ทุกข์มันเป็นอากาศที่มาจากความโง่แห่งเจ้าของ

ทุกข์มันเป็นอากาศที่มาจากความโง่แห่งเจ้าของ

335
0
แบ่งปัน

***** ทุกข์มันเป็นอากาศที่มาจากความโง่แห่งเจ้าของ ****

หวัดดี.. ที่นี่ลมเย็น..

>> ลูกศิษย์ : ลงเครื่องพอดี อิอิ

<< พระอาจารย์ : ป้าจอมเดินทาง

>> ลูกศิษย์ : สองสามวันนี้มีอะไรๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังรับได้ค่ะ

<< พระอาจารย์ : ความไม่ได้ดั่งใจ ย่อมมีเป็นธรรมดา

>> ลูกศิษย์ : ใช่ค่ะ โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัว โชคดีที่มีหลวงตาเป็นที่ตั้งแห่งใจ ระลอกคลื่นที่คิดว่าใหญ่ก็เลยกลายเป็นเล็กไปค่ะ กราบๆๆ

<< พระอาจารย์ : รอยยิ้มกลบรอยเจ็บปวดนี่ ต้องฝืนทน

เรายิ้มต่อผู้คน แต่ใช่ว่าผู้คนจะรู้ว่า รอยยิ้มนั้นมันอาจซ่อนความปวดร้าวไว้ภายใน

ทุกคน..ย่อมมีความหวัง พึงเก็บความหวังนั้นเอาไว้ในกำมือเรา

บางครั้ง เราอาจโยนความหวังให้จมหายไปทางด้านหลัง แล้วไล่ไขว่คว้า กับสิ่งที่จมหาย ด้วยความทุรนทุรายอันแสนเจ็บปวด

บางครั้ง เราอาจโยนความหวังให้มันหายไปกับกาลข้างหน้า

แล้วพยายามไล่ไขว่คว้า ดุจหมางับเนื้อ กับสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง ด้วยความทุรนทุรายอันแสนเจ็บปวด

ทั้งด้านหน้าที่ยังไขว่คว้าไม่ถึง

และด้านหลัง ที่จมหายไปในอากาศที่หายไปแล้ว

สำหรับคนโง่..ย่อมทะยานอยากไขว่คว้า กับสิ่งที่จมหาย และสิ่งที่ยังมาไม่ถึงอยู่เสมอ

ความหวังที่แสนสุข อย่าโยนให้มันจมหายและอย่าโยนออกไปเพื่อไล่หาพยายามไขว่คว้า

เรา…ถือมันไว้กับตัวเรา

เรา…เป็นเราที่มีความหวังกับปัจจุบันที่มันมีและมันเป็น ตามเหตุแห่งปัจจัย

เรามักร้องไห้กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และ สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านไปแล้วเสมอ

ทำไมเราไม่มองว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่ยังมาไม่ถึง และผ่านไปแล้ว มันเป็นแค่เพียง อากาศ

วันนี้…

หากกายนี้แตกสลาย สิ่งที่หนักใจในเรื่องที่ยังมาไม่ถึงยังไม่เกิด

มันย่อมเป็นแค่อากาศที่ว่างเปล่า

เราจะเสียใจอะไรกับอากาศที่มันว่างเปล่า เราควรจะรู้จักกับความว่างเปล่าที่เป็นอากาศนั้นว่า จริงๆ แล้ว มันไม่มี มันไม่มีอะไรเลย

ที่มีเป็นแค่เราเข้าไปยึดและปรุงแต่งให้มันมี ทั้งๆ ที่มันยังไม่มี และที่มี มันก็จบของมันไปแล้ว

ตรองดูซิ ขณะที่เราทุกข์ เราทุกข์จากอะไร เราทุกข์จากสิ่งที่ยังไม่เกิด และทุกข์จากสิ่งที่ดับจมหายไปแล้วใช่ไหม

เราพึงมีสติตรองรู้ให้ได้ตามความเป็นจริง เมื่อรู้ชัดกับความเป็นจริง เราจะเป็นผู้ที่สว่างขึ้นมา เห็นช่องทางในความมืดมิดที่เราไม่เคยมองเห็นได้เลยว่า

มันยังมีที่ว่าง พอดีๆ ให้ใจอันบอบบางขี้แยของเรา ได้เข้าไปยืนอย่างปลอดภัยอยู่เสมอ

ธรรมชาติย่อมมีการเกิดขึ้นธรรมดา และดับของมันเป็นธรรมดา

แต่ธรรมชาติที่เกิดนั้น เกิดจากเรา ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเกิด เรามองเห็นไหม..!!!

เราเห็นต้นไม้นั่นไหม ต้นไม้มันมีของมัน หรือ มันมีเพราะเรามี

หากมันมีของมัน ถ้าตาเราไม่มี ต้นไม้นั้นก็ย่อมไม่มีกับเราใช่ไหม

เช่นนี้ จะเห็นได้ชัดว่า สรรพสิ่งที่มี มันมีเพราะเรามีช่องต่อให้มันมี ช่องต่อนี้เราเรียกว่า อายตนะ

สรรพสิ่งนี้มี เพราะอายตนะมี

อายตนะไม่มี สรรพสิ่งก็ย่อมไม่มี

อายตนะนี้ เหตุของมันก็คือ ตัวอวิชชา

อวิชชาเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด อายตนะ

หาก อวิชชาไม่มี จิตก็ไม่มี

จิตไม่มี วิญญาณก็ไม่มี

วิญญาณไม่มี นามรูปก็ไม่มี

นามรูปไม่มี อายตนะก็ไม่มี

นี่ มันคล้องจองเป็นเหตุปัจจัยมากันเช่นนี้ บุรุษผู้มีปัญญารู้ชัดอย่างนี้

ย่อมเลือกได้ที่จะ อยู่ตรงช่องว่างอะไรในกาลไหน ได้อย่างปลอดภัยตามเหตุปัจจัย

ความเป็นไปแห่งธรรมชาติ ที่เกิดเป็นธรรมดา ย่อมไม่สามารถกระชากให้เจ้าของจมหายไปกับเส้นทางแห่งคลื่นกระแส ที่เป็นสมมุตินั่น

เจ้าของที่พอรู้จักธรรมชาติแห่งกระแส ย่อมมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ อย่างไม่ทุกข์ที่กระแสมันถาโถม โหมเข้ามาหา

ผู้ที่ไม่ทุกข์เนื่องด้วยกระแสที่มันถาโถม เป็นเพราะเจ้าของ รู้ว่า อนาคต ยังมาไม่ถึง มันเป็นแค่เพียงอากาศ

อดีตจบไปแล้ว มันจมหายไปแล้วมันเป็นแค่เพียงอากาศ ผู้รู้จักทั้งสองฟาก ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ย่อมเป็นผู้ที่เลือก ที่จะยืนอยู่ตรงช่องว่าง ที่ใจเจ้าของซุกตัวอยู่อย่างปลอดภัยได้

นี่..เรียกว่า เป็นผู้อยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ คือปัญญาอันประเสริฐ์ของผู้รู้จักกฏแห่งธรรมดาที่มันเป็นธรรมชาติ

เรา..อยู่กับปัจจุบันกันรึเปล่า..??

ปัญหาทั้งหลายสำหรับผู้อยู่กับปัจจุบัน มันย่อมไม่มี ที่มี…เป็นเพราะปัจจุบันไม่มีต่อผู้ที่เป็นเจ้าของอ่อนหล้าทางปัญญา…!!!!

คืนนี้ก็ขอโอเคกันแค่นี้

วันที่ 14 ธันวาคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง