ตายเมื่อไหร่วิญญานอาจมืดมน

ตายเมื่อไหร่วิญญานอาจมืดมน

261
0
แบ่งปัน

*** “ตายเมื่อไหร่วิญญานอาจมืดมน” ***

ชีวิตต้องเผชิญเป็นธรรมดา

มันอยู่ที่เราจะประคองใจอย่างไรให้ฟันฝ่ามรสุมที่มันถาโถม

เราเป็นผู้เลือกที่จะคัดหางเรือแห่งชีวิตที่จะดำเนินเดินออกไป จากความยุ่งยากเหล่านั้น

ท้อแท้ได้ แต่อย่าพ่ายแพ้ แพ้เมื่อไหร่ โลกมันจะกระทืบและย่ำยีคุณ

ขอสาธุคุณให้มีแต่ความสุขความเจริญ มาว่าเรื่องจิตวิญญานกัน

เรื่องจิตวิญญาณนั้นลึกลับ ยากแก่การทำความเข้าใจ

นั่นเพราะผู้คนทั้งหลาย ไม่มีโอกาสได้เผชิญ

กำลังจิตของผู้คนส่วนใหญ่ ก้าวเข้าไปไม่ถึง กำลังไม่พอ

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดภาวะพ่อค้าคนกลางเข้ามาหากินกับเส้นทางนี้

ข้าได้ไปโมทนาจิตที่ภาคใต้ ขณะยืนหยาดน้ำลงพื้นดิน วิญญานแม่หนาน อันเป็นย่าของเจ้าบ้านก็ผ่านร่างภรรยาเจ้าของบ้าน

ย่าแกเข้ามาสั่งเสียและดีใจที่ได้กลับมามีโอกาสได้สั่งเสียและพูดคุย

ย่าบอกท่านไปดีมีความสุข ให้หมั่นทำทานทำบุญดูแลบุพการี

ย่าผ่านไป อาที่เสียไปหลายปี ก็ผ่านร่างภรรยาเจ้าของบ้านต่อ

บอกว่าลำบาก ชีวิตมืดมนหาหนทางไปไหนไม่ได้ ช่วยเขาด้วย

ย่าเขาไปดี ไปเกิดเป็นเทพธิดา แต่เขามืดไปหมด ขอให้ช่วยเขาด้วย ..ช่วยด้วย..!!

ทุกคนที่ยืนต่างขนหัวลุกตั้ง ไม่คิดว่าจะได้เผชิญกับวิญญานสองดวงในคราวเดียวกัน ที่แตกต่างกัน

ท่านเอย..บาปบุญมันมี ตราบใดที่อกุศลยังไม่มาให้ผล คนชั่วย่อมไม่รู้ตัว ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นบาปกรรม

ข้าเจอเหล่าดวงวิญญานมากมายทั้งหลาย เขาเหล่านั้นต่างยื่นมือมาหาข้าและกล่าวว่า อยากสร้างพระๆๆๆๆ

มันทำให้เห็นชัดว่า การสร้าวพระ มีกุศลและเป็นบุญกับเหล่าวิญญานทั้งหลาย

แต่หลายคนทำลาย และมีความเห็นว่า งมงาย ไม่ช่วยให้เกิดความพ้นทุกข์

จริงๆการสร้างพระนี่มันเป็นเปลือก แต่เปลือกนี่แหละคือสิ่งที่ปกป้องคุ้มครองดูแลเนื้อเยื่ออันเป็นสัจธรรมไว้

อาของเจ้าของบ้าน ก่อนตายนิสัยออกนักเลง มักเอาความคิดตนเป็นใหญ่ ไม่ทำบุญทำทานอะไรนัก

ยามตายกายแตกเพราะเหตุแห่งรถชนตาย วิญญานโดนกักด้วยวิบากและมืดมนไปไหนไม่ได้

ที่นี่บุญญพลัง มีหลายฝ่ายมีเจตนาทำลาย ทั้งหน่วยงานที่ตระบัดสัตย์ และพวกมุ่งทำลายศาสนา เมื่อถึงเวลา ชีวิตก็มืดมนเช่นกัน

หากผู้ทำสมาธิจนได้ญานแห่งบุพเพนิวาสา ท่านเหล่านี้จะเห็นเรื่องราวของการเกิดดับ ที่ไม่ใช่มีแค่ชาตินี้

ท่านเหล่านี้จะไม่ประมาทต่อชีวิตที่จะเร่งทำบุญสร้างกุศล เพราะเขาประจักษ์ได้ด้วยจิตแห่งตน

แต่ผู้คนทั้งหลายที่มืดมน เข้าไม่ถึง ย่อมยังความประมาทและไม่เชื่อเรื่องบาปบุญที่มันจะมาให้ผล

การที่จะระลึกได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร

ต่างศาสนาเขาก็ฝึกฝนระลึกกันได้มากมาย ก็ใช่จะพ้นทุกข์

กลับยิ่งยึดกับสิ่งที่รู้ที่เห็นจนถอดถอนตัวตนไม่ได้หนักเข้าไปอีก

พุทธศาสนา ชี้ให้เห็นเรื่องอริยสัจ ในการเข้าไปรู้เห็นระลึกในอดีตชาติที่ผ่านมา ว่าเหตุต่างๆที่เป็นมา มันเกิดจากเหตุอะไร

ผู้มีปัญญาเข้าไปวินิจฉัยเหตุนั้น ที่ทำให้เกิดตัณหาผุดขึ้นมาไม่รู้จบ จนต้องเกิดความทุกข์ยากและต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้มีปัญญาหาหนทางแห่งการดับทุกข์เหล่านั้น ด้วยเหตุและปัจจัยแห่งปัญญา ที่เราเรียกว่าหนทางแห่งมรรค

ตัณหาต่างๆที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้จบจากใจดวงนี้ จึงพอทุเลาเบาบางจางคลายลงมาได้

นี่..การระลึกชาติที่มีผลจากการปฏิบัติ มันจึงสมภูมิแห่งผู้มีปัญญา

ท่านเหล่านี้เห็นว่า การกระทำชั่ว เจ้าของจะต้องเผชิญและรับผลแห่งวิบาก อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อีกเรื่องคือเหล่าวิญญานที่รอคอยการสิ้นสุดของอายุขัยแห่งวิญญาน

บางพวกก็มืดมน บางพวกก็สว่างสู่สุคติตามกำลังแห่งบาปบุญ

พวกที่ยังมีกำลังไม่พอ ก็จะสิงอยู่ในรูปต่างๆ ที่เป็นวัตถุสิ่งของ ที่ตนเคยใช้ เคยเป็นเจ้าของ หรือสิ่งที่เป็นเจตนาต่อเขา

สมัยหนึ่ง ที่อำเภอสรร จังหวัดชัยนาท
ข้าได้ไปพักบ้านชีเทือง นางนิมนต์ไป

ขณะนั่งสมาธิโคนต้นไม้
ช่วงก่อนค่ำก็เกิดนิมิตขึ้นมาในมโนจิต

ญาติผู้ใหญ่ของชีเทืองเข้ามากราบ

บอกว่าอยู่ที่นี่นานแล้ว

ข้าถามว่าอยู่ตรงไหนของที่นี่

เขาตอบว่าอาศัยอยู่ในรูปที่ห้องพระ

นี่..วิญญาณบอกเองว่า รูปก็อาศัยอยู่ได้

การอาศัยอยู่ในรูป ทำให้วิญญาณไม่เป็นอิสระ

ไปไหนไม่ได้ รอส่วนบุญส่วนกุศลที่ญาติๆ อุทิศไปให้

ข้าบอกว่า ข้าจะเอารูปมาทำลายนะ

เขาบอกว่า แล้วเขาจะไปอาศัยอยู่ที่ไหน
ในเมื่อทุกอย่างในโลก มีวิญญาณสิงอาศัยหมด

ข้าบอกว่า วิญญาณท่านจะเป็นอิสระ
อยู่ได้โดยวิบากแห่งภพภูมิท่าน
โม่โดนกักขังอยู่ในรูป ด้วยเจตนาของลูกหลาน

กำลังบุญที่แผ่อุทิศให้ จะทำให้ท่านไปสู่สุคติ
จนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัยแห่งวิญญาณ

เขาก้มหน้านิ่ง ลังเล ข้าบอกว่า
ความลังเลจะรับการโมทนาบุญที่แผ่ให้ไม่ได้

ขอให้ตัดสินใจ

อีกสองวันวิญญาณก็เข้ามาสู่นิมิตอีก บอกว่า

อาหารที่ลูกหลานนำมาถวายและอุทิศส่วนกุศลนั้น ทำให้เขามีความสว่างเห็นหนทางมากขึ้น

เขาตกลงที่จะน้อมยอมรับส่วนกุศล

เมื่อวิญญาณปลงใจ
ข้าจึงแผ่กุศลทั้งหลายบอกกล่าวชื่อเขา

และเอารูปเขาไปเผาทิ้ง ปรากฏว่า คืนนั้น
วิญญาณมาบอกกล่าวกะข้าเองว่า เขาอิสระ..

นี่เป็นเรื่องที่เราไม่ควรจะเก็บกระดูก
หรือรูปถ่ายคนตายไว้ในบ้าน

เขาควรจะเป็นอิสระตามธรรมชาติแห่งวิบาก ที่ควรมีและควรเป็นตามธรรมชาติของเขา

เรา..กักขังเขาด้วยอุปาทานที่เรายึดและคิดเอา

เขา..จากไปแล้ว ให้เขาไปตามธรรมชาติอย่าเหนี่ยวรั้งด้วยทิฏฐิและความรู้สึกเรา

สิ่งเหล่านี้มันลึกลับเกินกว่าเราจะเข้าใจ ยังไงก็ขอให้สร้างกุศลเอาไว้ก่อนตายจากไป

ชีวิตหลังความตาย ท่านจะได้ไม่มืดมน ดั่งใครบางคนที่เขากำลังจะเผชิญ..!!

พระธรรมเทศนาวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562

โดยพระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง