กายสลายอย่าได้กลายเป็นผีมาขอส่วนบุญ

กายสลายอย่าได้กลายเป็นผีมาขอส่วนบุญ

395
0
แบ่งปัน

****** “กายสลายอย่าได้กลายเป็นผีมาขอส่วนบุญ” ******

หวัดดี…

ข้าจะเล่าเรื่องกระแสจิตที่เหล่าพลังงานสาธุโมทนาให้ฟัง

วันนี้นี่ จะว่าไปก็นับเป็นวันเกิดของข้าวันหนึ่ง

ข้านี่ เกิดวันพุธที่ 14 กรกฎาคม เป็นวันเข้าพรรษาพอดี
เกิดตอนตีห้า พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

แต่ทางบ้านข้า เขาถือว่า ยังเป็นวันอังคาร 15 ค่ำ เป็นวันอาสาฬหบูชา

ข้านี่ จะถือวันระหว่าง อาสาฬหบูชากับวันเข้าพรรษา เป็นวันเกิด

ทีนี่ สองวันนี้นี่ เหล่าพลังงาน เขามักมาสาธุคุณกะข้า

เรื่องพวกนี้ เล่าไปคนมันก็เกลียดข้าอีกจะหาว่าโอ่ตัว ว่าเหล่าผีมาโมทนาบุญ

สมัยก่อน ข้าอยู่คนเดียว ข้ามักจะขึ้นไปเดินจงกรมบนเขาเสมอ

ตรงทางจงกรมที่เราเห็นกันนั่นแหละ ด้านหน้าองค์พระ

บางคนไม่รู้ คิดว่าตรงนั้นเป็นทางเดินทั่วไป ข้าเห็นไปนั่งไปนอนไปเล่นกันอยู่บนทางนั้น

เมื่อก่อนนี่ ผีตรงนั้นน่ะ มันแรง
มันไม่ยอมให้ใครขึ้นไปเหยียบไปย่ำเอาเลยทีเดียว

ใครขึ้นไป ก็ล้มตุ๊บอยู่ตรงนั้น พวกคนงานพม่านี่ โดนกันจนขยาด

ไอ้เปี๊ยกคนงาน. มันจะไปฉี่ตรงต้นมะกอกป่านั่น

ขณะจะรูดซิบก็มีเสียงไล่ดัง เฮ้ย..สนั่นหวั่นไหว

ไอ้เจ้าเปี๊ยกรีบเก็บกระดอแทบไม่ทัน วิ่งมาหาข้าที่นั่งสมาธิอยู่ตรงตีนเขา

มันบอกว่าผีไล่มัน มันแค่แกล้งจะฉี่ แต่ผีเอาจริง กลางคืนก็ป่วยอีก แม่มันต้องมาช่วยมัน

เมื่อก่อนข้าเดินจงกรม กว่าจะลงมาที่แพกลางน้ำนี่ บางครั้งเที่ยงคืน.

กลางวันนี่ ก็เดินอยู่บนเขานั่นแหละ กินข้าวเสร็จก็เข้าทางจงกรม

ข้าเดินจงกรมมากก็เพราะว่า จิตข้าติดสมาธิ

ข้าลดสมาธิด้วยการดิ่งอยู่ในฌาน ด้วยการเดินจงกลม

ชีวิตนักบวชของข้านี่มากไปด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ

ทีนี่ การเดินจงกรมของข้านี่ มันมักมีวิญญานมาสาธุคุณ

สมัยก่อนโน่น ตอนอยู่ที่ภูเขามะกูด แม่เฒ่าที่เฝ้าเขา แกก็มาเฝ้าสาธุคุณ เวลาข้าขึ้นไปบนภูเขาที่นั่น หากจะเดินขึ้นไปเจริญกรรมฐาน

ไม่ว่าจะไปนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมนับจากก้าวแรกที่ก้าวขึ้นไป. ขนนี่จะลุกพรึบขึ้นทั้งตัว

มันขนลุกขนพองแบบสยองเกล้าอะไรประมาณนั้น
กลิ่นดอกไม้จะหอมหวล

ยิ่งเดินขึ้นก็ยิ่งหอมหวล และขนลุกขนพอง
เพียงแต่ข้าไม่ใส่ใจกับอาการที่มันเป็น

ข้าเดินของข้าไปอย่างนั้น. เดินขึ้นไปมืดๆคนเดียว
ไปถึงก็สาธุคุณโมทนาแผ่กุศลทั่วฟ้าทั่วแผ่นดิน

และเดินอย่างมีสติในทางจงกลม เดินไปเดินมาจนบางครั้งตัวลอย เหมือนมันลอยอยู่ในความมืด เกิดความรู้เห็นในสิ่งต่างๆขึ้นมา

มันจะเห็นได้อย่างชัดเจนกับมโนจิตเลยว่า

สองข้างทางจงกรมเต็มไปด้วยเหล่าพลังงานวิญญาญเบียดเสียดกันแน่นสองข้างทาง

พวกเขานั่งกันสาธุคุณ โปรยดอกไม้ ของหอมไปบนทางที่ข้ากำลังเดิน โปรยเสร็จเขาก็ก้มลงกราบ

กราบเสร็จผิวกายก็เปลี่ยนเกิดเป็นกายใสๆสว่างๆแล้วจางหายไป วิญญานใหม่ก็เข้ามาแทนที่

ข้าเห็นเช่นนั้น ตรงนี้ทำให้ข้าเข้าใจได้ด้วยตนเองเลยว่า
การสาธุโมทนาในความดีของผู้ที่เราเคารพศรัทธา

มันจะช่วยให้พวกเขา พ้นไปจากทุกข์ภัยที่เผชิญอยู่ได้

การที่พวกเขาได้มีโอกาสเข้ามาใกล้ ได้เข้ามาสาธุโมทนา
นี่…เป็นกุศลวิบากที่ได้มาตอบสนองเขา

วิญญานที่ต้นไม้ใหญ่หลังเขา ด้านที่พวกเราไปฝึกเด่งะระอาทิตย์กันนี่ มักผ่านร่างเจ้าฝ้าย

ที่จริงเขาเป็นนางฟ้าเป็นรุกขเทวดา ที่ประจำอยู่ที่นี่

เขาฝากมาบอกว่า เขาอยู่ที่นี่ ตรงนี้ มาเยี่ยมมาเที่ยวมาหาเขาหน่อยก็ได้

เขาใจดี เคยชวนเจ้าโน๊ตเจ้านุ่นไปเที่ยว

แต่เจ้าโน๊ตทำปากบรื๊อออ ไปเอง

ข้านี่ได้ดีเพราะพวกพลังงานเหล่านี้ จะพูดจะคิดจะทำอะไรนี่ พวกเขารู้หมด

มันทำให้ข้าตัองระวัง กาย วาจา ใจ ตลอดเวลา
พวกเรามันไม่เคยประสบกับสิ่งเหล่านี้

เราจึงทำชั่ว คิดชั่ว พูดชั่ว เพราะคิดว่าไม่มีใครเห็น

ยิ่งถ้าเราทำความดีอยู่เนืองๆ พวกเขาก็จะยิ่งจับตามอง

เมื่อความดีถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจะร่วมกันสาธุคุณ

การสาธุคุณจากเหล่าอาทิสมานกาย
เขาจะสาธุคุณกับผู้ที่มีใจผ่องใสที่มีความสว่างแห่งจิต

ผู้ที่มีใจไม่ตกต่ำไปสู่ภูมิต่ำ มันจะมีกำลังช่วยฉุดดึงภูมิของเขาที่ยังต่ำอยู่ให้สูงขึ้นมาได้

เขาสูงขึ้นมาได้ด้วยความศรัทธาและการสาธุโมทนาด้วยใจของเขา

ตรงนี้มันมีองค์ประกอบเหตุปัจจัยอยู่

จะเห็นได้ว่า ตัวข้านี้ มักจะมีเหล่าวิญญาน

อยากมาหาอยากมาใกล้ชิดมาร่วมอยู่ด้วยเสมอ

รอบๆตัวข้าไม่ว่าจะไปที่ไหน มักจะประสบแต่เรื่องเหล่านี้

การแผ่เมตตาในแต่ละครั้ง
จะได้รับการสาธุการกันอย่างเนืองแน่น

ใจดวงนี้ที่เป็นข้า ไม่ว่าจะอยู่ไหนๆส่วนใดในโลก
มันก็ปลอดภัย ไม่มีอันตราย เหล่าอาทิสมานกายเหล่านี้
เขาจะปกป้องคุ้มครองรักษา. นี่..เขาบอกข้ามา

ตรงนี้ ข้าจึงเอามาเล่าให้พวกเราฟังว่า ขอให้พวกเราหมั่นรักษาใจเรา ให้มีแต่ความดี

ใจดวงนี้ ก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ

เราทำดี คนไม่เห็นไม่เป็นไร ฟ้าดินเขาเห็น

ผูปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ย่อมเป็นที่รักที่เกรงใจของเหล่าอาทิสมานกายทั้งหลาย

สัจจะนี่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติ การมีสัจจะได้ก็ต้องมีความข่มใจด้วยสติปัญญา

พวกเรามันเข้าไม่ถึงในส่วนของพลังงาน จึงคิดว่า สิ่งเหล่านี้มันเหลวไหล

เมื่อคิดว่ามันเป็นสิ่งเหลวไหลเพราะเหตุแห่งตาและใจเจ้าของมันมืดบอดที่จะเห็น

การกลัวเกรงในการทำความชั่วด้วยใจตนมันจึงไม่ต้องไปเกรงใจใคร

นี่เพราะคิดว่า ทำอะไรชั่วๆไป คงไม่มีใครเห็น

หมั่นสร้างความละอายชั่วกลัวบาปด้วยสติปัญญาเถิด

วันหนึ่งกายนี้ก็จะจากโลกนี้ไป

จากไปแล้ว พวกเราอาจจะต้องมานั่งขอเศษบุญจากผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยความยากจน

ผีบางกลุ่ม แผ่เมตาตาแผ่กุศลเท่าใหร่ ก็รับไม่ได้ ต้องทนทุกข์ทรมานเร่าร้อนด้วยวิบากกรรมที่ตนต้องเผชิญ

เราอย่าได้ไปเป็นเช่นนั้นเลย วันหนึ่งกายนี้ต้องสลายเหลือแต่เพียงพลังงาน

ความทรงจำและวิบากทั้งหลาย มันประมวลซ่อนไว้เป็นรูปพลังงาน

หมั่นทำความดี สร้างจิตให้เป็นกุศลก่อนที่จะลาจาก

ย้อมใจดวงนี้ด้วยทาน และการให้อภัยอยู่เนือง

เราจะเป็นพลังงาน ที่มีความร่ำรวย ไม่ต้องสัญจรเบียดเสียดของส่วนบุญใคร

ข้าจะไปรอพวกเราทั้งหลาย ที่ตรงแสงแห่งปลายอุโมงค์..!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง