จิต..ไม่ใช่อัตตาและอนัตตา

จิต..ไม่ใช่อัตตาและอนัตตา

1368
0
แบ่งปัน

14238163_1569300916712513_4654684480041376997_n
>>ลูกศิษย์ : ขออนุญาตเรียนถามครับ เคยได้ยินว่าพระพุทธเจ้าบอกว่าจิตเป็นอนัตตา เพราะจิตจริงๆไม่มี แต่เป็นกระบวนการเกิดดับตลอดเวลาของ สัญญาสังขารวิญญาณ ต่อเนื่องกันเป็นสันตติจิต

เมื่ออายตนะภายนอกกระทบอายตนะภายใน จะเกิดกระทบที่ สัญญา เกิดปรุงแต่งด้วยสังขาร แล้วเกิดความรับรู้ทางวิญญาณ นี่คือหนึ่งขณะจิต เกิดแล้วดับ แล้วเกิดตลอดเวลา จิตจึงเป็นอนัตตา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจิตแท้ๆ แต่เป็นการสืบต่อของสัญญาเท่านั้น

ส่วนหลังจากวิญญาณแล้วจะเป็น นามรูป สฬายตนะ ฯลฯ ก็ว่ากันต่อไป ไม่ทราบว่าพอจะเป็นเรื่องอนัตตาได้ไหมครับ

<<พระอาจาย์ : ขอตอบคุณ เล็ก ๆ จิต ไม่ได้เป็น อนัตตา หรืออัตตา อนัตตาหรืออัตตา เป็นลักษณะของไตรลักษณ์ จิตอยู่เหนือไตรลักษณ์ คำถามที่ถามมา มันแยกกาลไม่ออก มันตอบได้หลากหลาย ไม่ทราบว่าต้องการรู้สภาวะจิตก่อนมี นาม-รูป ขณะมีนามรูป หรือมีนาม-รูปไปแล้ว หรือก่อนจะเป็นดวงจิต .

หากพูดถึงสภาวะ ที่มี นาม-รูป การเกิดดับ อาศัยการผัสสะ เกิดเป็น เวทนา จากผัสสะมาถึงเวทนา มีกระบวนการมากมายจะยกตัวอย่างให้ฟัง เช่นทางตา. เมื่อเกิดผัสสะทางตาคือเห็นรูป เวทนาตัวแรกเกิด เป็นเวทนาที่เป็น อวิชชา คือไม่รู้ เกิดการปรุงแต่ง เรียกว่าเจตนาแห่งสังขาร สัญญาความทรงจำเทียบเคียงรูป ที่ผัสสะ ทำหน้าที่

เมื่อปรุงแต่งจบในสัญญา เกิดเป็นวิญญาณรู้ วิญญาณแปลสมมุติเป็นเวทนาในนามรูป ส่งไปที่สมอง กลายเป็นเวทนาที่ปรุงแล้วเสร็จ เป็นกระบวนปฏิจจสมุปบาทครบกาล รู้ว่าเป็นอะไร ที่รู้นั้น มันเป็นชาติ คือเกิดออกมาแล้ว ท่านเปรียบเทียบไว้เป็นชั่วขณะจิต คือเร็วมาก เหมือนเรานึกถึงอเมริกาเราก็รู้ อเมริกาเลย ไม่ใช่เป็นการเกิดดับของดวงจิต อย่างที่นักอภิธรรมโม้มา

จิตมันมีดวงเดียว ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ เกิดจาก อวิชชาเป็นเหตุ มันจะไปเกิดดับที่ไหน จิตเกิดการเกิดดับ จิตก็เป็นไตรลักษณ์ซิ จิตมันอยู่เหนือไตรลักษณ์ การเกิดดับมันเป็นเวทนา เวทนาเป็นอาการหนึ่งของนามขันธ์ นามขันธ์ก็เป็น อาการหนึ่งของจิต ไม่ใช่ตัวจิต. ขณะจิต มันเริ่ม จากผัสสะ ผ่านกระบวนการจนเป็นชาติ คือเกิดรู้ขึ้นมา มันมีความซับซ้อนของโปรแกรมที่รันกันมา ของกระบวนการแห่งนามขันธ์ เป็นวงรอบแห่งกาลซ้ำๆ เรียกว่า สันตติ เป็นเวทนาขึ้นมา

เวทนาตัวนี้แหละ ที่อาศัยผัสสะเกิด แค่ขณะจิตเดียว คือเร็วมาก ไม่ใช่เป็นดวงจิต ที่เกิดดับ ตัวที่ดับ ที่คิดว่าจิตดับ คือตัวรู้นอก การรู้นอกเมื่อผ่านกระบวนการจบ มันก็ดับ แต่รู้ในมันไม่ดับ มันรู้ตลอด ตราบใดที่ยังมีการผัสสะ และผัสสะก็มีอยู่ตลอดเวลาแม้เวลาหลับ ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตทรงธาตุขันธ์อยู่

จิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดดับ มันเป็นเรื่องของ รูป-นาม เป็นอาการของจิตอย่างหนึ่ง ที่ปรุงแต่งทั้งทาง วิถีจิต และภวังค์จิต จิตจึงไม่มีเกิดดับ ไม่ได้เป็น อนัตตา จิตคือธรรมชาติที่ปรุงแต่งตลอดเวลา ด้วยอำนาจแห่งอวิชชา ที่มาจาก..” ผัสสะ “…!!!

>>ลูกศิษย์ : ถ้าปราศจากอวิชชา จิตจะอยู่ในสภาวะหรือสภาพแบบไหนครับ..

<<พระอาจาย์ : ก็ต้องว่ากันว่าอยู่กาลไหนอีก ธนาวิน หากรู้แล้วว่าความจริงเป็นอย่างไร เมื่อธาตุขันธ์ยังไม่สิ้น อาการแห่งจิตทุกอย่าง ก็ทำหน้าที่เหมือนเดิม รับรู้ร้อนหนาวอ่อนแข็งเหมือนเดิม กายก็ทุกข์เหมือนเดิม เป็นแต่ใจ ที่ไม่ไหลไปในกระแสให้เกิดความทุกข์ทางใจ ผู้ที่ยังอยู่ในอวิชชา ทุกข์กายและทุกข์ใจ ผู้ที่รู้จักอาการแห่งอวิชชา ทุกข์กายไม่ทุกข์ใจ..ต่างกันแค่นี้

ขณะมีธาตุขันธ์.. การบรรลุธรรม จะรู้หรือไม่รู้ อะไรคือ อัตตา อะไรคืออนัตตา ท่านทั้งหลายก็บรรลุธรรมได้ เมื่อบรรลุแล้ว ท่านผู้ทรงคุณก็เข้าใจความเป็นอัตตา หรือ อนัตตาโดยปริยาย สามารถอธิบายได้ ความเป็นอัตตาและอนัตตามันเป็นลักษณะของสรรพสิ่ง เพื่อรู้จักกับมัน ว่ามันเป็นของมันเช่นนี้ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลสิ่งของ ที่เราจะไปยึดมั่นถือมั่นได้

เข้าใจถึงความเป็นอนัตตา ใจก็วาง อุปาทานได้ บรรลุได้ รู้ก็บรรลุได้ ไม่รู้ ก็บรรลุได้ ขอให้มีทุนเดิมที่สร้างสมเอาไว้เถอะ ฟังธรรมเพียงครั้งเดียว บรรลุได้ เรารู้ธรรมฟังธรรม ปรารถนานิพพาน ด้วยใจที่ตั้งมั่น ดำเนินแนวทางตรง หากชาตินี้เข้าไม่ถึงซึ่งนิพพาน เกิดอีกครั้งในยุคของพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป ฟังธรรมซ้ำครั้งเดียว บรรลุเลย….ตำราท่านก็ว่ามาอย่างนั้น..

>>ลูกศิษย์ : ถ้าธาตุขันธ์สิ้นไปแล้วล่ะครับ สภาวะของจิตจะเป็นอย่างไร..

<<พระอาจาย์ : เมื่อกายที่ทรงธาตุขันธ์ สิ้นไป จิตดวงนี้ ก็จะเหลือแค่ อายตนะจิต ที่ไม่สร้างรูป เป็นธรรมธาตุจิตที่มีแต่ อายตนะ ไม่มีการจุติ ไม่มีวิญญาณ ไม่ใช่ อากาศ ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่ความว่าง ไม่ใช่สัญญาหรือไม่มีสัญญา ไม่มีกาล กลางวันกลางคืน หรือสัญชาตญาณแห่งภาวะจิต แต่อายตนะ แห่งจิต ยังมีอยู่ ….คุคุคุ เรื่องนี้มีโอกาสแล้วะขยายต่อเป็นเรื่อง เป็นราว ที่หน้าเพจ >>ลูกศิษย์ : ภาวะที่สมาธิตั้งมั่นเทียบเท่ากับเป็นการวางโดยตัวเขาเองหรือเปล่าคะ

<<พระอาจาย์ : ขอตอบพรหน่อย..เพิ่งอ่านเจอ

ภาวะการตั้งมั่น และวางในทุกสิ่ง เทียบไม่ได้กับการที่จิตมันวางด้วยตัวมันเอง มันอยู่ห่างไกลกันคนละฟากกันเลยทีเดียว การตั้งมั่นไม่เอาอะไร มันเป็นตัวตน มีเจ้าของการวางอยู่ มันยังไม่วาง ที่วางเพราะมันยังไม่เกิดถึงทิฏฐิ…หากถึงทิฏฐิมันเมื่อไหร่ มันไม่วาง

แม้แต่ตัวสมาธิเอง มันยังยึดการเป็นเจ้าของผู้มีสมาธิอยู่เลย มันวางที่ไหน ความพอใจในสมาธิมันแสดงผลอยู่ มันไม่ได้วาง ที่คิดว่าวาง มันหลงอาการคือโง่หลายอยู่..

พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง อนัตตา ณ วันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2556 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง