พระองค์ใหญ่…เมื่อไหร่เสร็จ ท่อน 3

พระองค์ใหญ่…เมื่อไหร่เสร็จ ท่อน 3

408
0
แบ่งปัน

นี่…ตอนนี้ กว่าจะนำมาลงช้าหน่อย เพราะไม่ว่าง แต่ก็รับปากไว้ว่าจะนำมาลงวันนี้ เป็นเรื่องที่คุยกับตาลือ จอมตัวตนและทิฏฐิ ให้ก้มลงกราบแนบพื้นได้

หวัดดีจร้า ทุกคน นี่..ทุ่มกว่าแล้ว เมื่อกี้ ลงไปโม้ เรื่องการทรมารกาย คึคึ มุมมองที่ข้าแสดง มันมีมุมมอง ที่แตกต่างเสมอ 

นี่..เป็นเพราะ ใจที่มันมีการโยนิโสอย่างละเอียด และแยบคาย จนเคยชิน มันฝึกมันฝนของมันมานาน ความคมในแง่คิด มันจึงคมกริบและแตกต่าง

แม้เรื่องนั้นๆ จะเป็นเรื่องที่คนทั้งหลายต่างก็รู้กันก็เหอะ เรามาว่าถึงเรื่องของตาลือต่อ จะได้จบ ตาลือเมื่อแกได้ฟัง เหตุและผลในอีกด้านหนึ่ง

ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวแกเองก็มองเห็นอยู่ทุกวัน แต่..นึกไม่ถึง ข้านี้ชี้ชัดลงไปถึงการ ยึดมั่นในตัวตนของแก ทุกคำถามที่ชี้ลงไป แกหาข้อแย้งไม่ได้เลย

สิ่งที่นายช่างผู้มี แต่ความคิดของตัวเองถูก ทิฏฐิสูงจัด มันก็เห็นว่า สิ่งที่ถูก มันถูกแค่ องศาเดียว อีก 359 องศา มองไม่เห็น ทั้งๆ ที่มันก็มีหลากหลายกว่า

สิ่งที่จอมทิฏฐิ จะแสดงความคิดเห็นออกมาได้นั่นก็คือ จ้องหน้า ด้วยแววตาฉงน ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง และค้างเติ่งด้วยความเงียบที่ไร้คำแย้ง ที่สุด ข้าก็ถามแกว่า

>> ตาลือ แกว่าแกเคยฝันไม๊ ?

ตาลือ..พยักหน้า

>> ข้าจึงกล่าวว่า ในฝัน คนเรามีเรื่องราวมากมาย รู้ไหม ว่ามันเกิดจากอะไร ?

แกไม่กล้าตอบ กลัวโดนสวน จ้องหน้าและนิ่ง

>> ข้าจึงกล่าวว่า ความฝัน มันก็เป็นอาการของจิต ที่มันปรุงแต่งไปเรื่อย แกคงไม่ตั้งโจทย์ก่อนนอนเพื่อที่จะฝันเป็นแน่ แกยอมรับไหมว่าแก บังคับฝันไม่ได้ ?

ตาลือพยักหน้า

>> งั้นแกฟัง… ความฝันมันก็คืออาการปรุงแต่งทางจิตอีกวิถีหนึ่ง เรียกว่า ภวังค์จิต ตัวตนของเราย่อมไม่รู้สึก ร้อนอ่อนแข็ง หรือเจ็บปวดอะไรใช่ไหม ?

ตาลือพยักหน้า

>> นั่นแหละ..แกคงไม่อึดอัดขัดข้อง กับลูกกับเมีย กับของมีค่า หรืออะไรต่อมิอะไรในฝันนั้นใช่ไหม ?

ตาลือพยักหน้า

>> เวลาแกฆ่าคนตายในความฝัน แกมีความผิด ต้องลงนรก ต้องติดคุก ให้ใจระทมไหม ?

ตาลือส่ายหน้า

>> เพราะมันเป็นความฝันใช่ไหม ?

ตาลือพยักหน้า

>> ฉะนั้น ความฝันมันไม่มีอะไรจริงเลยใช่ไหม มันเป็นแค่อากาศ ที่มันเกิดการผัสสะ ทางนามขันธ์ ในมโนจิต แล้วปรุงแต่งขยายออกไปเรื่อยๆ ใช่ไหม ?

ตาลือพยักหน้า

>> ที่ในฝันไม่ทุกข์ ไม่ว่าจิตจะปรุงแต่งอย่างไร เพราะไม่มีเราเข้าไปเป็นเจ้าของจริงๆ ใช่ไหม ?

ตาลือแกนิ่ง เริ่มงงๆ

ฝันนี้..เป็นอาการอย่างหนึ่งของจิต ที่ไม่ต้องอาศัยตัวตน ที่มีเจ้าของ อย่างที่เราเป็นๆ กัน ตอนตื่นไม่หลับฝัน เราเองก็เข้าใจกัน

แต่ลือรู้ไหม…ตอนตื่น ขึ้นมา เมื่อผัสสะทาง ตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ ทำไม ลือจึงเดือดร้อน ทั้งๆ ที่มันก็คือ อาการหนึ่งของจิต ที่อาศัยการปรุงเช่นกัน

แต่พอตื่น มันดันมีเจ้าของซะนี่ ที่จริง ลือรู้ไหม อาการแห่งจิต มันมีกระบวนการ การทำงาน คือการปรุง ไม่เคยหยุด ตอนอยู่ในภวังค์จิต มันก็ปรุง มันก็ทำงาน ของมันไปตามเรื่อง

พอตื่น นี่เรียกว่า เข้าสู่ วิถีจิต คืออาศัยประสาท กล้ามเนื้อเส้นเอ็น ตาหูลิ้น อะไรต่ออะไร ในการผัสสะแล้วปรุง จิตมันก็ปรุงไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนในฝันนั่นแหละ

ต่างแค่ มันอาศัย วิถีกระทบแห่งเรือนกาย เป็นช่องทางของการปรุง คือ มันทำงานตลอดเวลา

พักจากนี้ ก็ไปทำงานในภวังค์

พักจากภวังค์ ก็มาทำงานในวิถีจิต

ทั้งสองฟากนี้..มันเสมอกัน คือมันเป็นเครื่องมือที่ทำงานไปตามกลไกแห่งธรรมชาติ ของวิญญาณ แต่พอทำงานในวิถีจิต จิตมันเพิ่มโปรแกรม การรักษารูป

เพราะต้องอาศัยการกระทบผัสสะเป็นเหตุ แต่การทำงานในภวังค์จิต มันไม่ต้องอาศัยการกระทบ ทางเรือนกาย จึงไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรม พิทักษ์รักษาตัว

ไอ้โปรแกรม พิทักษ์รักษาตัวนี่แหละ มันคิดว่า มันเป็นตัวตน มันเอาอาการการทำงานปรุงแต่ทางจิต มาเป็นตัวมัน เมื่อมีตัวตน ที่เป็นตัวมัน มันก็เลย มีอาการเดือดร้อน

เป็นนั้นเป็นนี่ เป็นโน่น เป็นโน้น เป็นแม่งทุกอย่าง ที่มันคิดว่า ของกู ทั้งๆ ที่ จิตมันก็ปรุงไปตามอาการของมัน เหมือนๆ กับที่มันปรุงของมันตอนอยู่ในฝัน

มันทำงานไม่รู้ไม่ชี้ของมัน อยู่อย่างนั้น เป็นเพราะมีแก เข้าไปเป็นเจ้าของอาการ แห่งการปรุงแต่งแห่งจิต ไอ้ลือ นี่..แกว่า คนเรามันบ้าไหม มันเข้าใจว่า ตัวมันเป็นกันทั้งนั้น

นี่แหละลือ เขาเรียก อุปาทาน ท่านที่ถอดถอนอุปาทานได้แล้ว ไม่มีท่านเข้าไปเป็นเจ้าของ ท่านรู้ของท่านเฉยๆ ท่านไม่เสือกอย่างพวกเรา มันต่างกันแค่นี้

ส่วนไอ้ที่ขัดหูขัดตาเรา นั้น ท่านก็ว่าไปตามสัญญาโปรแกรมใจที่มันเข้าถึงความจริงเช่นนี้ นรกก็ไม่มี สวรรค์ก็ไม่มี พรหมเทวา โลกมนุษย์อะไร ก็ไม่มี

ที่มี มันเกิดจากโปรแกรมจิตที่ยังหลงอยู่ในโปรแกรมสมมุติ และเรา ต่างก็อยู่ในกระแสโปรแกรมแห่งสมมุติ เหมือนๆ กันซะด้วย

นรกจึงมี บาปบุญคุณโทษจึงมี สวรรค์ มี พรหมเทวา มีโลกมี และนิพพานมี ที่มี ล้วนแต่เป็นโปรแกรมสมมุติ เพียงแต่แก…ออกจากสมมุติไม่ได้

แกก็ต้องทุกข์กับความฝันที่ยังตื่น ด้วยอาการแห่งคนตาบอดมืดมิดต่อไป ด้วยเหตุของความไม่เข้าใจ ความเป็นจริงของอาการแห่งจิ

ตาลือตาโต และตะลึง เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมเช่นนี้มาก่อน แกลุกขึ้นก้มลงกราบ และรู้สึกปิติใจ ที่ได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยได้รู้ได้เห็น

ทั้งๆ ที่รู้ที่เห็นอยู่เป็นประจำนั้นแหละ แต่..ไม่เข้าถึงความเป็นจริง มันมีแต่ตัวตนเข้าไปตัดสิน นี่…เป็นผู้หลง ในอาการแห่งจิต

ที่สำคัญ เป็นกันทั้งโลก …. ธรรมวันนี้ในเรื่องของตาลือ ก็คงสมควรแก่เวลา สวัสดีกับทุกๆ คน ขอสาธุคุณ..

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง