จริง…แต่ไม่จริง

จริง…แต่ไม่จริง

1173
0
แบ่งปัน

1454724เรื่องนี้เพิ่งเทศน์ไปเมื่อคืน เช้านี้เรามาอ่านกันหนุกๆ

วันนี้มันมืดดี ทั้งๆที่พรุ่งนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ ฝนตกฟ้าพรำอยู่นิดหน่อย จึงมองไม่เห็นแม้เงาจันทร์ ธรรมชาติที่นี่ สงบ และดีต่อการเจริญภาวนามากๆ หนอ..

วันนี้เดินทางมาทั้งวัน ได้ผ่านอะไรมาก็พอได้พิจารณาอยู่ เรามาคุยกันถึงเรื่อง สมมุติกันหน่อย

ทุกวันนี้.. เราเรียนรู้ธรรมกันมากมายดาษเดื่อน แต่ที่เราไม่รู้จักกันเลย ว่าสิ่งที่เรารู้ๆกันนั้น มัน สมมุติ

เรามองดูผลไม้หรืออะไรซักอย่างซิ ว่าทั้งหลายที่เรามองเห็นหรือรู้จักนั้น มันคืออะไร มันมีชื่อเรียกว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้ เอาเป็นว่า มันคือคุ๊กกี้ก็แล้วกัน

เราเห็นและเรารู้จัก ว่ามันคือ คุ๊กกี้ แต่ถ้าหากว่า มีใครมาบอกและมาเรียกและยืนยันมันว่า องุ่น มันจะเกิดอาการอย่างหนึ่งขึ้นมา นั้นก็คือ ค้านขึ้นมาในใจ และเราจะบอกเขาว่า เขาเรียกว่า คุ๊กกี้ ไม่ได้เรียกว่า องุ่น

หากอีกฝ่ายส่ายหน้า บอกว่า นี่แหละๆๆ เขาเรียกว่า องุ่น ความอึดอัดใจในตัวเราก็จะยิ่งเพิ่มความไม่พอใจมากๆขึ้นไปอีก

บางคนก็ยอม โอเคๆๆๆๆ องุ่นก็องุ่น แต่มันยอมด้วยอาการของการตัดความรำคาญ มันไม่ได้ยอมรับด้วยความ ยินดี มันจะเก็บเอาไปเป็นความอาฆาต ความพยาบาท แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยๆเช่นนี้ก็ตาม

ที่สุด มันก็จะเริ่มออกไปหาพวกพ้องสนับสนุน และโจมตีด้วยถ้อยคำแห่งวาทะ ว่าอีกฝ่าย โง่หลาย คุ๊กกี้แท้ๆ ดันเสือกเรียกว่า องุ่น คนที่เห็นด้วย ก็จะติดโรคๆหนึ่งคือ เออว่ะ กูก็ว่า..!!!

ที่สุดแล้ว อีกฝ่ายที่เรียก คุ๊กกี้ว่าองุ่น ก็เป็นคนเลวและโง่ไปโดย ปริยาย ทั้งๆที่เรื่องแค่เล็กน้อย ไม่มีมูลค่าอะไรเลย ฝ่ายที่เรียกคุ๊กกี้ว่า องุ่น เขาก็ไปหาพวกสนับสนุนเขาเช่นกัน ว่าไอ้บ้านั้น มันโง่หลาย องุ่นแท้ๆ ดันเสือกเรียกว่า คุ๊กกี้

ฉะนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ย่อมยึดความถูกต้องของตัวเองเป็นหลัก ที่สุด เรื่องแค่นิดเดียว มันก็อาจขยายความกันออกไป เป็นที่มาของความ ไม่ชอบใจ
ไม่ชอบขี้หน้ากัน ในที่สุดก็กลายเป็นศัตรู ทะเลาะกัน ฆ่ากัน เครียดแค้นกัน เพราะความยึดในสิ่งที่ตนเองคิดว่าใช่โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง และเราทั้งหลายที่อยู่กันบนโลกนี้ ก็เป็นกันเช่นนี้ คือ มักจะขัดแย้งกัน เพราะยึดในสิ่งที่ตนเองเห็น

นี่เขาเรียกว่า หลงในสมมุติ เอาสมมุติที่ตัวเองยึดและหลงโดยไม่รู้ตัว มาเป็นตัวตน และเอาสิ่งที่ยึดนั้น ฟาดฟันทำลายผู้อื่นและตัวเอง โดยไม่เข้าใจตามความเป็นจริ

ความเป็นจริงนั้น คืออะไร….?
สิ่งใดๆก็ตาม ที่มีรูป หรือไม่มีรูป ที่เราเห็นหรือผัสสะ มีชื่อหรือไม่มีชื่อ ที่ปรากฏอยู่ เห็นอยู่ ล้วนเป็นสมมุติทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดมีจริงๆเลย

คุ๊กกี้หรือองุ่น ก็เป็นแค่ชื่อสมมุติเรียก หากเรายอมรับว่า มันเป็นแค่ชื่อ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสมมุติเรียก ความขัดเคืองใจ ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เรามันยอมรับกันยากหลาย

แม้เราจะยึดในสมมุติว่า มันคือ คุ๊กกี้ แต่เมื่ออีกฝ่ายยืนยันว่า นี่ คือองุ่น เมื่อขอฟังคำอธิบายเขาว่าทำไมถึงเรียกว่า องุ่น หากเรายอมรับคำอธิบาย ในสิ่งที่เขาเรียก เรื่องก็จะไม่เกิด แม้ไม่ยอมรับในคำอธิบาย แต่เพื่อความสบายใจของเขา เราก็ยอมรับไปเหอะ องุ่นก็องุ่น เรื่องก็จะจบลงได้ด้วยดี แม้มันจะเป็น คุ๊กกี้ตามที่เราเห็นๆอยู่ก็ตาม สำคัญเราจะรับกันได้ไหม หากรับได้ เราดำเนินมาทางดับ หากรับไม่ได้ เรากำลังดำเนิน มาทางก่อ

ผู้ที่ยึดในสิ่งที่ตัวเองรู้และเข้าใจ จนเรื่องบานออกไปเป็นอารมณ์เครียดแค้นชิงชัง นี่เป็นพวกที่หลงตัวตนทั้งสิ้น อารมณ์พวกนี้ เป็นจิตที่จะไปก่อร่างสร้างกายใหม่ ไม่เป็นสัตว์ ก็เป็น อสูรกาย เพราะผลแห่งภาวะจิตปัจจุบันมันชี้เหตุอยู่

และเราทุกคน โดยธรรมชาติ ก็มีสัญชาติญาณกันเช่นนี้ซะด้วย ทั้งนี้ เพราะขาดการอบรมจิต เข้าไม่ถึงความเป็นจริงแห่งจิตที่มันมีและมันเป็น

เมื่อเกิดความขัดใจหรือไม่ได้ดังใจ มันจึงแสดงออกมาถึงความ ดุร้าย ความดุร้าย มันแสดงออกมาให้เจ้าของเป็น โดยไม่รู้ตัว

เราจึงต้องอาศัยการอบรมจิต เพื่อให้รู้เห็นตรงตามความเป็นจริง ว่าสิ่งที่เรายึดกันทั้งหลายนั้น มันเป็นแค่สมมุติ ไม่มีอะไรเป็นจริงอย่างที่เรายึดมั่นกันเลย นั่นก็คือ การอบรมจิตให้เกิดการ “ยอมรับ”

หัดยอมรับเถิดว่า อะไรก็ตาม มันเป็นเพียงแค่สมมุติทั้งนั้น เราไม่ควรเข้าไปทำการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย มากจนเกินไป ขยายอาณาเขตที่ว่างไว้ให้มันบ้าง หัดยอมรับไป เมื่อเขาบอกว่า มันเป็นองุ่น ทั้งๆที่เราเห็นว่าเป็น คุ๊กกี้

หากเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น เราพิจารณาเห็นว่า แย้งไปชี้ไป ก็คงไม่มีประโยชน์ มันคงไปโน้มน้าวใจให้เขาเห็นเป็นคุ๊กกี้ตามเราไม่ได้โดยแน่แท้

เรานั่นแหละ พึงยอมรับ และเห็นด้วยกับเขา ว่า เออ.. องุ่นก็องุ่น เรื่องทั้งหลายก็จะจบ จบเพราะเราเป็นคนหัดยอมรับในสิ่งที่มันแย้งกับใจเรา

ยอมรับกับความเจ็บปวดใจ ในสิ่งที่มันไม่ใช่ ทั้งๆที่เราคิดว่าใช่ เราจะทำได้ไหม หากทำได้ ใดๆในโลก ใช้สูตรนี้แค่สูตรเดียว เมื่อเรามีการอยู่ร่วมกันในสังคม

เราหัดทำใจยอมรับผู้อื่นที่เขามีความเห็นแย้งกับเราซะบ้าง โลกนี้จะสงบและเย็นลง เรา….จะยอมรับความเจ็บปวดด้วยหัวใจเราแต่เพียงผู้เดียวได้ไหม เพื่อให้เขาได้ดั่งใจในความคิดที่เขาเห็น

การยอมรับตามที่เขายึด แม้จะขัดกับเรา ทั้งเขาและเรา มันมีความจริงอยู่ว่า หากเขาผิด เราก็ผิดเช่นกัน แม้ว่า เราคิดว่ามันจะถูก

หากเขาถูก เราก็ถูกเช่นกัน แม้ว่าเราจะเห็นว่ามันจะผิด เพราะทั้งของเขาและเรา มันก็ต่างยึดเป็นสมมุติด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีใครเป็นจริงเลย เราจะเข้าถึงและยอมรับได้ไห

การยอมรับนี้นี่แหละ เรียกว่า ทางสายกลาง แต่ละคน มีกำลังแห่งทางสายกลางไม่เท่ากัน มันขึ้นกับกำลังใจและสติปัญญา ของเจ้าตัวเป็นที่ตั้ง

ผู้ที่ได้รับการอบรมจิตอยู่เนืองๆ ย่อมมีกำลังใจในการยอมรับสูง ผู้ที่ไม่มีผู้ชี้และได้รับการอบรมอยู่เนืองๆ มันมักจะไม่ยอมรับอะไรกับใครง่ายๆ

ตัวตนมันสูง ถูกใจมันก็ชอบใจไปซะหมด ไม่ถูกใจ มันก็ไม่ชอบใจไปซะหมดเหมือนกัน ตรงนี้เรียกว่า ทิฐิ

คนมีทิฐิ ย่อมเดินทางสายกลางลำบาก เพราะมันมักจะโต่งออกไปข้างใดข้างหนึ่ง เป็นจิตที่ไม่ได้รับการอบรมว่า ทุกสิ่งที่ยึดมั่นทั้งหลายนั้น มันเป็นแค่ สมมุติ

มันยึดสมมุติมาเป็นตัวตน เราจึงยอมรับอะไร ที่มันค้านจากใจที่มันจดจำมา ไม่ได้เลย มันไม่ยอมรับ

ความชอบหรือไม่ชอบ ที่มันยอมรับอยู่นั้น มันเป็นอารมณ์แห่งตัณหาที่ผุดขึ้นมาจากใจไม่รู้จบ ไม่ใช่การยอมรับแบบแนวทางของผู้ที่มีปัญญา ที่เรียกว่า ทางสายกลาง

ทางสายกลาง ที่ดำเนินทางอริยมรรค คือการยอมรับทั้งฟาก ก่อและดับ ว่ามันเป็นสมมุติทั้งคู่ ไม่มีอะไรใครดีเลวกว่ากัน เพียงแต่เราต้องเลือกในทางที่จะดำเนิน นั่นก็คือ หนทางแห่งความดับ

การที่จะดับ เราต้องอบรมจิตให้ได้ว่า โลกนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน จงยอมรับมันซะ
โลกนี้ ไม่มีอะไรได้ดั่งใจ จงยอมรับมันซะ โลกนี้ มันเป็นของมันเช่นนี้ จงยอมรับมันซะ

เมื่อรู้แล้วว่าทั้งโลก มันเป็นของมันอย่างนี้ จงยอมรับและพึงคิดไว้ว่า “ช่างแม่งมัน”….

สวัสดี คืนนี้ขอจบลงด้วยคำว่า “ช่างแม่งมัน” หุหุหุ ขอให้นอนหลับฝันดี ร่ำรวยทุกๆคน คึคึคึ….