สมาธิจิตที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจ

สมาธิจิตที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจ

248
0
แบ่งปัน

******** “สมาธิจิตที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจ ” ********

หวัดดียามใกล้เที่ยง…

การเพ่งเทียนนี่ ไม่ยาก..

เมื่อเราอยู่บ้าน เราเอาเหรียญซักสองเหรียญ มาวางห่างกันตรงหน้าเราซักคืบ

เราเพ่งเหรียญใดเหรียญหนึ่ง

เมื่อเพ่ง เราจะเห็นชัดทั้งสองเหรียญขณะที่เพ่งอีกเหรียญหนึ่งด้วย

เมื่อจิตเรารวมตัว เราจะรู้สึกได้ด้วยตัวเราเองเลยว่า…

อีกเหรียญหนึ่งหายไป

การเพ่งเหรียญที่บ้าน มันจะไม่ค่อยมีโปรแกรมน่ากลัวอะไร

เมื่อเพ่งจนเหรียญอีกเหรียญหายไป

เราจะเข้าใจคำอธิบายจากข้าเรื่องภาวะจิตได้ดียิ่งๆ ขึ้น

สมาธิที่มันชำนาญ ยามเราเพ่งเหรียญ เราจะเข้าใจเลยว่า…

แม้เราจะฟุ้งซ่าน คิดนั่นนู่นนี้ ดูเหมือนว่าเราไม่มีสมาธิ

แต่เหรียญอีกเหรียญมันก็ยังหายไปเหมือนเดิม

นี่..เหรียญมันก็หายไปทั้งๆ ที่ใจเราก็ยังฟุ้งซ่านไม่ได้สงบนิ่งลงไปซักหน่อย

การที่เหรียญหายไปนั้น จิตมันรวมตัวหดเข้ามา

มันเริ่มไม่รำคาญสิ่งที่อยู่รอบๆ เหรียญที่เพ่ง

และมันก็รู้ตัวด้วย ว่าใจยังไม่สงบ ยังคิดนั้นคิดนี่

นี่..ทั้งหมดนี้ มันเป็นอาการแห่งจิต ที่เราเข้าใจว่า…

ใจเรามันไม่สงบ ใจเรามันไม่นิ่ง ใจเรามันฟุ้งซ่าน อะไรราวๆ นี้

นี่..เพราะความไม่เข้าใจเรื่องสมาธิ ไม่เข้าใจเรื่องจิต

การที่เหรียญหายไปนั้น

นั่นหมายความว่า เรากำลังเข้าสู่โหมดปิติแล้ว

แสดงถึงความเป็นสมาธิปรากฏออกมาแล้ว

ส่วนความฟุ้งซ่าน ความรู้สึกนึกคิด มันก็ยังทำงานเป็นปกติของมันอยู่

เป็นเพียงเรามีสติและสัมปชัญญะ ผัสสะและสอดส่องอาการของมันเท่านั้น

เราจะเห็นว่า แม้เราจะสงบ แต่เราก็ยังได้ยินเสียงใช่ไหม

และหากมีกลิ่น เราก็ยังได้กลิ่นอยู่ใช่ไหม

นี่..ตรงนี้ที่เราไม่เข้าใจกัน

ทางมโนจิต ความรู้สึกนึกคิด มันก็ยังระลึกของมันได้อยู่

การระลึกเช่นนี้ เราจะมาคิดว่า เราไม่เป็นสมาธิ เราไม่สงบ เราฟุ้งซ่าน อะไรทำนองนี้

นี่…เพราะเราไม่เข้าใจในเรื่องของสมาธิ

เราเข้าใจว่าสมาธิ จะต้องสงบ ต้องนิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน

จะบอกอะไรให้…

แม้ใจเราจะสงบ นิ่ง และไม่ฟุ้งซ่าน แต่เราก็ยังได้ยินเสียง ได้กลิ่น รู้ร้อนรู้หนาว

เหมือนๆ กันกับที่เราไม่นิ่ง ไม่สงบ ฟุ้งซ่านอย่างที่เราเป็นกันนั่นแหละ ไม่แตกต่างกัน

ใจที่ไม่คิดอะไร สงบ ไม่ฟุ้งซ่านทางมโนจิต มันก็ยังได้กลิ่น ได้ยินเสียง นี่เป็นธรรมดา

สมาธิที่สูงกว่าขั้นนี้ยังมี ที่ดับ เสียง ดับกลิ่น ดับกายสัมผัส ดับมโนจิต สมาธิในขั้นนี้นี่ ยังมี แต่เราค่อยมาว่ากัน

ก่อนอื่น ขอให้เราเข้าใจอาการแห่งจิตซะก่อนว่า มันปรุงของมันเป็นธรรมดา

เราห้ามมันไม่ได้เลย มันปรุงของมันตามหน้าที่ของมัน โดยไม่ขึ้นกับความเป็นเรา

เมื่อเรารู้สึกสงบ นิ่ง แต่ก็ยังได้ยินเสียง

นั้นเพราะว่า เมื่อผัสสะเกิด จิตมันก็ปรุงทำให้เราได้ยินเสียง

เช่นกัน เมื่อเราทำสมาธิ เรามุ่งไปสู่ความนิ่ง ความสงบ

แต่ทางมโนจิต มันยังค้างคาเรื่องราวอยู่ มันก็ย่อมปรุงของมันเป็นธรรมดา

ผู้ที่เข้าใจในอาการแห่งจิตที่มันปรุงเป็นธรรมดา

ท่านก็จะไม่รำคาญในอาการของมันที่เป็น

เพราะมันเป็นเช่นนี้เป็นธรรมดา เนื่องด้วยเรามีช่องต่อทางอายตนะมันมีหลายทาง

เราปิดแค่รูปทางตาและลิ้น แต่หู จมูก กายและอารมณ์ใจในมโน เราปิดมันไม่ได้

เมื่อเข้าใจว่าเราปิดมันไม่ได้

แล้วเรายังรำคาญที่ไปปิดมันไม่ได้

ใจเช่นนี้ ย่อมไม่เกิดภาวะการมีสมาธิที่สูงขึ้นจนก้าวขึ้นไปสู่หนทางดับ ที่เรียกว่า อุเบกขา

นี่เพราะเอาตัวตนเข้าไปเป็นเจ้าของในเรื่องของการทำสมาธิ

เรียกว่า ทำสมาธิไม่เป็น

ไม่เข้าใจเรื่องจิต แต่อยากบังคับจิตให้ได้อย่างที่ใจตนต้องการ

เมื่อไม่ได้ตามใจตนต้องการ ความอึดอัดขัดใจที่ไม่เป็นสมาธิ มันก็เลยมาเยือน

นักปฏิบัติภาวนาบ้านเรา ไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องอาการแห่งจิต

เราปฏิบัติกัน ด้วยการเอาตัวตนเข้าไปเป็นเจ้าของอาการทุกอาการ

บางพวกเอาตำราเข้าไปเป็นฌานขั้นต่างๆ

อ่านจำเขามา แล้วเอาตัวตนเข้าไปเป็น

นี่เป็นปัญหาของนักสมาธิบ้านเรา

เหตุเพราะไม่เข้าใจเรื่องจิต แต่พยายามเอาตัวตนเข้าไปเป็นเจ้าของในอาการแห่งจิต

ตรึกตรองและให้นิยามเอาเองในเรื่องเกี่ยวกับสมาธิ

การที่เรารู้ว่า เราฟุ้งซ่าน ไม่นิ่ง ไม่สงบได้นั้น

นั้นแสดงว่า เรามีสมาธิในระดับหนึ่ง ที่เกิดการสอดส่องย้อนหดเข้ามาหาตัว

หากใจที่มันปลงด้วยปัญญา ระลึกได้ว่า การปรุงแต่งแห่งจิตมันมีเป็นธรรมดา

เจ้าของก็สามารถหาหนทางวิธีอื่น เข้าไปจัดการอาการแห่งจิตที่มันปรุงและฟุ้งซ่านได้

เช่น เดินจงกรม ลืมตาเพ่งวัตถุ เพ่งแสง เพ่งสี เหล่านี้ ทำให้อาการฟุ้งทางมโนจิต เบาบางลง

หากปัญญาน้อย เจ้าของก็จะนั่งแช่ ดันเหมือนแมลงวันบินกระแทกกระจกใส หาทางออกไม่เจอ

มองไม่เห็นกำแพงใสที่กั้นระหว่างเจ้าแมลงวันกับแสงสว่างนอกบานหน้าต่าง

แต่หากเป็นผู้มีปัญญาหนาแน่นแล้ว

แม้การนั่งที่ฟุ้งซ่านเพราะเหตุปัจจัย

ท่านก็เพ่งอารมณ์ได้ ไม่นานความฟุ้งซ่านมันก็จะสงบลง และจิตหดตัวไปสู่ ปิติ สุข เอกคตารมณ์ และอุเบกขาโดยมีสติลอยเด่นอยู่

นี่..ท่านรู้จักธรรมชาติของมัน ท่านจึงไม่เดือดร้อน ไม่รำคาญในอาการที่มีที่เป็น เป็นธรรมดาของอาการแห่งจิต

เรารู้จักความเป็นธรรมดาของมันรึเปล่า..??

หากเราไม่รู้จัก เราก็จะทึกทักเหมือนแมลงวันพุ่งชนกระจกหาทางออกไม่ได้

นี่เป็นธรรมดาของแมลงวันที่ฉลาดมีแค่นั้นเช่นกัน เราจะยอมรับมันได้ไหม..!!

วกกลับมาในการเพ่งเทียน….

การเพ่งเทียนมันก็เหมือนการเพ่งเหรียญ ใช้อารมณ์เดียวกัน

เมื่อเราเพ่งเทียนไปถึงจุดหนึ่ง อารมณ์จิตมันก็เกิดการหดตัว

เมื่อจิตมันหดตัว รายละเอียดรอบๆ คลองจักษุนอกเหนือจากที่เราเพ่ง มันก็เริ่มจางหายคลายไป

เมื่อภาวะการหดตัวหนาแน่นเข้า ในความรู้สึกของเรา เราจะรู้สึกได้ว่า…

ทุกอย่างรอบๆ แสงสว่างแห่งเปลวเทียน มันหายไปหมด

เมื่อมาถึงขั้นนี้ จิตบางดวงมันจะปรุงแต่งไม่เหมือนกันอีก

บางคนอาจขยายให้เปลวเทียนใหญ่ขึ้นมา

บางคนไม่ต้องมีสตินึกให้ใหญ่ มันก็ใหญ่ขึ้นมาของมันเอง

มันใหญ่ขยายจนมีความรู้สึกจากใจเจ้าของว่า…

ตัวเรามันนั่งหรือยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟกองใหญ่ ที่สว่างไสวเรืองรองไปรอบกาย

จิตที่ได้รับคำอธิบาย และมีผู้ชี้ ที่เข้าใจเรื่องจิตอย่างชำนาญ

ภาวะเช่นนี้ เขาจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ผู้ที่ไม่ได้รับการชี้แนะ และไร้ครูบาอาจารย์

แค่ภาวะเจ้าของอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง เจ้าของจะตกใจ และร้อนอย่างทุรนทุราย

ความตกใจจะทำให้กรรมฐานแตก

คนที่กรรมฐานแตก ก็จะมีอาการฝั้นเฝือ ไม่กล้านั่งทำกรรมฐานอีกต่อไป

บางรายเรียกว่าธาตุไฟแตก คุมใจไม่ได้ ป๊ำๆ เป๋อๆ ไปเลยก็มี

นี่..โทษของการไร้ผู้ชี้นี่ มันก็เกิดโทษได้เช่นกัน

ไม่เกี่ยวว่าจะกล้าหรือไม่กล้า

พวกกล้าๆ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ข้าเคยเห็นเป็นบ้าไปเลยนี่ หลายราย

จิตเมื่อรวมตัวลงในขั้นปิติ

บางคนอาจจะเห็นการแตกของเปลวเทียน

มันอาจแตกออกเป็นหมื่นๆ ดวง และวิ่งมาวนรอบๆ ตัวเจ้าของ

จุดหนึ่งอาจจะเห็นแตกเป็นเพนียง เป็นลูกไฟเล็กๆ พุ่งขึ้นมา

หรือเปลวเทียนอาจเปลี่ยนทรงรูปร่างไปตามเหตุและปัจจัยที่ปรุง

แต่การปรุงนี้ ไม่ได้เกิดจากเราปรุง

มันเป็นการปรุงธรรมชาติของมันเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัย ซึ่งแต่ละคนมันก็มีไม่เท่ากัน

ผู้ที่ย่อขยายเปลวเทียนได้นี่ เรียกว่าได้อุคนิมิต

เมื่อเรานั่งหลับตา แค่จิตมันพอรวมๆ เมื่อเราระลึกถึงเปลวเทียน

เปลวเทียนจะมาปรากฏตรงหน้าในมโนจิตเรา

นี่..วิธีนี้เจ้าของก็สามารถนั่งเพ่ง ยืนเพ่ง เดินเพ่งได้โดยไม่ต้องอาศัยเทียนที่ใช้จุด

การเพ่งในมโนจิต ที่เรามีความชำนาญปรุงขึ้นมาให้เป็นเปลวเทียนในมโนได้

นี่เป็นเหตุให้เจ้าของเกิดทิพย์จักษุญาณ

การจะได้มโนยิทธิ รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต อันเป็นวิชาแรกหนึ่งในวิชาสามของการบรรลุมรรคผล ในแนวทางแห่งเตวิชโชหรือวิชาสาม

สามารถอาศัยการฝึกฝนช่องทางนี้ เพื่อเข้าไปสอดส่องรู้เห็นช่องทางแห่งการเกิดญาณ

รวมไปถึงเป็นบาทฐานแห่งอภิญญาทุกกอง ที่เรียกว่าเป็นหนทางบรรลุมรรคผล ในสายธารแห่งฉฬภิญโญ

ส่วนรายละเอียดก็ต้องขยายกันออกไป ในแต่ละช่องทาง

ขยายไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคนอีก ซึ่งมีกำลังการสร้างสมบารมีมาไม่เท่ากัน

เพียงแต่ช่องทางนี้ มันมีมาตามแนวตามร่องของมันมาอย่างนี้

บางคนเพ่งไปเพ่งมา เกิดความสว่างจ้า ทุกอย่างดับพรึบลงไร้เสียง ไร้ตัวตนผัสสะอะไรไม่ได้เลย นี่ก็มี

มันมีแต่สติ ที่ตามรู้ในมโน แต่ไม่รับรู้เรื่องเสียงที่ผ่านกายเข้ามาทางหู

มีแต่ความสว่างจ้าอย่างเดียว

บางคนดับวูบหมด อยู่ในความมืดมิด ไร้ตัวตน หามือหาแขนหาตัวตนไม่เจอ

บางคนอาจได้ยินเสียงแปลกๆ ภาพแปลกๆ ที่ไม่เคยประสบพบเห็นมา

หากคุมไม่ได้ เราก็จะตกใจและเพี้ยน

อาการทางจิตนี่ สำหรับผู้ที่มีญาณทัศนะทางปัญญาอ่อนนี่… อันตราย

แต่ไม่ต้องกลัวหรอก มันเกิดยากมากสำหรับพวกใจเยาะแหยะทั้งหลาย

แต่ถ้าเกิด…

ก็ขอให้ตั้งมั่นไว้ว่า สิ่งทั้งหลายที่เราเผชิญ ล้วนแล้วแต่เป็นการปรุงแต่งของภวังค์จิตทั้งสิ้น

มันไม่จริง….

มีแต่เจ้าของนี่แหละ ที่มันเสือกไปเป็นเจ้าของว่า มันเป็นและมีของมันจริงๆ

ถ้าเกิดจริงกับพวกโง่งี่เง่านี่ ช่วยไม่ได้จริงๆ

ก็ขอภาวนาว่า ขอให้มันได้เจอครูบาอาจารย์มาชี้แนะมันหน่อยก็แล้วกัน

วันนี้…ขอสวัสดี กับอากาศอันแสนอบอ้าว..!!

พระธรรมเทศนา วันที่ 19 เมษายน 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง