ใจ…ที่ว่ากันตามธรรมชาติจิต (TH/EN)

ใจ…ที่ว่ากันตามธรรมชาติจิต (TH/EN)

1361
0
แบ่งปัน

จริตข้านี้แปลกนักหนา ถามว่าแปลกไหม มันก็ไม่แปลกหรอก เพียงแต่ข้าเฝ้าดูมันอีกที อาการและโปรแกรมมันก็แสดงไปตามสันดานจิต ที่จริงข้ารู้อยู่ เบรคๆ มันก็ได้ แต่ผู้เฝ้าดูมันไม่อยากยุ่ง ธรรมชาติของมันเป็นอย่างไร ก็ปล่อยไปอย่างนั้น 

เหมือนเราเฝ้าดูหนังหน้าจอ เราดูเรารู้จักตัวละครทุกตัว นี่นางเอก นี่ผู้ร้าย นี่พระเอก ตัวแสดงมันก็แสดงไปตามบทบาทราผู้ดูมีหน้าที่ดู และนำเอาตัวอย่างบางตอนมาเป็นข้อคิด เพื่อเตือนใจเรา เราคงไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวละครในจอที่เขาแสดงได้ ตัวละครย่อมแสดงไปตามบทบาทและหน้าที่ ที่ตัวเองโดนโปรแกรมมา จะให้ได้ดังใจใคร คงเป็นไปไม่ได้

พฤติกรรมข้านี้ก็เช่นกัน ข้าไม่ชอบเลย บางอย่างมันน่ารังเกียจ แต่ทำไงได้ โปรแกรมจิตมันมีสันดานเป็นมาอย่างนั้น ถ้าไปดัดมัน เราก็รู้อยู่แก่ใจ ว่ามันไม่จริง เป็นการกระทำขึ้นมาเพื่อให้ดูดี โจรหรือผู้ร้าย มันก็ทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ มันเป็นธรรมชาติของการตอแหลอยู่แล้ว

แต่ใจเราเองรับการตอแหลไม่ได้ สัญญาโปรแกรมไม่ชอบ มันมีอยู่ เมื่อใจเรามากระทำซึ่งการตอแหลเอง ทั้งๆ ที่มีสติรู้อยู่ มันก็จะเกิดอาการอึดอัด เหมือนเราเจอคนที่มันมาตอแหลเรา แต่เรารู้การตอแหลนั้น ฉันใด.. ใจที่เห็นอาการแห่งโปรแกรมจิตอยู่ รับตัวเองไม่ได้ก็ฉันนั้น จึงเป็นที่ไม่ถูกใจของคนที่ยึดว่า ต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนั้น

ข้าแค่เบรคๆ ให้มันพอดีๆ กับการอยู่ร่วมกันในสังคมก็แค่นั้น ธรรมชาติจิตข้ามันผู้ร้าย มันสะสมมาเป็นแบบนั้น มันเป็นมาก่อนข้าเกิดมาเป็นตัวข้าซะอีก แต่ก่อนไม่เป็นอย่างนี้ อย่างที่พูดก็ดี ทำก็ดี ขัดหูขัดตาคน นั่นเป็นเพราะการรักษาภาพพจน์จนเกิดความเคยชิน ตามสมมุติของสังคม ทำไปโดยไม่มีสติ ที่มีสติ ก็เป็นสติที่มีตามธรรมชาติ ที่มันเคยสะสมของมันมา

ตัวข้าในอัตภาพนี้ ยังไม่มี และที่สำคัญ ข้ายังไม่รู้จักมัน ตัวจริงของมันที่เกิดกับใจดวงนี้ ยังไม่มี สติแท้ยังไม่มี ทุกอย่างที่ได้ทำไปสมัยยังไม่มีสติ เป็นการทำขึ้นตามสภาวะของตัวตน อะไรชอบก็ถูกใจไปซะหมด อะไรไม่ชอบก็ไม่ถูกใจไปซะหมดเหมือนกัน ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ตามเหตุและปัจจัย มันไหลไปตามกระแส

เป็นใจที่มันอ่อนแอ มีตัวตนเป็นผู้ตัดสิน ทำไปตามอำเภอใจ ยึดถูกยึดผิดกับสิ่งที่ตัวเองรับรู้มา ไม่ได้สาวผลไปหาเหตุ ผลแสดงอย่างไร ใจก็ตัดสินไปตามผลนั้น ไม่เคยพิจารณา ว่าผลทั้งหลายนั้น มันมีเหตุ เมื่อเป็นคนไม่รู้จักเหตุ ความทุกข์ทั้งหลายก็ประดังผลเข้ามา มันแก้ทุกข์ไม่ได้ ถูกใจแม่งก็ชอบ ไม่ถูกใจ กูก็ไม่ชอบ ใจมันเป็นเจ้าของทุกๆ อย่างในกายนี้

ใจดวงนี้มันโดนคลุมจับกุมด้วยความอยาก แต่ไม่รู้ว่าตัวเองอยาก ที่รู้ก็รู้ด้วยอำนาจของกิเลสที่มีตัวตน เป็นเจ้าของการรู้นั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วจะโพทนาว่า ตัวเองดี ตัวเองถูก คนอื่นไม่ยอมมาเข้าใจเอง เมื่อไม่ถูกใจ คนอื่นๆ ผิดหมด ถ้าถูกใจ อะไรๆ ก็โอเค นี่ใจคนเราธรรมชาติมันเป็นแบบนี้

..พุทธศาสนาชี้ให้เห็นความเป็นจริงของธรรมชาติ ว่ามันเป็นอย่างไร ชี้ให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อรู้จริงได้ มันก็จะได้วางใจได้ถูก ไม่ไหลวนตามไปในกระแสมากนัก โลภ.. ธรรมชาติของมันคือการเอาเข้า โกรธ..ธรรมชาติของมันคือการเอาออก และทั้งโกรธและโลภ เป็นอาการหนึ่งของการ หลง..!!

ทั้งสามตัว เป็นอาการแห่งจิต มันหล่อเลี้ยงกันมาไม่รู้จะกี่แสนกี่ล้านชาติ ต้องเรียกว่าอนันตชาติ หาจุดเกิดกำเนิด และสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้…!!

ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายโลภ คือการก่อ ฝ่ายดับคือการโกรธ นี่ฟังดูแล้วมันแปลก แปลกเพราะเราคิดไม่ถึง เราหมายความโกรธว่า เป็นความดุร้าย อาฆาต พยาบาท โกรธนี่แหละคือผลัก ดันออก ไม่เอา ดับไป ไม่ก่อ สงบ สงบนี่แหละคือธรรมชาติของโกรธ

มันไม่เอาความเดือดร้อน ไม่สงบชอบสร้างความเดือดร้อน นี่ก็โกรธ เป็นธรรมชาติของโกรธอีกเช่นกัน มันมีทั้งฟากที่เย็นจัด และฟากที่ร้อนจัด อยู่ที่ใจจะเอนเอียงไปทางไหน สงบก็กิเลส ไม่สงบก็กิเลส เพราะมันเป็นอาการแห่งโกรธ เป็นธรรมชาติของจิตอย่างหนึ่ง เพียงแต่เราไม่เรียกว่าโกรธ เราใช้สมมุติอย่างอื่นแทน

เพราะความไม่รู้เป็นเหตุ ความไม่รู้นี่แหละคือ อวิชชา อวิชชาก็คือตัวหลง หลงยึดทุกอย่างว่า ใช่หรือไม่ใช่ โกรธเป็นอาการแห่งหลง โลภก็เป็นอาการแห่งหลง ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะ การผัสสะเป็นเหตุ

..ข้าเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีอาการแห่งจิตปรุงแต่งมาอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้ข้ารู้จักมัน ใจมันไม่ได้ไหลไปตามกระแสแห่งผัสสะ ที่แสดงออกว่าไหล มันมีผู้เฝ้าดูอยู่ กำลังดูบทบาทที่มันแสดง ข้าไม่ห้ามมันหรอก เอากันแค่พออยู่ได้ จิตที่มันหล่อหลอมมาในฟากจัญไร มันก็แสดงออกไปแบบจัญไร

ก็เมื่อก่อนไม่รู้นี่ เลยกดมันไว้ ผลก็คือ แทบทุกคนเห็นว่าข้าดี เป็นเพื่อนที่ดี พ่อที่ดี และเป็นลูกที่ดี ดีเพราะทำมันขึ้นมา ตามที่โลกเขาว่า และตัวกูก็ว่า ไม่ได้กระทำไปตามธรรมที่มันมีและมันเป็นมาตามธรรมชาติ เพราะเราไม่รู้จักธรรม อะไรคือธรรม เราไม่รู้จัก ที่รู้จัก มันเป็นธรรมชาติของโลกที่เขาสมมุติกัน และเป็นธรรมชาติของเราที่สมมุติกัน และเราไม่ได้รู้จักอย่างแท้จริงว่ามันเป็นสมมุติของชาวโลก และเป็นสมมุติของตัวเราที่ว่าไปตามโลก ธรรมที่แท้จริงจึงไม่เกิดขึ้นมาในหัวใจนี้ เรามัวแต่ปิดตา ว่าไปตามโลก และมัวแต่ปิดตา ว่าไปตามใจตัวเอง เราไม่มีดวงตา ว่าไปตามธรรม

ใจนี้เมื่อมาเห็นธรรม มันก็เห็นแบบเหนือโลก เห็นแบบเหนือตัวตน มันเห็นธรรมชาติที่มันมีและมันเป็น มันไม่ได้เห็นอย่างที่เราเห็น มันเห็นลึก เห็นทุกมุม ที่ใจดวงนี้ และธรรมชาติแห่งใจใดๆ ที่มันเป็น รูปนี้กายนี้มันเลยพิลึกกึกกือ แสดงออกไม่เป็นไปตามใจใคร

เราเห็นใครแสดงยังไง เราก็เห็นใจเราแสดงออกมาเช่นนั้น เราเห็นใครๆ เราก็เห็นใจเราอย่างที่เห็นใครๆ เหมือนกัน บางอย่างมันจึงน่าอดสูสำหรับใจเรา เรามองเห็นความเลวที่ใจมันประกอบกันขึ้นมา เหมือนเราเห็นคนอื่นที่เขาทำกัน เราไม่ชอบใจดวงนี้เลย แต่เราต้องยอมรับมัน ว่ามันเป็นของมันเช่นนี้ อย่าไปหวังให้ถูกใจใคร มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง

พระอรหันต์เจ้า ท่านรู้จัก โกรธ ท่านรู้จัก โลภ ท่านรู้จัก หลง ท่านจึงไม่ได้ไหลไปกับ โลภ โกรธ หลง ที่ใจมันแสดง เพราะท่านรู้ว่า นี่มันเป็นอาการหนึ่งของจิต ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของ ก็ไม่ใช่หน้าที่ของใครที่จะต้องไปตัด ไม่ใช่หน้าที่ของใครที่จะต้องไปปล่อย ไปวาง ผู้รู้ ผู้วาง ผู้ว่าง อยู่ที่ไหน นั้นแล…แดนกำเนิดแห่งภพ!!!

มันเป็นอุปาทาน มีความเป็นเจ้าของแห่งตัวตน ยังหลงอยู่เต็มภูมิใจ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พยายามตัด โลภ ตัดโกรธ ตัดหลง พระอรหันต์ท่านไม่ตัด ถ้าท่านไล่มาเป็นลำดับขั้น จนเป็นพระอรหันต์ ท่านก็จะรู้ว่า กูนี่โง่ตัดมายาวนาน ตัดให้ตายเป็นจอมโคตรอรหันต์ มันก็ตัดไม่ได้

มันเป็นของมันอย่างนั้น ไม่มีใครไปเป็นเจ้าของ แล้วใจจะไปเดือดร้อนกับมันทำไม มันเป็นแค่อาการปรุงแต่งแห่งจิต เรียกว่าจิตสังขาร มูลเหตุมัน ก่อกำเนิดมาจาก อวิชชา และอวิชชาเป็นที่มาของอาการแห่งเหตุทั้งปวง อวิชชาไม่มีผู้ดับ และอวิชชาไม่มีผู้ก่อ อวิชชาเกิดกำเนิดมาจากเหตุและปัจจัย ระหว่างธรรมธาตุกับธาตุทั้งสี่

อวิชชาก่อกำเนิดเกิดมาด้วยประการละฉะนี้ วิธีแก้อวิชาเบื้องต้นคือ ช่างแม่งมัน และต้องช่างแม่งมัน ด้วยสติที่ไม่รำคาญ ช่างแม่งมันจึงจะแก้ อวิชาได้……!!!

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2556 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง


The Heart as the nature of a Mind

My manner is quite strange, if you ask me, but I don’t think it is strange. I just watch it over. The behaviors and manners are continuously perform by our mind. In fact I know every single movement and I can stop them, but the “Watcher” in my mind rather sit still. He let it go as what it is by its nature.

Like we are watching a movies on a screen, we know every single character, this is the protagonist, this is the antagonist, this is bad guy, this is good guy. The characters are now playing their roles. We have a duty to watch them and get some examples for our thoughts, to remind us. We can’t change the script nor the roles as they were. They are keep on playing as they were programmed. It can’t be changed.

My behaviors are the same, they are also disgusting and I don’t like it. But what can I do? The program in my mind was set up and imprint in my nature. If we bend it or try to change it, we knew it is not “ourselves”. It is just a civilize way to make us better images. Even the bandit or bad guy can fake and fool someone by this deceiving, It is the nature of lying.

But our mind can’t accept this lying, the remembrance program in our mind is exist and he doesn’t like it. Once we lie by our own heart and we knew we are lying, we feel discontent, discomfort, like what we saw from a liar who lied to us. We can tell this deceiving from someone, our mind can tell this deceiving from our behavior, too. So this is quite embarrassing for a people who cling on what it must be all truth.

I just stop and make it balance for living in society. The nature of my mind is so evil, I made it like that, so long before I was born. In the past, it was quite differ from now, what I did, what I said, it was all nuisance and annoying. That was my character, my behaviors, it was perform by its assumption without any conscious. If there are some conscious, they were followed by nature which pile up in my mind for long time ago.

Myself, in this identity, is not exist. Most important, I didn’t know it yet. The true “Me” which lives in this heart is never exist. The true conscious is never occur. Everything I had done when I had no conscious, they were all done by the condition of behaviors. I loved what I like, I hated what I dislike. I liked some and I hated some, depend on my emotions and cause and results which flow in the stream of craving.

It was the weak mind and judged by using identity, performed by craving, attached with the misunderstood thoughts, never reach the causes of results. What the results shown, my heart judged by itself and never scrutinized deeper what was the true causes. Once I was a suffered person, all suffering were overwhelm and I couldn’t solve the suffering. I liked what I loved, I hated what I was not happy, the mind was control everything in my past.

This heart was captured by desire but it didn’t know this. It knew by the power of craving of oneself unconsciously. Then it claimed and looked for people’s faults but never looked for its own faults. Everybody were wrong, but if he liked it, everything was fine. This is the nature of the heart.

Buddhism pointed us the truth of nature as it should be, pointed us what it was. Once we know it, we can let it down and never fall into the flow of craving and desire. The nature of desire is take-in. The nature of anger is blow-out. Both of them are the behavior of fooled!!!

These 3 things are the manner of mind, flourished for thousand of hundred thousand of life. Must be called “eternity flourishing”, can’t find the beginning or the end.

In Paticcasamuppda, the desire is the occurrence, the anger is the suppression. It sounds strange because it is beyond our consideration. The meaning of the anger as the suppression is furious, menace, vengeance, this it the blow-out meaning. To put and end to, push out, cease up, not calm, this is the nature of anger.

In the mean time, the anger seems unrest, troublesome and indifferent. These are also the nature of anger, It has extremely hot and cold side in anger, depend on which way the heart likes. Clam is desire, not clam is also desire. These are a natural manner of mind which is common, but we called it in different name.

Due to the ignorance is the cause of all. Ignorance is stupidity and stupidity is fool. Fool made us attached in everything we like or not, so anger is a manner of fool, greed is also a manner of fool. All of these happened because of the mind contact.

I am a human, so I have my heart’s manner in this way, but now I know it. I didn’t flow with the stream of desire which I was contacted. There is a “watcher” who is now watching my performances. I don’t stop him for doing this. Let him does whatever he wants in my acceptable condition. The mind which produced from the dark side, surely performs in dark manner.

In the past, I didn’t know how to handle this manner, so I suppressed them all. People around me saw me as a good father, a good friend, a good son because I had made myself and performed as the world want a good man to be. I didn’t perform by the nature because I didn’t know what Dhamma is. It was the world of assumption and they were not the truth. These assumption were made by other people in the world and we were all blind follow. We didn’t use Dhamma to think of it.

Now this heart once see Dhamma, it can perceive beyond the world. It can see the nature as they all be and they are not like what we saw. I can see every piece in my heart and the nature of this heart is being. This body, this mind is so weird and act independently.

If we can see someone’s action disgustingly, we can see our mind perform in the same effects. And if we can see our mind, other can see it too. Somethings are embarrassing to be said, we can see the evil which compose our heart and we can see other people’s heart if they are evil. We don’t like this thing but we have to accept as it is. You can’t make every people happy, it is what it is.

An Arahan (Buddhism Saint) surely know anger, greed, fool so he never fall into the stream which his heart perform. He know these are parts of action which perform by his mind. Nobody own them, even him. So it is not his obligation to care or cut them down. If anyone knows this truth, there is the origin of birth!!!

They are all assumption, owned by ourselves, and we all appreciate them. Many classes of Buddhism Saint tried to cut them down : anger, greed and fool. But Arahan don’t need to cut them because he will not cut them down, if he became a saint spontaneously, he will knows that it is such a fool to do so, even a great great Arahan couldn’t cut them.

They are what they are, nobody own them and why we have to care? They are all just the behaviors of mind, so called “the mind activities”. They are based on ignorance and ignorance is the cause of all behaviors. This ignorance can’t be exterminated and ignorance need no founders, it occurred by cause and results of Dhamma elements and 4 fundamental elements. If ignorance is occurred by these factors, the modest way to solve it is to desert it and we must desert it by our distracted conscious!!!!

แปลโดย | Translator : Toby Pang‎