ฝรั่งผู้บรรลุ

ฝรั่งผู้บรรลุ

364
0
แบ่งปัน

****** ” ฝรั่งผู้บรรลุ ” ******

<<< ลูกศิษย์ : ธรรมะเทศนาเมื่อคืนมันแสนบรรเจิดเลิศรสครับ ภาชนะผมขยับขยายออกไปอีก

กราบหลวงพี่ที่เปิดกะโหลกให้ครับ

<<< อยากฟังพี่แปงเล่าคร๊าบบ

<<< อยากฟังๆๆๆ

>>> เห็นไม๊…สัจธรรม พระอาจารย์ : เมื่อประกาศว่ามีตังค์ คนก็ขอฟังตังค์หน่อยเป็นธรรมดา

ฝรั่งที่มาอยู่นี่ เขาเรียนรู้ศาสตร์จากธิเบตมา จากดะไลลามะ เขาจะเรียนรู้ไปในทางพลังจิต

ทีนี้ เขาจะบ้าพลัง เขาจะทำเรื่องยิ่งใหญ่ของเขา ที่เขาเรียนรู้มา

แต่ในสายตาของพวกเรา มันดูเป็นเรื่องเด็กน้อย

นี่..เป็นเพราะเราย้อมและหล่อหลอมมาทางปัญญา

เขาว้าวุ่นกับสิ่งที่ผ่านมา เขาอยากไม่ให้มันเกิด

เขาตีโจทย์ตัณหาที่ผุดขึ้นมาจากใจไม่ได้เขาเชื่อว่า…

สมาธิที่เขาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อยู่ป่าคนเดียว ทานน้อย นอนน้อย

จะช่วยให้เขาผ่านเรื่องเหล่านี้ได้ คือความฟุ้งซ่านทางจิตที่มาทิ่มแทงเขา

เขาไม่รู้ว่า การทำสมาธิจิต ยิ่งเป็นสมาธิจากการฝึก มันย่อมเห็นชัดถึงภาวะใจ

แต่ไม่รู้จักภาวะใจที่มันเกิด ความสับสนวุ่นวายที่มันมี มันก็เลยเกิด เกิดแล้ว เขาก็เข้าไปเป็นเจ้าของ

นี่…ฝึกหนัก ฝึกมาก แต่ขาดผู้ชี้ที่มีปัญญา
ปัญญาที่ชาวธิเบตสอนเขาก็คือ..

ถ่ายทอดพลังความเครียดทั้งปวง ลงในก้อนหิน แหกปากใส่มัน ระบายใส่มัน

แล้วจับมัน เขวี้ยงทิ้งออกไปให้ไกลๆ เขวึ้ยงออกไปให้สุดแรง

ผลปรากฏว่า..

ตอนนี้หน้าข้าเกาะตื้นเขิน ด้วยก้อนหินที่มันระบายทุกข์แล้วเขวี้ยงทิ้ง

อีกหน่อย.. เราจะได้ภูเขาอีกลูกที่เกิดจากพวกมันมานั่งเขวี้ยงทุกข์ทิ้งกัน

นี่..เป็นแนวทางชี้การทิ้งทุกข์ ที่คิดเอา เป็นแค่ได้ระบายความอัดอั้น และปรุงขึ้นมาว่า

เราเอาความทุกข์ทั้งหลาย ใส่ลงไปในหิน และจับทุกข์ที่ใส่ลงไปในหิน
เขวี้ยงทิ้งไป

แต่.. เขาก็ยังสบสน หาทางออกไม่ได้ แม้จะเขวี้ยงทิ้งหินแห่งทุกข์ไปตั้งมากมาย

ในหัวเขามีแต่คำถาม ถามถึงตัณหาทึ่ผุดขึ้นมาในใจโดยไม่รู้จบ

ว่า..ทำไมๆๆๆๆๆ

ทำไมใจเขาถึงไม่อยู่กลางๆ

ทำไม..ใจเขาถึงเหวี่ยงไปซ้ายที ขวาที

นี่..ความอัปจน เพราะมาถึงหนทางตีบตันแห่งปัญญา ที่เกิดจากอำนาจของสมาธิที่เขาฝึกอย่างเคร่งเครียด

เขาอยากจะกลับออกไป เขาคิดถึงบ้าน คิดถึงความสบาย คิดถึงทุกอย่างที่เคยมีที่เคยเป็น

นี่เพราะครบสองอาทิตย์แล้ว ที่ได้ตั้งใจว่า จะบินมาปฏิบัติทางจิตที่นี่

เพราะความที่ครบสองอาทิตย์ตามสัจจะนี่แหละ ยิ่งทำให้เขาหาทางออกไม่ได้ ว่าทำไม ใจจึงมีแต่รวามฟุ้งซ่าน

ข้าจึงให้แปงถ่ายทอดอธิบาย ว่าธรรมทั้งหลาย มันเป็นอย่างงี้ๆๆๆๆๆ

แค่เรื่องก้อนหินน้อยๆ ในมือ ที่ข้าโยนไปให้เขาถือและถามว่า…

ก้อนหินเล็กๆ ในมือกับหินใหญ่ข้างกำแพง อะไรหนักกว่ากัน

เขาตอบว่าหินใหญ่ข้างกำแพง

เพราะเหตุนี้ ข้าจึงอธิบายภาวะที่เขาเป็น
และปัญหาที่เขาเกิด

ว่าเป็นเพราะยึดในสัญญาอดีต เขาวางอดีตไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาบอกว่า..

เขาว่างจากความเลวร้ายในอดีต เขาจับอดีตที่เลวร้าย ขังลงไปในหินและเขวี้ยงมันออกไปทุกวัน

เขาไม่รู้ว่า โลกทั้งใบ ครึ่งหนึ่ง มันเป็นหินที่เขาเขวี้ยงไปกองรวมขึ้นมา นี่..มึงเห็นไหม

เขาเขวี้ยงหินแห่งทุกข์ มานานนับชาติไม่ได้

นี่..เพราะเป็นธรรมดาวิสัยของมนุษย์ ที่อะไรไม่ชอบใจ มันก็จะผลักออก และทุกคน ต่างก็เป็นเช่นนั้น

เพียงแต่ วิธีการเขวี้ยงทิ้ง มันหลากวิธีในการประดิษฐ์กำจัดมันก็แค่นั้น

เมื่อให้แปงแปลเป็นภาษา อะดูลาปู๊ด เขาก็พอเข้าใจ

เข้าใจว่า ก้อนหินใหญ่ก้อนนั้น แท้จริง มันเป็นเพียงความทรงจำที่ไร้น้ำหนัก

มันเป็นอดีตของก้อนหินใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ ที่มันเห็นด้วยตาปรากฏขึ้นมาว่าใหญ่ ในปัจจุบันแห่งผัสสะ

แต่เขาไม่รู้ว่า มันเป็นปัจจุบันของอดีตที่เขายึดไว้

เขายึดว่าหินใหญ่ ก็ต้องหนักกว่าหินก้อนเล็กที่เขากำอยู่ในมือ

แปงอธิบายว่า หินใหญ่ที่เห็นนั้น นั่นมันเป็นเงาของอดีต

เราโดนเงาของอดีต บดบังความจริงของปัญญาที่จะให้มีที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน

แปงบอกเป็นภาษา อะดูลาปู๊ดๆ ว่า..

น้ำหนักแห่งหินก้อนใหญ่นั้น มันเป็นเรื่องของอดีตที่มึงยึด

และความที่มึงยึดเพราะความเป็นหินก้อนใหญ่

มันจึงมาบดบังความจริง ที่มึงถือหินก้อนเล็ก

ว่าเจ้าหินก้อนใหญ่ มันหนักกว่า

มันหนักกว่าด้วยความยึดในอดีต ที่มึงมองว่าใหญ่ และยึดในความเป็นหินก้อนใหญ่

โดยไม่เอาความจริงของหินก้อนเล็ก ที่มันมีน้ำหนัก สัมผัสได้ และหนักกว่าหินก้อนใหญ่ ที่มันเป็นสัญญา แค่อดีต

ว่ามึงเองนั้น สัมผัสดับความจริงอยู่ ว่าหินก้อนเล็ก มันมีน้ำหนัก ที่มึงรู้อยู่ ว่ามันหนัก

และมันหนักกว่าอากาศแห่งความทรงจำที่เป็นหินก้อนใหญ่ ที่มึงเห็นด้วยความยึด

และนี่คือ…ปัญหาของมึง มึงออกจากปัญหางี่เง่าที่ทับถมลงมาเป็นภูเขาลูกนี้ไม่ได้

มึงเข้าไปเป็นเจ้าของอดีตและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

มึงมันเป็นสัตว์ที่ไร้ภาวะปัจจุบันที่ตรงต่อความเป็นจริง

มึงคือตัว อู๋หว๊ะโค๊ะ ที่ไม่ปรากฏอยู่บนตำราแห่งชีวะภาพและฟิสิกส์ใดๆ

ท้องฟ้า ภูเขา แม่น้ำ สายลม แสงแดด ที่มึงชอบ

มีใครตัวไหนไปทำร้ายใจมึงบ้าง

มีแต่มึงขุดเอาแต่อดีตที่มึงคิดว่ามันเลวร้าย

มาทำลายแผ่นน้ำ สายลม และแสงแดดที่มันมี

พลอยทำให้กูต้องเครียดไปกับอดีต และอนาคตอันเลวร้ายของมึง

ที่แผ่เป็นไวรัส เข้ามาตามทางเส้นทางการรับรู้ของกู ไอ้เหี้ยย..!!

เขาถือหินก้อนเล็กในฝ่ามือ และหันไปมองหินก้อนใหญ่ที่กองข้างกำแพง

น้ำตาเอ่อ พอเป็นนางเอกที่เห็นโลกความจริงที่มันสวยงาม ตรงตามความเป็นจริง

เขาพึมพำเป็นภาษา สะคูติ๊ดกิมซัวว่า

หินก้อนเล็กในมือ….มันหนักกว่าหินก้อนใหญ่ข้างกำแพงจริงๆ

เขามองท้องฟ้า แม่น้ำ สายลม แสงแดด แล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าด้านๆของแปง

เขามองเห็นความจริงและอยากขอบคุณ หน้าเอ๋อๆ ด้านๆของแปง

ที่กำลังมองผลงานของเขาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชื่นชม

เขากระโดดจูบปากแปงด้วยความดูดดื่ม

ขอบใจ ที่เปิดโลกแห่งความจริงที่เขาโดนกักขังไว้อย่างช้านาน

หลังจากแปงอ้วกแตกด้วยรอยจูบ

ที่สุด…

เขาก็ขอปิดเกาะฉลอง เพื่อขออยู่ต่อ
ไม่ขอกลับไปเยอรมันตามที่เขาตั้งใจไว้

ขออยู่ต่อ เพื่อค้นหาสัจธรรมที่เป็นความจริง

ข้า..พยักหน้ายินดี บอกต่อแต่นี้ มึงจ่ายค่าข้าวที่มึงแดกฟรีให้กูด้วย

เขาพยักหน้า หัวเราะเฮฮา

บอกข้าว่า กูฟังที่มึงพูดไม่รู้เรื่องไอ้อาจารย์ของไอ้แปง..!!

หวัดดียามสาย..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง