คิดอย่างเดียวว่าตนดี ตายแล้วก็ไปมืดได้

คิดอย่างเดียวว่าตนดี ตายแล้วก็ไปมืดได้

89
0
แบ่งปัน

*** “คิดอย่างเดียวว่าตนดี ตายแล้วก็ไปมืดได้” ***

น้อมกราบแทบเท้าท่านธรรมกะด้วยเศียรเกล้าเจ้าค่ะ

หนูขออนุญาตเรียนถามว่า ทางพระสอนไว้ว่าให้เราระลึกถึงความดีที่เราทำ

นึกถึงองค์พระที่เราศรัทธา เวลาเราตายไปเราจะได้ไปสว่าง กรณีเราทำความดีด้วยนะ
และทีนี้ พอหนูทำธุรกิจแอมเวย์ ก็ถูกสอนมาว่า

เราอยากประสบความสำเร็จให้เราจินตนาการว่า เราสำเร็จแล้ว กำลังยืนอยู่บนเทวี

ทีนี้คำถาม…เกิดหนูตายขึ้นมา จิตหนูจะไปอยู่บนเวทีไหมเนี่ย คำถามจากคนโง่โง่เจ้าค่ะ หนูถามจริงๆนะ รู้สึกสับสนอยู่ตอนนี้เจ้าค่ะ

#หลายคนคงอยากรู้คำตอบนี้เรามาคุยกัน..

การระลึกถึงความดีนี่ มันเป็นอุบายให้ใจแนบอยู่กับกุศล

การย้อมกุศลบ่อยๆ ก็จะทำให้เราไม่กล้าทำชั่ว คนไม่กล้าทำชั่วนั้น ก็จะไม่เบียดเบียนใคร

การไม่ทำชั่วนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะไปสู่สุคติน่ะ ไม่ใช่ว่า เราเกิดมาไม่ทำชั่วแล้วเราคือคนดี ไม่ใช่อย่างนั้น

ข้าเคยเจอวิญญานที่เข้ามากราบ เข้ามาขอส่วนบุญ ได้ถามไปว่า สมัยมีรูปครอง ได้ทำความดีอะไรบ้าง

เขาตอบว่า ก็ได้สร้างวัดสร้างวา สร้างพระ และไม่เคยทำชั่วอะไรเลย เขากลัวบาป

ตรงนี้ ทำให้ข้าต้องมาตรึกถึงความเป็นจริง ว่า ในเมื่อเขาทำความดีเช่นนี้ ตามที่เขาบอก ทำไมเขาถึงไม่ไปสู่สุคติ

ทำไมต้องมาขอส่วนบุญ บุญที่ทำไม่เพียงพอหรือ..
ที่พระสอนๆมามันเป็นความจริงหรือ..

เมื่อวินิจฉัย จึงเข้าใจได้ว่า วิญญานท่านนี้ ไม่ได้รับการอบรมใจตนเอง

การสร้างพระสร้างวัดสร้างโบสถ์ที่เขาทำ มันเป็นวัตถุ มันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความดีในบริบทของสังคม ขององค์กร ของศาสนาที่เชื่อใครเชื่อมัน

ความดีนี้ เป็นตัณหาตัวหนึ่งที่ใช้เกาะไปสู่สมาธิและปัญญา

วิญญานคิดว่า การกระทำเช่นนี้พอแล้ว เพราะเขาไม่ได้ทำชั่วต่อสิ่งใด เท่าที่จำได้ เพราะเขากลัวบาป

สิ่งเหล่านื้ ที่เราเคยเรียนรู้มา คือเมื่อตายไป เราต้องไปสู่สุคติ เพราะเป็นความดีงามของคน คนหนึ่งแห่งปัจเจกชน

แล้วทำไมความดีทั้งหลายที่เขาทำ จึงไม่ตอบสนองเขา ทั้งๆที่เขาเป็นคนดี

สิ่งที่เขาไปไหนไม่ได้เพราะเขาขาดการโยนิโสและอบรมจิตน่ะ

เขาสร้างวัดสร้างพระทำบุญอยู่เนืองๆ ไม่ทำความชั่วอื่นใด แต่ใจและสันดานเขา ชอบตำหนิเพ่งโทษและให้ร้ายผู้อื่นที่ตนเห็นว่าไม่ควรและไม่เห็นด้วยกับตน

ทุกวันนี้ก็เยอะแยะไป ที่ใจชอบทำบุญ แต่ทำบุญหวังผล มันเป็นตัณหา ไม่ใช่ทานอย่างที่พระท่านชี้สอน

ทำบุญแล้วคนอื่นจะได้ชม ทำแล้วจะทำให้ชีวิตร่ำรวย ทำแล้วจะได้ทิพย์วิมาน ทำแล้วจะได้ไปสู่สุคตินิพพาน..

มันเป็นบุญแค่ความคิดน่ะ แต่สันดานตนไม่ได้ขุดด้วยการมีสติอบรมให้เกิดปัญญา

วิญญานดวงนี้ ทำทานทางวัตถุมาดี มันจะเป็นเสบียงให้เขาเมื่อเขาไปเกิด คือมีความสุขกับที่อยู่และอาหารการกินที่สมบรูณ์ในอัตภาพ

ถ้าไปเกิดเป็นสัตว์ ก็เป็นสัตว์ที่มีที่อยู่ที่กินดี อุดมสมบรูณ์ รูปร่างดีสวยงาม มีบริวารพวกพ้อง นี่อำนาจแห่งบุญ

แต่นี่ยังไม่ได้ไปเกิด ยังเป็นวิญญานล่องลอย แสดงว่ายังไม่หมดอายุขัยแห่งวิญญาน

โอกาสเกิดเป็นสัตว์นี่มีสูง ไปเกิดเป็นเทวดาเสวยสุขตามคตินี่ คงไม่มี เพราะผลปัจจุบันแสดงตัวอยู่ ว่าไม่สุคติ

หากไปเกิดเป็นเทวดาตามคติ เขาจะมีที่อยู่สุคติคือสงบ แม้จะยังไม่สิ้นอายุขัยแห่งวิญญาน ไม่มาเร่ร่อนขอส่วนบุญ เพราะบุญเขาเต็มพร้อมเสวย..

การอบรมจิตตนในขณะมีชีวิตนี่สำคัญ ไม่ใช่คิดเอาเองเท่านั้นว่าตนเป็นคนดี

การอบรมใจตนเริ่มที่การพิจารณาให้มีสติ ทานนี่เป็นองค์ประกอบ ช่วยให้ใจไม่เบียดเบียนลดความโหดร้ายในสันดานลง

เมื่อมีการให้ ก็ต้องหัดระงับใจที่มีโทสะ ระงับโลภ และหลงคิดหลงทำด้วยอัตตาตน

การทำตามใจตนเอง ด้วยการจำเขามาและคิดเอาเองไม่พิจารณาให้ดีๆตามเหตุตามผลตามปัจจัย มันเป็นเรื่องของอัตตา มันเป็นการหลงคือโมหะอย่างหนึ่ง

เมื่อเป็นโมหะ มันก็จะหลงคิดหลงพูดหลงทำ ตามตัณหาที่ผุดขึ้นมาไม่รู้จบ เพราะเข้าใจเอาเอง ว่าตนเองถูก

ความชอบใจไม่ชอบใจ มันจึงก่อเกิดไปตามตัณหาที่ผุดขึ้นมา คือชอบใจ อะไรก็ดี ช่วยเหลือและร่วมทำบุญทำกุศลเต็มที่

ถ้าไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจตน ก็ให้ร้าย ทำลายด้วยการคิด พูด ทำ โดยไม่รู้ตัวด้วยสันดานตน

มันเป็นอำนาจบุญแห่งตัณหา เรียกว่าทำบุญอย่างเปรต ไม่ได้ทำบุญอย่างปราชญ์

การทำบุญอย่างเปรต คือการทำบุญด้วยตัณหา ทำมากๆด้วยความถูกใจ ถ้าไม่ถูกใจ ให้ร้ายและด่าเปิง

การทำบุญอย่างปราชญ์ คือการทำบุญด้วยการพิจารณาดีแล้ว ทำโดยไม่หวังผล แต่มีใจเอื้อเฟื้อที่จะทำ

หลายคนทำบุญมากแต่ไปเป็นเปรต เอาการทำบุญเชิดชูตน เพื่อให้ผู้คนเห็นว่าตนเป็นคนดี แต่ใจหยาบช้าเพ่งโทษผู้อื่น หากตนเองไม่ถูกใจ

มีหลายเหตุหลายผลที่ทำบุญมาก แล้วไปเป็นเดรัจฉาน นั่นเพราะขาดการอบรมตน เป็นบุญที่เกิดจากตัณหาที่เต็มไปด้วยอุปาทาน

ดั่งคำกล่าวคำหนึ่งว่า ” คนตกปลาไปสวรรค์ คนเข้าวัดสวดมนต์ลงนรก ”

นั่นหมายถึงว่า การกระทำอย่างเดียว ไม่ใช่ตัวตัดสิน ว่าตนเป็นคนดีหรือเลว

แต่ความคิดที่อัปรีย์ตำหนิผู้อื่นที่ไม่เหมือนตน พร้อมการกระทำและสื่อออกมา มันเป็นตัวบ่งชี้ภพ..

คิดอย่างเดียวก็ไม่ได้ไปสวรรค์
กระทำอย่างเดียวก็ไม่ได้ไปสวรรค์
สื่อหรือพูดอย่างเดียวก็ไม่ได้ไปสวรรค์

การที่จะไปสวรรค์หรือสุคติภูมิได้ มันต้องพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ ที่คิด พูด ทำ ครบทั้งสามตัวอย่างมีสติ ภพจึงจะเกิดเป็นวิบากอย่างสมบรูณ์

ฉนั้นแค่คิดอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้เป็นความดีอะไรขึ้นมา แม้จะระลึกถึงบุญกุศลอยู่เนืองๆก็ตาม

มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความเชื่อและความศรัทธาแต่ยังขาดปัญญา

เมื่อศรัทธาไม่ประกอบด้วยปัญญา กำลังแห่งการขับเคลื่อนมันจึงโต่ง โง่ ไม่มีกำลัง…

พระธรรมเทศนาวันที่ 10 มิถุนายน 2562

โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง