วิธีเดินทางไปนรกขุมแรก

วิธีเดินทางไปนรกขุมแรก

347
0
แบ่งปัน

****** วิธีเดินทางไปนรกขุมแรก ******

มีคนถามทางไปนรกขุมแรก เรามาว่ากันหน่อยละกัน เผื่อใครจะอยากร่วมทริปทัวร์นี้ไปด้วย

นรกขุมแรกนี่ การไปไม่ยากนัก เดี๋ยวข้าจะอธิบายแยกย่อยให้ฟัง..

มนุษย์ที่ใจคอมองเห็นการเบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่น เป็นเรื่องปกติ

การทำลายกันด้วยความชอบ ความไม่ชอบ หรือเพื่อ
เลี้ยงชีพตนโดยการทำลายชีวิตผู้อื่น

การฆ่าสัตว์อยู่เนืองนิจ ฆ่าทุกวัน ฆ่าทุกเช้าอย่างเช่น
พวกแม่ค้า พ่อค้าที่เบียดเบียนเกี่ยวกับชีวิต

การทุบหัวปลา การเชือดคอไก่ เป็ด ห่าน หมู หมา
หรือสัตว์ใดๆก็แล้วแต่

หากเป็นการทำลายรูปผู้อื่น เพื่อความผาสุก เพื่อความเพลิน เพื่อความเห็นแก่ตัว จนเห็นเป็นเรื่องปกติ ไม่สะทกสะท้านต่อการทำลายชีวิตผู้อื่น อย่างนี่….มีแววลงไปจัดฉลองปาร์ตี้ที่ขุมแรกนี้

การฆ่าหอย ฆ่าปู ฆ่ามด ฆ่าแมลง เกี่ยวเนื่องกับการฆ่า เป็นจำนวนมากๆ ฆ่าด้วยความเครียดแค้น ชิงชัง ฆ่าด้วยความหวงแหน ฆ่าเพราะไม่อยากให้มี ด้วยเจตนามุ่งหมายในการฆ่า มีแววลงนรกขุมแรกนี้

การทำแท้ง เอาเด็กออก ผู้ที่ทำให้ ผู้ที่สนับสนุน ทั้งผู้ที่เป็นพ่อ เป็นแม่ และเจ้าตัวเอง หมอ เพื่อน ผู้ชักชวน ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ต่างมีแววรุ่งโรจน์ชัชวาล ลงขุมเดียว คือ ขุมแรกนี้เหมือนกันหมด

ผู้สั่งฆ่า ผู้ยินดีในการสั่งฆ่า ผู้เห็นด้วยกับการฆ่า
เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง เพื่อพวกพ้อง ขุมนี้อ้าแขนรอรับ

การเบียดเบียนทรัพย์สิน คนรัก วัตถุ สิ่งของ บุคคล ทำให้อีกฝ่ายต้องทุกข์ระทมขมขื่น และเขาเป็นคนมีศีลด้วย ต่างก็ลงนรกขุมนี้เหมือนกัน

การฉ้อโกงประเทศ ทำให้ประเทศเสียหาย ฉ้อโกง
บริษัท ทำให้บริษัทเสียหาย ผู้คนต่างพากันวอดวาย
ก็ต้องลงขุมแรกนี้เหมือนกัน

แต่หากเบียดเบียน ฉ้อโกง ประเทศยังอยู่ได้ บริษัทยัง
อยู่ได้ องค์กรยังอยู่ได้ แม้แต่ในครอบครัวพี่น้องยังอยู่
กันได้ พวกนี้ไปลงขุมสองโน้น พวกนี้แยบคายตาย
ไปก็ขุมนู้…ขุมสอง

การทะเลาะตบตีกัน เบียดเบียนผัว เบียดเบียนเมีย เบียดเบียนพ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ และผู้คนทั้งหลาย จนเป็นเรื่องปกติก็ไปแช่ตัวอยู่ในขุมแรกนี้เหมือนกัน

นรกขุมนี้ รองรับผู้ผิดศีลข้อแรกด้วยเจตนาใจที่มุ่งหมาย ทำร้าย อาฆาต พยาบาท เพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้องจนเป็นปกตินิสัย

หากวิบากมาให้ผลตอนสิ้นใจ วิญญาณท่านพุ่งมาที่ขุมนี้เป็นที่พัก

และจะพักอยู่ที่ขุมนี้จนหมดอายุขัยจึงจะไปโดนตัดสินตามวิบากกรรมที่ยมโลกอีกครั้ง

เมื่อได้รับการตัดสิน หากวิบากนั้นรุนแรงอยู่ นึกถึง
บาปบุญที่เคยทำไม่ได้ก็ต้องพุ่งกลับลงไปที่ สัญชีวะ
มหานรก อีกครั้ง

และจะอยู่ที่นั่น จนหมดอายุขัยของวิบากกรรม คือ 500 ปีนรก

เมื่อเสวยกรรมจนหมด หากยังมีเศษกรรมก็ต้องมา
เสวยต่อที่ขุมบริวารซึ่งอยู่ทางออกในแต่ละทิศ มีทิศละ 4 ขุม

นรกขุมบริวารนี้ เรียกว่า อุสสทนรก

และในแต่ละขุมแห่งอุสสทนรกก็ยังมีบริวารอีก
ทิศละ 4 ขุม เรียกว่า ยมโลกนรก เป็นทางออกไปสู่
การเกิดเป็นเปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์ต่อไป

ฉะนั้น หากเราพลาดลงนรกไปแล้ว มันกลับขึ้นมายาก มันใช้เวลาสร้างสมการลบล้างวิบากยาวนานเหลือเกิน

เกิดเป็นมนุษย์แล้วอย่าได้พลาดเชียว ขอบอก..

มันกลับขึ้นมายาก เพราะนี่เป็นความผิดพลาดของ
โปรแกรมจิตที่เกิดจากอำนาจ…อวิชา

เมื่อมันดำเนินไปแล้ว จากการเห็นผิด โปรแกรมจิตจะใช้
โปรแกรมแห่งนรกเป็นเครื่องล้างฟอกใหม่

เมื่อได้รับการฟอกแล้ว มันจึงเริ่มสะสมวิวัฒนาการ
ของมันใหม่เพื่อให้ถูก คือ แก้อวิชาได้

หากเริ่มใหม่ วางโปรแกรมผิดอีก มันก็มาล้างมาฟอก
ใหม่อีก มันลงซ้ำลงซากไม่มีที่สิ้นสุด

ที่สุดแล้ว เมื่อมนุษย์มีปัญญารู้เห็นความเป็นจริงตาม
รหัสถูกว่าอะไรเป็นอะไรได้บ้าง

รู้ว่าความจริงแล้วมันเป็นอย่างนี้ แบบนี้
เห็นความเป็นจริงตามธรรมดาที่มันเป็น เรียกว่า การมีดวงตาเห็นธรรม

เมื่อเห็นความจริงและเห็นตรง มันก็เริ่มถอดถอน
อุปาทานลงได้ คือ งมงายน้อยลง

คนที่งมงายน้อยลง คลายความยึดมั่นถือมั่นใน สิ่งศักดิ์สิทธิ์เอย ผีเอย เรื่องเหลวไหลเอย ข้อวัตรที่หาเหตุหาผลไม่ได้เอย ร่างทรงเอย ภูเขา จอมปลวก เจดีย์ ต้นไม้ แม้แต่รูปเคารพต่างๆ ใจมันคลายความยึดมั่นลง

มันจะเห็นจริงถึงความไร้สาระของสิ่งเหล่านี้ ว่าเป็น
เรื่องของคนโง่…โง่เพราะความไม่รู้เป็นเหตุ

แต่เมื่ออยู่กับสังคม ท่านก็ทำไปเช่นนั้น เพื่อความ
ผาสุกแห่งการครองกาย กับหมู่เหล่า แต่ใจภายในนั้น
มันถอดถอน

นี่….เขาเรียกว่าเป็นผู้มีศีล มันมีศีลเพราะเป็นใจที่มัน
เป็นปกติของผู้รู้เห็นในความเป็นจริง

เป็นผู้ที่เข้าถึง สีลพัตตปรามาต คือ เป็นผู้ที่ไม่หลง
งมงายอีกต่อไป อย่างที่ปุถุชนเขางมงายกัน

เขาเป็นคนสิ้นสงสัยในบางอย่างที่คนเรามันยึดๆกัน

และที่สำคัญ มันเห็นชัดว่า การตายเป็นธรรมดา เราไม่พ้นจากความตาย การพรากจาก การแก่ การเจ็บไปได้

ใจมันยอมรับได้มากขึ้น และใจมันมีที่ยึดเกาะ คือ สติ.. เกิดความละอายต่อบาปขึ้นมาในใจ

เราไม่ชอบอะไร ใครเขาก็ไม่ชอบเช่นกัน สติมันสอดส่องอยู่เช่นนี้

นี่..เป็นมนุษย์ที่เรียกว่า ชาวบ้านชั้นดี บาลีท่านเรียกว่า พระโสดาบัน..!!

พระโสดาบันยังมีเมียได้ ยังโกรธ ยังโลภ ยังหลง แต่ทุเลาเบาบางจางคลายกว่า ชาวบ้านทั่วไป

นี่..อย่างลุงดอน อย่างบั๊กแสง อย่างกามน อย่างใครๆที่
ศึกษาตามดูธรรม มีธรรมประจำใจ มีความละอายต่อบาปสูง

ท่านเหล่านี้ หากประคองสติไปจนกายแตกโดยไม่ตก
อยู่ในกระแสที่ชั่ว

ขอรับรองว่า เป็นพระโสดาบันทุกคน เป็นตอนกายแยก
แตกไปอย่างมีสติ

แต่หากปัญญามันมีหนาแน่น และเห็นความจริงชัด ท่านเหล่านี้ก็ประจักษ์มีดวงตาเห็นธรรมก่อน

เขาก็จะต้องประคองอารมณ์นั้น ปักไว้กลางใจ
เหมือนกัน กายแตกวันไหน จิตก้าวเข้าสู่อนาคามี เป็นผู้ที่ไม่ต้องกลับมาเกิด

พุทธศาสนาใช้อารมณ์ใจเป็นสำคัญไม่ใช่ใช้จริยาท่าทาง

พระแท้มีเมียได้ ท่านลุงดอน พระปลอมสมมุติอย่างผม
มีเมื่อไหร่ ปาราชิคน่ะ

พระแท้ คือ พระโสดาบัน นางวิสาขา เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ไม่เห็นว่าจะต้องไปเรียนรู้ธรรม นั่งกรรมฐานอะไรเลย พอโตขึ้นอายุ 16 ปี ก็มีผัว มีลูก
มีหลาน รวมกันแล้ว 80 คน

ไม่เห็นว่าพระโสดาบันจะไปปาราชิคตรงไหน พวกนักตำรา ท่านบ้าปรุงแต่งธรรมมากไป เราก็เลยเข้าใจกันว่ายาก

ทั้งหมดอยู่ที่ใจ ไม่ใช่จริยา พระโสดาบันทำไมจะชอบ
สาวๆไม่ได้ มันไม่ได้ไปผิดลูกเมียใครนี่ ใช่ใหมลุงดอน..

ฉะนั้น ขอขวางโลกการเข้าสู่โคตรภูญาณที่มากเรื่องของนักตำรา

หากไปพิจารณาตามคำภีร์ ก็ไม่เห็นว่า แต่ละท่านที่
บรรลุ ไม่เห็นว่าต้องมีญาณนั่นญาณนี่ซักหน่อย ท่านก็บรรลุกันได้

ผิดผัวเขาเพราะเจตนา คือ รู้อยู่แล้วว่าเขามีเมีย นี่ลงนรกขุมที่สาม ขุมนี้ต้องรอก่อน ลูกสาว

ส่วนเรื่องความเลวทั้งหลายที่เราทำมาแล้ว เช่น การฆ่าก็ดี ทำเลวต่างๆก็ดี ชั่วช้าเลวทรามแค่ไหนก็ดี

นั่นเพราะเราไม่รู้โทษ ไม่มีใครมาชี้บอก ใครๆทั้งโลก
เขาก็ทำกันตามอำเภอใจอย่างนี้ นี่..เพราะเราไม่รู้

แต่เมื่อรู้แล้ว เราปลงตัวเอง พิจารณาทวนกลับในสิ่งที่
เราทำไป

<<ประการแรก…ขอโทษทางใจก่อน เพราะใช้กำลังใจ
ได้ง่าย แผ่เมตตาจิตขอโทษก่อน

<<สอง…ทำบุญกุศล และตั้งปฏิธานว่า ต่อไปขึ้นชื่อว่า
ชั่ว กูจะไม่ทำ เท่าที่สติจะพึงระลึกได้

<<สาม….มาพิจารณา มองความจริงให้เห็นว่า
…เราไม่ชอบอะไรอย่างไรที่เขาทำกับเรา เขาทั้งหลาย
ก็ไม่ชอบ เหมือนเช่นเราที่ไม่ชอบ ไม่พึงปรารถนาเหมือนกัน

<<หมั่นทำบุญแผ่กุศล ตื่นมาตอนเช้า ลุกขึ้นมานั่งสงบๆ ซักพัก..

หากมีเรื่องอะไรค้างในใจ มันจะก่อเหตุขึ้นมาให้เรารู้ เหตุนั้นเป็นหนทางไป แห่งการดำเนินของวิบาก ให้เราแก้เสีย ซึ่งก็ต้องอธิบายกันอีก

<<นึกถึงบุญที่สร้างที่ทำอยู่เนืองๆ และประกาศต่อ
ฟ้าดินเลยว่า ขึ้นชื่อว่าชั่ว หากทำแล้วมันรู้สึกได้ว่านี่ คือ ชั่ว เราจะเบรก ลด ละ เลิก อาการนั่นอย่างเต็มกำลัง คือ พยายามหาทางเลี่ยงไม่ไปทำมัน

สร้างกำลังใจเช่นนี้ และอยู่อย่างธรรมดาพอใจเท่าที่มี ตายวันใด ไม่ลงนรก แม้เคยทำชั่วมาแค่ไหนก็ตาม เรารักษาใจได้รึเปล่า หากทำได้ หนีนรกได้แน่

<<<อีกวิธีก็ คือ ฝึกจิตและดิ่งตรงไปในนรกเลย ไปดูเลย ไปเห็นเลย แล้วเอาสิ่งที่เห็นมาเตือนใจ

เพราะเราเห็นของเราประจักษ์ใจ ใครจะว่ามี ไม่มี
ไม่ต้องสน หาทางประคองใจไม่ให้ลงไปอย่างที่เห็น
ก็พอ…ทำได้ไหม

และที่สำคัญ เราจะลงนรกหรือไม่ลงนรก ไม่ได้ขึ้นอยู่
กับคำพูด หรือความถูกใจไม่ถูกใจของใคร

เราหมั่นรักษาใจเรา และเราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตเรา เรา…เป็นผู้เลือกทางเดินด้วยตัวของเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขี้ปากใคร

วันนี้ คงพอใจกันนะจ๊ะ ที่ได้อธิบายแยกย่อยสดๆ ตามคุณขอมา คึคึคึ บ้าๆและง่ายๆกันเองเข้าไว้ คึคึ นรกเขาไม่ค่อยยอมรับคนบ้า…!!

<<โดด….เขาตีงูตาย เขาไม่สบายใจ การไม่สบายใจนั้น เป็นการละอายชั่วกลัวบาปอยู่แล้ว

เราทำไปแล้ว เพราะความไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
เป็นเหตุ อาการจิตเช่นนี้ไม่ลงนรกด้วยเหตุตีงูหรอก

ใจมันละอายในผลบาปอยู่ การฆ่าด้วยความกลัวเช่นนี้ และละอายบาปเช่นนี้ ไม่ลงไปในขุมนรก

แต่ผลวิบากของมัน หากอกุศลแทรกให้ผลก็ไปเกิดเป็น อสูรกาย..!!

<<การฆ่ายุงหนึ่งตัว ใช่ว่าจะต้องตกนรกขุมนี้กี่ปี ยุงมันตัวเล็กเกินกว่าที่คนจะไปใส่ใจ

ความรู้สึกมันน้อยที่จะไปเกาะ เจตนาไม่ได้รุนแรงอะไร เหมือนราดน้ำร้อนลงพื้น ตัวเชื้อโรคตายเป็นเบือ ก็ไม่มีขุมไหนจะมาให้อยู่

นรกพวกนี้ เกิดจากเจตนาที่รุนแรงทางด้านชอบ หรือไม่ชอบเป็นเสบียงไป

หากเจตนานั้นค้างอยู่ในจิตจนเป็นนิสัยหรือสันดาน ในทางทำลาย อย่างนี้โอกาสไปขุมใดขุมหนึ่งก็สูง

ขุมแรกยังมีใครถามทางไปอีกไม๊.
.. ฮ่าฮ่า มันต้องรู้จักนรกก่อนจะได้ไม่ต้องหลงไป

>>>วิบากผลมันทำให้เรามารู้ธรรมเหล่านี้ จริงหรือ
ไม่จริง หากทำให้เรารู้สึกถึงผลบาปได้ ถือเป็นกุศล

ส่วนท่านที่ไม่เคยได้รู้ได้ฟัง นั่นผลแห่งกุศลทางธรรม
ยังไม่มาให้ผล ความกลัวชั่วละอายบาปก็ยังไม่มี

<<<…บางเรื่อง สำหรับคนหยาบ มันมักมองข้าม
ในสิ่งที่มองไม่เห็น ดูเป็นเรื่องหมกเท็จตอแหลเช่นนี้
แหละ…นธี

ท่านถึงกล่าวไว้ว่า ธรรมแห่งมุตโตทัย อันเป็นธรรม
แห่งความเป็นไปเพื่อการดับ

มันหาได้มีประโยชน์ต่อจิตใจชนที่เป็นปุถุชนไม่ มันเป็นแค่ของคุยเล่น ของเล่นและไม่มีความจริงและความเป็นไปได้อยู่ในใจเขาเลย

แต่ธรรมบทเดียวกัน กลับเป็นของเลิศ
เป็นของประเสริฐศรีแก่ท่านผู้มีใจเป็นอริยชน เราพอจะมองเห็นไหม..

ธรรมทั้งหลายที่แสดงไป วันหนึ่งข้างหน้าลูกหลาน
ผู้มีปัญญาจะพึงได้เห็นธรรมที่ย่อยแล้ว ขยายแล้ว
ตามภูมิ เราทิ้งไว้เป็นมรดกของแผ่นดิน..เราภูมิใจ

วันที่ 23 ธันวาคม 2556