ถามตอบ.. เจ้าของแห่งธรรม
ที่มาของปัญญาเปรียบเสมือนก
ส่ว
.ส่วนมากที่เราเล
ดังนั้
ที่มาคือผมอ่านหนังสือธรรมะ
ดังนั้นสิ่งที่พระไตรปิฏกไม
เหมือนความรู้สึกว่า
<< พระอาจารย์ : กล่าวได้น่าฟัง สำหรับผู้มีภูมิความรู้ธรรม
ธรรมทางเฟส มันเหมือนกล้องส่อง มองเห็น แต่คว้าไม่ถึง
เราอย่าพึงไปเอาอะไรกับมันม
ทางตำราก็เหมือนกัน เหมือนส่องกล้องมองไป คว้าเท่าไหร่ก็ไม่ถึง อย่างที่ตาเห็น
ธรรมทั้งหลายที่สอดส่องกัน ยอมรับกันซะ ว่ามันมองผ่านเลนส์ ความเห็น เป็นแค่อากาศ มันเป็นได้แค่ความรู้ ไม่ใช่ความจริง
เมื่อลงมือก้าวเดินไปยังสิ่
หากกำลังก้าวไปถึงในสิ่งที่
มันจะเข้าใจโดยไม่ต้องถามใค
ว่าความจริงในสิ่งที่เห็นทั
ความจริงทั้งหลายนั้น มีความจริงที่ยิ่งๆไปซุกซ่อ
รู้ไหม… ความจริงทั้งหลายมันเป็นแค่
เพียงแต่ระยะทางแห่งการ เดินมาเจอความจริงทั้งหลาย แต่ละคน มันมีหนทางไม่เท่ากัน.. การรู้ถึงสมมุติ จึงแตกต่างกัน
รู้สมมุตินี้ เป็นปัญญา สมมุติทั้งหลายที่มีค่า จึงกลายเป็นแค่มายา
เป็นมายาที่หลอกหลอนใจมิได้
สมมุติทั้งหลาย จึงกลายเป็นวิมุติแห่งใจ ที่ไร้สาระแห่งการไขว่คว้า และครอบครอง..
>> ลูกศิษย์ : กราบนมัสการ..ผมมันคนชอบคิด
เพราะผัสสะมันต้องมีเจ้าข
เพราะความไม่รู้แต่ย
ผมจึงเข้าใจว่าเขาเข้าใจสภา
.คือม
แค
<< พระอาจารย์ : การกล่าวธรรม เรากล่าวให้ใครฟังก็แล้วแต่
ผู้ฟังผู้รับ จะได้เข้าใจเหตุ ที่ไปและที่มา ไม่งั้น เราก็เหมือนกล่าวให้เราฟังอ
เมื่อผู้ฟังตีความหมาย เขาก็ย่อมเข้าใจไปตามความหม
บางเรื่องก็เลย ดูว่าเหมือนพูดคนละเรื่อง นี่เหตุเพราะไม่เข้าใจกาล ในการพูดอธิบาย บางเรื่องก็คุยลึกเกินไป เรียกว่าค้นคิดลงลึกไป มันเป็นตัวเราค้นความคิดที่
เราพูดถึงไข่ อธิบายถึงไข่ หากไม่บอกว่านี่เป็นไข่ไก่ มันก็อาจตีไปเป็น ไข่เป็ดไข่นกไข่ห่านไปโน้น
ดีไม่ดี เข้าใจว่าเป็นไข่แมว มันก็ยิ่งไปคนละเรื่องกันอี
พระธรรมเทศนา จากบทธรรม เรื่อง รู้ธรรมจริง …..ไม่จำเป็นต้องท่องจำ คำบาลี ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง