ว่ากันถึงความเป็นจริงตามหลัก เหตุหลักผลของอริยสัจ

ว่ากันถึงความเป็นจริงตามหลัก เหตุหลักผลของอริยสัจ

1480
0
แบ่งปัน

ขอสาธุคุณให้มีแต่ความสุขความเจริญ

เช้าวันเสาร์ที่นี่ อากาศดี วันนี้ก็มีน้องๆ มาช่วยกันทำบันไดเพื่อเดินขึ้นไปตามทางบนภูเขา

แค่มาก็ถือว่าได้ช่วยแล้ว ถือเป็นบุญแล้ว
ใจที่เต็มใจ แทนที่จะไปหาความสุขอย่างอื่น แต่กลับมาเข้าหาธรรมชาติ เข้ามาเสียสละ เข้ามาเสียเวลา ทั้งๆ ที่เป็นวัยหนุ่มสาวทั้งสิ้น

นี่..เป็นผู้ที่พอกพูนกำลัง ที่พร้อมจะก้าวย่างออกไปเสียจากทุกข์

น้องๆในกลุ่มบุญญพลัง ดูเหมือนจะไม่สำรวม นี่เป็นเรื่องของจริตวาสนานิสัย

ข้านี่ชี้ด้านปัญญา ชี้ให้เห็นตรงตามความเป็นจริง ที่ใจเรายืนยันได้

ตามรู้ได้ เห็นได้ โดยไม่ต้องเชื่อ เพราะเรายืนยันด้วยใจและตัวเองได้ ว่ามันเป็นของมันเช่นนั้น ไม่ค่อยได้ชี้เรื่องจริตนิสัยว่าอะไรเป็นยังไง

หากใครได้คุยธรรมกับเหล่าน้องๆ เหล่านี้ แม้ผู้เรียนธรรม แม้ผู้บวช แม้จะเป็นผู้ผ่านกาลราตรีอันยาวนาน

ท่านจะแปลกใจ ที่ปัญญาของน้องๆ เหล่านี้ ทำไมอธิบายธรรมชาติได้สละสลวย

และเป็นธรรมที่ละเอียดละออ ตามรู้ง่าย ที่สำคัญแย้งเธอไม่ได้

ที่แย้งก็มักจะเกิดจากทิฏฐิใจเจ้าของ ที่เห็นว่า พวกเธอยังเยาว์ต่อโลกตามสายตา

คนเรามักจะตัดสินและยัดเยียด ในสิ่งที่ตนพบเห็น ว่าถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร ใช่หรือไม่ใช่

คนเรามักเอาใจเจ้าของยึดในสิ่งที่เห็น ให้เป็นไปตามทิฏฐิตน

ชอบก็ถูกใจไปซะหมด ไม่ชอบก็ไม่ถูกใจไปซะหมด ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง

นี่..เป็นธรรมดาของเหล่าปุถุชนทั้งหลาย

ธรรมดาเช่นนี้ เราพอใจความเป็นธรรมดาเช่นนี้ไหม

หรือจะก้าวออกไปจากความเป็นธรรมดาที่มันไหลเวียนด้วยกิเลสและตัณหาเช่นนี้

สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์เจ้า ได้รับอาหารมาจากนางสุชาดา

เมื่อเสวยจนพอประมาณแก่การดำรงค์ธาตุขันธ์แล้ว พระองค์ท่านก็ได้นำถาดถ้วย ไปล้างที่แม่น้ำ เนรัญชลา

แม่น้ำเนรัญชลา ช่วงเดือนหก กระแสต้นฝน น้ำไหลบ่าแรงและเชี่ยว

พระพุทธองค์ได้ทำถาดเหล็กนั้นหลุดมือลอยไป

ถาดที่หลุดมือ ลอยไปตามกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว

ลอยไปไม่นาน ถาดก็โดนกระแสน้ำกลืนจมหายไปในกระแส

นี่.. ความเป็นธรรมดา ที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้า

สำหรับผู้มีปัญญา มันเห็นได้ชัด

มันเห็นชัดว่า…

อะไรก็ตาม ที่โดนโหมไหลไปตามกระแส กระแสนั้นย่อมกลืนกินสิ่งที่ไหลไปตามกระแส ให้จมมิดหายไปในห้วงของกระแส

นี่..เป็นธรรมดาของการไหลไปตามกระแส..!!

ดุจถาดที่หลุดมือล่องลอยไปในกระแส

ถาดที่ไหลไปในกระแส ย่อมจมหายไปในกระแสที่เชี่ยวกราด นี่เป็นธรรมดา

เปรียบดั่งกระแสธารแห่งโลก ที่ไหลท่วมท้นใจสัตว์

สัตว์ทั้งหลาย ย่อมจมหายไปตามกระแสโลก ไม่มีวันยืนฝืนกระแสได้

ตราบใดที่สัตว์ทั้งหลาย ยังเวียนว่ายหมุนวน ก็ย่อมจมหายไปในกระแส

หากมีสัตว์ผู้มีกำลัง ว่ายทวนกระแสที่มันไหลเชี่ยวบ่ามา

สัตว์ผู้นั้น ย่อมต้านกระแส ไม่จมหายไปในกระแส ผลแห่งการว่ายทวนกระแส ย่อมมีผลแตกต่างไปจาก การไหลไปตามกระแส

ที่จุดหมายของการไหลไปตามกระแส ย่อมต้องจมลงไปในกระแส นี่เป็นธรรมดา

ถาดที่หลุดลอยและจมหายไปในห้วงกระแสน้ำนี้ก็เช่นกัน

หากถาดนี้มีกำลัง ไม่หมุนวนไหลไปตามกระแสแห่งน้ำที่พัดพาล่องลอยไป อย่างผู้ไร้กำลัง

ถาดที่จมหายไปในกระแสน้ำนี้ ก็จะไม่จมหายไปในห้วงธาราแห่งกระแส

ถาดที่มีกำลังทวนการไหลแห่งกระแส ย่อมเป็นถาดที่ไม่จมหายไปตามห้วงของกระแส

นี่..เป็นผลอีกด้านหนึ่งที่ไม่เคยคาดคิด

นี่เป็นผลอีกด้านหนึ่ง ที่คนทั้งหลาย ไม่เคยนึกคิดกัน

ผลจากผลึกที่สุกงอมแห่งปัญญา ในกาลที่เห็นความเป็นจริงตรงหน้าอย่างแยบคายนั้น

พระพุทธองค์ได้ทรงรำพึงถึงธรรมแห่งความเป็นธรรมดา ที่พระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพียรมาว่า

นี่..เรา..!! ว่าไปตามกระแสโลก โลกเขาปรารภกันว่า การกระทำเช่นนี้ๆๆๆ

จะทำให้เราพ้นไปได้เสียจากทุกข์ นี่เราปรารภโลก แต่เรามองไม่เห็นทางออกไปเสียจากโลก

โลกบอกว่า การทำเช่นนั้น เช่นนี้ มันดี เราได้กระทำเสียยิ่งกว่าบุรุษใด ที่จะทนทานหรือกระทำขึ้นมาได้

แต่เรา..ไม่สามารถที่จะพ้นไปเสียจากกระแสโลก

ดุจถาดที่ล่องลอยไปตามกระแสเชี่ยวแห่งแม่น้ำ ที่สุด ถาดนั้นก็ย่อมโดนกลืนกิน จมหายลงไปตามกระแส โลกย่อมเป็นเช่นนี้

การปรารภโลก ทำตามโลก ว่าตามโลก ย่อมจมไปในกระแสความลึกของโลก ใจย่อมออกจากโลกไม่ได้

และอีกนัยหนึ่ง เรามักจะปรารภตนเอง ว่าการว่าไปตามกระแสโลกนี่ มันใช่ มันน่าใคร่ น่าพิศมัย ว่าไปตามกระแสแห่งทิฏฐิตน

การปรารภโลก และการปรารภตนเอง นี่เป็นกระแสให้ใจดวงนี้ จมลงไปในห้วงแห่งกระแส

หนทางที่จะออกจากกระแส ไม่ใช่การปรารภโลก หรือปรารภตนเอง

สิ่งที่สัตว์ทั้งหลายออกจากกระแสแห่งวัฏฏะไม่ได้

นั้นก็คือ ขาดปัญญาที่จะปรารภธรรม..!!

อะไรคือการปรารภธรรม…

การปรารภธรรมคือความเห็นตรง ที่ว่ากันไปตามความเป็นจริง ตามเหตุและปัจจัย
การไหลไปตามกระแส ก็ย่อมจมไปในกระแส นี่เป็นความจริงอย่างหนึ่ง ผลก็เป็นธรรมดา ที่ต้องจมไปในกระแส

การทวนกระแส ก็ย่อมไม่จมหายไปในกระแส นี่เป็นความจริงอย่างหนึ่ง ผลก็เป็นธรรมดา ที่จะไม่จมไปในกระแส

ทั้งสองฟาก ผลย่อมแตกต่างกัน แต่สัตว์ทั้งหลาย ไม่เคยเลยที่จะทวนใจ เพื่อว่ายทวนกระแสไป ผลแห่งการทวนกระแส ย่อมมีผลที่แตกต่างไปจาก การไหลตามไปในกระแส

นี่…ธรรมะที่ยิ่งใหญ่ และเป็นพุทธิปัญญาแห่งมวลมนุษ์ชาติ ได้อุบัติขึ้นมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในค่ำคืนวันนั้น

จากการที่พระพุทธองค์ได้ทรงทบทวน กระแสแห่งวัฏฏะด้วยพระปัญญา จนเห็นชัดประจักษ์ใจว่า

สรรพสิ่งใดๆ ย่อมอาศัยเหตุปัจจัยเกิด การเกิดแห่งเหตุปัจจัย ย่อมเป็นไปตามเหตุและผลที่คล้องจองต่อเนื่องกันมา

นี่เป็นหลักอริยสัจ ที่เป็นความจริง สิ่งใดมีผล สิ่งนั้นก็ย่อมมีเหตุ

ทุกข์ทั้งหลาย มีผลมาแต่เหตุ

เหตุนี้เป็นสมุทัย ผลก็คือทุกข์

และสมุทัยนี่ก็เป็นผล เหตุคือ ใจที่มีตัณหาผุดขึ้นมาไม่รู้จบนี่เป็นเหตุ

นี่..เหตุและผลที่คล้องจองกันไปในฟากก่อ

นิโรธะนี่เป็นผล เหตุคือมรรค

และมรรนี่เป็นผล เหตุคือ ใจที่มีตัณหาผุดขึ้นมาไม่รู้จบ เช่นเดียวกันกับสมุทัย

ทุกข์กับนิโรธ เป็นผล มรรคกับสมุทัยนี่เป็นเหตุ

ทั้งมรรคและสมุทัย ต่างเป็นผลของเหตุ ที่เกิดจาก ตัณหาที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จักจบ จากใจดวงนี้

และตัณหานี้ ก็เป็นผล เวทนาที่ผัสสะทางอายตนะเป็นเหตุ

นี่..การปรารภธรรม มันอาศัยเหตุ อาศัยผลเป็นปัจจัยตามความเป็นจริงเช่นนี้

นี่..เป็นหลักอริยสัจ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงประจักษ์ และชี้สอนแนะนำต่อมวลมนุษย์โลก ให้เห็นตรงตามความเป็นจริงเพื่อก้าวพ้น ไปเสียจากทุกข์

การพ้นไปเสียจากกระแสแห่งโลกได้ ผู้ก้าวพ้น ย่อมต้องมีดวงตามองเห็นธรรมดาของโลก เช่นนี้ก่อน

ใจดวงนี้ต้องรู้จักเส้นทางตรงตามความเป็นจริงก่อน

เมื่อมีปัญญารู้ชัดตรงตามความเป็นจริง มันก็มีสติปัญญาพอที่จะเลือกช่องที่จะเดิน

หากเดินทางกระแสใจที่เป็นสมุทัย ผลก็ย่อมเผชิญทุกข์ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตามหลักเหตุหลักผล นี่เป็นหนทางเดินแห่งมิจฉาทิฏฐิ

หากเดินทางกระแสใจที่เป็นมรรค ผลก็ย่อมเผชิญทุกข์เช่นกัน แต่เผชิญแล้วมันดับ และดับอย่างไม่เหลือเชื้อ เมื่อถึงที่สุด ตามหลักเหตุหลักผลและเหตุปัจจัย นี่เป็นหนทางเดินแห่ง สัมมาทิฏฐิ

จะเดินทางสัมมา หรือจะเดินทาง มิจฉา เราเป็นผู้เลือกเดิน

ไม่มีใครจะมาบงการให้เราเป็นผู้เดินให้อยู่ภายใต้คำบังคับบัญชา

เรา..เป็นผู้เลือก ที่จะดำเนินมาทางก่อ หรือดับ

หากก่อ ก็เป็น สมุทัย ผลก็คือ ทุกข์อย่างไม่มีวันจบ

หากดับ ก็เป็นมรรค ผลก็คือ ดับสนิทไม่มีทุกข์ให้ก่อ

เราเป็นผู้เลือก เราเป็นผู้ดำเนิน เราเป็นผู้กระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ หรือต่อยอด ให้ยิ่งทุกข์ อยู่ที่ตัวเรา

เรา..ก็ลองเลือกเส้นทางเดินกันดู

เช้าวันเสาร์นี้ ข้าของสวัสดีให้มีแต่ความเจริญ…

พระธรรมเทศนาจากบทธรรม เรื่อง ** อากาศสัญญาที่ก่อเป็นควันพิษสุมใจตนเอง ** ณ วันที่ 8 กรกฏาคม 2558 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง