เราเดินได้ ด้วยปัญญา ตามกำลังของเราเอง ข้าจะนำทางออกจากป่าให้ ป่านี้ ที่หลงอยู่ เราจะรู้ได้ ด้วยกำลังแห่งภูมิปัญญาตน โดยไม่จำเป็น ต้องเชื่อใคร แม้แต่ข้า เพราะเราจะเห็นว่า ธรรมทั้งหลาย ที่เห็นได้ มันจะยืนยันตัวของมันเองได้ ว่า มันเป็นของมัน เช่นนี้เอง..!!

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง พุทธวจน… ท่อน สาม ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง