เห็นแจ้งก็เป็นอัตตา หากไร้ปัญญา

เห็นแจ้งก็เป็นอัตตา หากไร้ปัญญา

534
0
แบ่งปัน

*******” เห็นแจ้งก็เป็นอัตตา หากไร้ปัญญา “*****

<<< มีคนถามข้าเรื่องพิจารณากาย เขาพิจารณากายจนอ้วกและรังเกียจ
เมื่อเห็นเช่นนี้ ก็เลิกไม่เอาแล้ว
รังเกียจกาย ไม่เอาใคร
อย่างนี้โอเคมั๊ย..!! ไหนลองว่ามาซิ

>>> ศิษย์ 1 :ไม่ชอบก็ไม่ชอบไปซะหมด โต่งไปอีกข้างครับ มันหลงยึดไปอีกฟาก

>>> ศิษย์ 2 : อย่างนี้จะเรียกว่าโต่งไปหรือป่าวค่ะ เพราะมันจะกลายเป็นทุกข์ทางใจ

<<< ตรงนี้แหละ ที่นักปฏิบัติไม่รู้ และไม่เข้าใจ

>>> ศิษย์ 3 :ไม่น่าใช่นะค่ะ
ถ้ารังเกียจกาย ไม่เอาใคร เขาก็ต้องไม่เอาตัวเองด้วยค่ะ
มันดูโต่งไปข้างเดียวนะ

>>> ศิษย์ 4 : ไม่น่าจะโอเคนะคะ มันน่าจะเข้าใจธรรมชาติของรูปกายรึเปล่าคะ

>>> ศิษย์ 5 : มันไม่โอเคครับ
เพราะมันยังไม่เกิดปัญญาเห็นเป็นความธรรมดาแล้ววางด้วยอุเบกขา

<<< เขาพิจารณากายตนเองไง ก็พระเขาสอนนี่

>>> ศิษย์ 6: ทำไมต้องรังเกียจกายของตัวเอง??
รังเกียจก็ต้องอยู่กับกายนี้ ไม่รังเกียจ ก็ต้องอยู่กับกายนี้
แล้วจะรังเกียจเพื่อ??

<<< ก็แกไม่เคยพิจารณาลงไป ด้วยปัญญาญานนี่ ไอ้แงะ แกจึงถามว่า ทำไมๆๆ

มันต้องเหยียบขี้หมาก่อนซิ มันถึงจะรู้ว่า น่ารังเกียจอย่างไร

พวกเรานี่ ต้องไปหัดพิจารณากายก่อน

ข้าจะเอาข้อความมาให้ถกกัน

++หนูนั่งสมาธิแล้วมันพิจารณากายแต่ไม่ใช่ขณะที่จิตมันรวมนะค่ะ แต่มันจิตมันจะวนอยู่ตามร่างกายตลอดค่ะ มันจึงเป็นเหมือนเราคิดเอง

หนูนึกว่ามันแป๊ปเดียว แต่มันเป็นอยู่ชั่วโมงกว่าค่ะ
หนูพูดไม่รู้เรื่อง เองเนาะค่ะ เพราะมันไม่รู้จะพูดยังไง อธิบายไม่ถูกค่ะ

มันก็เป็นแค่ความคิด แต่มันคิดนานจังค่ะ
ลอกหนังตัวเองจนหมด แล้วสลดใจจะอ้วก..แล้วพอมาสวดมนต์ต่อ แล้วท่องถึง สัญญาอนิจจาไปจนรูปังอนัตตาแล้วมันสลดสังเวชในใจ

น้ำตาน้ำมูกไหลท่องก็จะไม่ได้ค่ะ หนูบ่ได้เรื่องเลยแหม่นบ่ค่ะ
มันคืออะไรคะ กราบนมัสการเจ้าค่ะ

รอฟังจนแก่แน่เลยคราวนี้งือๆ

<<<ไง..จะตอบว่าไง..!!

<<< หัดพิจารณา เพื่อย้อมใจเราเองในการหาทางออก
พวกแกนี่ พิมพ์ช้า รึ มึน..ไม่รู้จะคุยไร อ่านอย่างเดียว

>>> ศิษย์ 7: แต่พิจารณาจนเกิดความรังเกียจขนาดนี้ คงไม่ใช่ไม่ได้เรื่องหรอกนะคะ

แต่ควรต้องพิจารณาต่อให้เข้าใจว่าธรรมชาติของกายแต่ละคนก็เป็นแบบนี้ มีสิ่งเน่าเหม็นรวมกันภายใน น้ำเหลือง น้ำเลือด ที่คอยหล่อเลี้ยงกายให้อยู่ได้

เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้เรามีชีวิต ทำความดีได้

>>> ศิษย์ 8 : ก็ถูกของเค้านะคะ
พิจารณาแล้วพบว่ากายนี้น่ารังเกียจ ก็เลยเกิดอาการรังเกียจ
แต่เค้าก็ต้องอยู่กับความน่ารังเกียจนั้นให้ได้

<<<เขาต้องอยู่ๆแล้ว แค่ถามพวกเราว่า ถ้าเป็นเรา จะหาทางออกยังไง

>>> ศิษย์ 9 : ต้องยอมรับในความน่าสะอิดสะเอียนนั้นก่อนว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง แล้วพิจารณาย้อนกลับไปกลับมา

>>> ศิษย์ 10 : ผมว่ามันเป็นแค่อาการปิติอย่างหนึ่งแต่เจ้าตัวไม่รู้จัก ไม่เคยเจอ
ก็ต้องพิจารณาต่อให้เห็นความเป็นธรรมดาของความสกปรก

<<< เราไม่ต้องพิจารณาเอง แต่หาทางออกไว้ก่อนไง

อย่าลืมว่า ในสมัยโบราณ ก็มีเหตุการณ์พระภิกษุ ฆ่าตัวตายกันมากมาย เมื่อพิจารณามาเห็นความจริงเช่นนี้

>>> ศิษย์ 11 : เมื่อรู้ ก้อยอมรับค่ะ แล้วก้อพึงระลึกว่า ถึงกายนี้จะน่ารังเกียจ แต่ก้อเป็นเครื่องมือให้เราได้ใช้พิจารณา และใช้ปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นค่ะ

<<< เรามันแค่หลับตาพูดน่ะ จึงมโนยังไงก็ได้
เพราะเรามันยังไม่เผชิญ

การเผชิญกับตัวเองนี่ มันจะหาทางออกไม่เจอ นี่..เป็นธรรมดา

>>> ศิษย์ 12 : แต่เมื่อไม่สามารถหนีกายนี้ได้ เราแค่ยอมรับมันให้และอยู่กับมันให้ได้น่ะค่ะ

<<< ข้าถึงได้บอกอยู่นี่ว่า เมื่อเราต้องเผชิญด้วยตัวเรา เราจะไม่พูดและคิดกันง่ายๆอย่างนี้
นี่เรากำลังเปิดไพ่แทงกันอยู่

เราลองมาเทียบกับสิ่งที่เราเผชิญในเรื่องปัจจุบันดูซิ

หลายเรื่อง ง่ายๆ ทำไมเราจึงแก้ปัญหาไม่ได้
ที่สำคัญ ทำไมเราจึงจมลงไปในกระแส
นี่แหละๆคือปัญหาของมนุษย์เรา

เราไม่ได้พิจารณา เราไม่เคยเผชิญ เราจึงมโนแก้ไปด้วยความคิดตื้นๆง่ายๆ

ที่ข้าให้ตอบออกมานี่ เพื่อดึงความโง่ในอาการของพวกเราออกมาโชว์ให้ดู
ตัวนี้เป็นมานะอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนเป็น

เราจะเห็นชัดว่า สิ่งที่เรายังไม่ได้เผชิญนี่ เราจะรู้และแก้ไจได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะยากเย็นยังไง

แต่เมื่อไหร่ที่เราต้องเผชิญด้วยหัวใจเรา
เราจะตีบตันและมักหาทางออกไม่เจอ

เราต้องหัดพิจารณากายเราก่อน เมื่อพิจารณาจนถึงที่สุดและเห็นชัด มันจะเกิดอาการสะอิดสะเอียนและรังเกียจเหมือนอย่างเขา

นี่เป็นความจริงที่คนพิจารณาต้องเผชิญ เมื่อมันเกิดการแจ้ง ประจักษ์ใจ

พวกเรามันตอบอย่างผู้ที่ไม่แจ้งประจักษ์ใจ ตอบเท่าไหร่ ผิดเท่านั้น

เพราะเหมือนคนหลับตาตอบสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

ในท่ามกลางความมืด มืดเพราะหลับตา หรือมืดเพราะอยู่ในท่ามกลางความมืด แล้วมองไม่เห็นสิ่งเบื้องหน้า

ความเป็นจริง ความมืดมันไม่มีผล เพราะมันหลับตา
และการหลับตา มันก็ไม่มีผล เพราะมันมืด

เราตอบสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหน้าด้วยตรรกะความหมายคาดเดาแห่งนิยาม

เราไม่รู้ว่า ความคาดเดานั้น เกิดจากความมืด หรือเกิดจากเรามันหลับตา

แต่ไม่ว่า เราจะตอบโจทย์อย่างไร เราก็ตอบได้ไม่ตรงตามความเป็นจริง
เพราะเรายังออกจากกรอบแห่งความมืด หรือหลับตายังไม่ได้

นักปฏิบัติที่เห็นแจ้งในยุคก่อน เกิดภาวะมืดมัวขึ้นมา
เพราะไม่รู้ว่า จะหาทางออกอย่างไร ในภาวะที่เห็นแจ้งนั้น

การเห็นแจ้ง จะมีเราหรือไม่มีเราเข้าไปรังเกียจหรือนิยมชมชอบ มันไม่เกี่ยวกับจิต

โปรแกรมจิตที่มันเห็นแจ้ง มันจะรังเกียจและสะอิดสะเอียนจนทนไม่ได้ นี่..เป็นธรรมดา มันว่าแลถปรุงไปตามดระบวนการของมัน

เราห้ามมันไม่ได้เลย มันจะเกิดภาวะเช่นนั้น ไม่ว่าจะตรึกตรองอย่างไร

เขาเรียกว่า จิตมันสำรอกความอยากที่เป็นคราบเนื้อก้อนแห่งกิเลส ที่มันสำรอกก็เพราะว่า มันมีสัญญาของมัน

มันเคยหลงในสัญญาที่มันยึดมั่นเป็นอุปาทานในเรือนแห่งกายนี้
เมื่อสอดส่องพิจารณาลงไปจนถึงที่สุดแห่งทิฏฐิที่มันมี

การสำรอกที่ผวนสัญญายึดมั่น มันจึงเกิดอาการทางธาตุขึ้นมา
ไอ้ตัวกูที่เป็นเจ้าของนี่ มันแค่ไปรับรู้และเป็นเจ้าของอาการหรอก

มันจึงแสดงออกมาทางด้านทิฏฐิที่มันมีสัญญาซ้อนสัญญา
เรียกว่า มันมีวัฏฏะเวียนวนเฉพาะโปรแกรมส่วนตัวของมันอีก

ที่จะปรุงและแสดงอัตตาสัญญา ที่มันผัสสะอาการออกมา

อาการทั้งหลายที่เป็น มันเป็นของมันเป็นธรรมดา

เพียงแต่เจ้าตัวกูมันไม่รู้ว่า นี่มันเป็นอาการที่แสดงผลออกมาเป็นธรรมดานั้น

เจ้าตัวกูมันไปแสดงออกในความเป็นเจ้าของอาการ

เมื่อเป็นเจ้าของ มันจึงมีอาการที่รับไม่ได้ทนไม่ไหวในสัญญาที่มันมีที่มันปรุงซ้ำซ้อนเข้าไปอีก

เหมือนใครเอาขี้เละๆมาแปะหน้าเรา ทั้งกลิ่น ทั้งเหม็นเน่า เราจะทนไม่ไหว และจะอ้วกแตนี่..เพราะเราเผชิญมันอยู่

เรากินน้ำแล้วมีใครเอาขี้มาหย่อนใส่แก้ว เราจะกินมันไหม

หรือกินไปแล้วพอประจักษ์ใจว่า ในแก้ว มันมีก้อนขี้ เราจะอ้วกแตกไหม หรือเราพิจารณาว่า มันเป็นธรรมดา

เราจะพิจารณายังไงแค่ไหน อ้วกมันก็แตก อ้วกแตก มันเป็นอาการธรรมดาแห่งสัญญาจิตที่มันแสดง เรามันอยากแสดงซะเมื่อไหร่

จะมาบอกว่า เราจะไม่เป็น ไม่อ้วก เราต้องพิจารณา จะได้ไม่มีอาการเช่นนั้นเช่นนี้ นี่..มันกำลังเพ้อไปเรื่อย

ในเมื่อ ในทุกวันนี้ พวกเรามันก็ยังอยู่ในกระแสถูกใจและไม่ถูกใจกันอยู่แบบจมหายลงไป เราเองยังถอนไม่ได้และพิจารณาไม่เป็น

นี่..เมื่อเกิดประจักษ์ใจ

เราจะเผชิญความจริงของอาการที่มันเป็นอย่างหาทางออกไม่ได้เลยทีเดียว

นี่แหละ เราจะเห็นความโง่งี่เง่าของผู้อื่น ในขณะที่เรามันยังไม่เป็นเหมือนอย่างที่เราเห็นเขาเป็น

เราแก้โจทย์ทุกอย่างให้ใครก็ได้ แต่เราจะแก้โจทย์ใจเราเองนี่ ไม่ได้

ตรงนี้…ตรงนี้ ที่ข้าจะบอกพวกเราว่า…

เราจะใช้ชีวิตและจะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อยามเราต้องเผชิญ

ตราบใดที่เรายังเสียใจร้องไห้ ด้วยความถูกใจและไม่ถูกใจ
ตราบนั้น เราก็ไม่ต่างอะไรกับเขา ที่เขาเป็น

นี่..ยามเราเผชิญ เราก็จะหาทางไม่เจอเหมือนอย่างเขา
ตรงนี้..เราจะต้องฝึกสติและปัญญา ย้อมเข้าไปให้เห็นความจริง

ตอนนี้เรายังพอมีเรี่ยวแรง

ก่อนเรือจะแตกและอัปปาง เราหมั่นฝึกว่ายน้ำกันให้ช่ำชอง
อย่าไปฝึกว่ายน้ำ ตอนเรือมันกำลังจะแตกเลย

พุทธศาสนา เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันจะหาทางออกไม่เจอ
ทางออกนี้ ต้องมีผู้ชี้เสมอ

ขาดผู้ชี้ เราก็จะหาหนทางด้วยตัวเองยาวนานมาก

ข้าได้ตอบเขาไปในแง่ ของปรัญญา คือ ไม่ได้ให้ค่าในสิ่งที่เขาเป็น

ข้าจะชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เป็น มันเป็นยังไงในความเป็นธรรมดา
และเราจะอยู่กับธรรมดามันอย่างไร

ในเมื่อธรรมดาทั้งหลาย เรามันเสือกเข้าไปเป็น ไม่เป็นก็ไม่ได้
นี่..ตรงนี้แหละ ที่ทุกคนบนโลกใบนี่ ต่างหาทางออกไม่เจอ

ทุกศาสนาเมื่อพิจารณา ต่างก็ตันกันเช่นนี้

ที่ตัน เพราะคิดว่า นี่เราเป็นและคิดว่า เราเห็นแจ้งที่มันเป็นของมันเช่นนี้

นี่..ตรงนี้ มันจึงกลายเป็นอัตตาแห่งตัวตน
เพราะว่าตนเห็นชัดว่ามันเป็นเช่นไร แล้วเกิดความไม่เอา

นี่..พอเข้าใจไหม การเอาและไม่เอา รังเกียจหรือไม่รังเกียจ
ใช่หรือไม่ใช่ ดีหรือไม่ดี

ล้วนแล้วแต่เป็นอัตตาที่มีตัวตนเข้าไปเป็นเจ้าของทั้งสิ้น

ตรงนี้..จึงไม่เข้าสู่มรรคผลที่แท้จริงอะไรได้เลย เพราะมันเป็นอัตตา และทุกศาสนาเขาก็ตันมาอยู่แค่ตรงนี้

ข้าได้ตอบเขาไปว่า…

ไม่มีอะไรมากหรอก จิตเรามันไหลไปตามอาการที่วินิจฉัยน่ะ

สำคัญไม่ใช่อยู่ตรงอาการที่เป็น

สำคัญตรง เอาอาการที่เป็นนั้น มาเป็นเครื่องย้อมใจเรายังไง ให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ที่เห็นที่รู้ มันเป็นธรรมดาของมัน

นี่..อยู่ตรงนี้ มรรคผลมันอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ที่เรามีอาการ

การมีอาการต่างๆ คนใดที่จิตใจอ่อน เมื่อเกิดภาวะปลงและพิจารณาลึกลงไป มันก็เกิดอาการ การเข้าไปเป็นเจ้าของอาการ

อ้วกบ้าง รังเกียจกายบ้าง ขยะแขยงตัวเองบ้าง อาการพวกนี้นี่ มันเป็นธรรมดา ไม่ใช่พ้นไปเสียจากคนที่เขาไม่เป็นไม่เกิด

บางคนพิจารณาจนถึงจุดนี้ เห็นชัดแบบนี้ เลิก..ไม่เอาแล้ว รูปชายหญิงทั้งหลาย

เพราะเห็นชัดถึงความสกปรก เห็นชัดถึงความไม่น่าอภิรมณ์ เห็นชัดถึงความน่าเกลียดน่ากลัว ไร้สาระและหาค่าไม่ได้ ยึดไว้ไม่ได้

จึงเกิดการผลักไส ไม่เอา หนีห่าง รังเกียจสิ่งเหล่านี้

นี่..อัตตาและตัวตนทั้งแท่ง ไม่ใช่มีปัญญาวางจิตตามวิถีพุทธ

การพิจารณามาถึงจุดเช่นนี้ เห็นเช่นนี้ ก็เพื่อให้เกิดปัญญาเข้าใจ ว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย มันเป็นธรรมดาของมันแบบนี้

ไม่ใช่พิจารณา เพื่อให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ หรือรังเกียจสิ่งเหล่านี้

พิจารณาเพื่อให้เข้าใจ เพื่อให้ใจมันแจ้ง เห็นความเป็นธรรมดาของมัน

เจ้าของผู้พิจารณาเห็น จะได้วางใจและตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่หลงลงไปในกระแสมายาของมันได้ เมื่อยามเจ้าของผัสสะ

นี่..พุทธศาสนาชี้ การมีปัญญาเท่าทันอาการแห่งจิต ที่มันหลงไปในกระแส ยามมีตัณหาผุดขึ้นมาจากใจไม่รู้จบ

เจ้าของเมื่อพิจารณามองเห็นแจ้ง จะได้มีปัญญาแจ้งชัดว่า..

สิ่งเหล่านี้ มันไม่มีสาระอะไรใดๆ ที่จะไปยึดมั่นถือมั่นใดๆได้เลย

สรรพสิ่งล้วนไม่จีรัง และเป็นแก่นสารควรน่าใคร่น่าทะนุถนอม

ไม่ใช่เมื่อพิจารณาเห็นแล้ว เกิดความรังเกียจ หรือเห็นแจ้งบรนลุมรรคผลแล้ว เราจึงไม่เอา

การเข้าใจเมื่อเห็นแจ้งแล้วว่ามันเป็นของมันเช่นนี้ แล้วเกิดความรังเกียจ เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว

ภาวะเช่นนี้ คืออัตตา ที่มีค่าแค่เหวี่ยงไปสู่การเป็นจอมตัวตนอีกด้าน ในแผ่นไม้กระดานเดียวกัน

มันคืออาการ เอา…ที่จะไม่เอา…!!!

คืนนี้พอแค่นี้ ขอสวัสดีมีความสุขกันทุกคน

วันที่ 21 มีนาคม 2559 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง