เดินจงกรม… ท่อนที่ 4

เดินจงกรม… ท่อนที่ 4

714
0
แบ่งปัน

ข้าโม้เรื่องการเดินจงกรมต่อดีกว่า การเดินจงกรม เดี๋ยวนี้ ตามวัดตามวา มักไม่ค่อยเห็นกัน หากมีใครซักคน อยากเดินจงกรม อยากรู้เรื่องจงกรม ต้องแอบๆ ทำกันเอา ทำโล่งแจ้งไม่ได้ มันอายคนอื่น

เพราะคนเขาไม่ค่อยจะทำกัน มันขี้เกียจ ใครเกิดฟิตทำขึ้นมา เพื่อนก็ล้อเอา อายเขาอีก ยุคนี้จึงแทบสูญพันธุ์กันเลยทีเดียว

ส่วนไอ้ที่ทำทางจงกรม ประดิษฐ์ประดอยทางซะสวยงาม แถมมีหลังคาอีก พวกนี้ ทำทางไว้อวดซะส่วนมาก ไม่ได้เดินจริงจังหวังมรรคผลอะไร

เอาไว้เดินเอาเท่ห์ และเรียกหาตังค์จากพวกตาถั่ว ทำตัวแบบพระปฏิบัติ นี่..พวกท่ามาก เป็นเจ้าของทาง เพื่อหวังลาภสักการะ และเพื่อให้คนเกิดศรัทธาชม

ทางเดินจงกรม เรากำหนดเอาระยะทางตรงไหนก็ได้ ในบ้านก็ได้ พอเดินทอดน่องได้ ซัก 14-15 ก้าวก็พอ จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง พอให้ได้พิจารณา หรือพอดูการเคลื่อนไหวกายได้ก็พอ

ตั้งใจ และยืนสงบ เอามือขวาทับมือซ้ายยกไปตั้งไว้แถวๆ สะดือ ทอดตาลงต่ำ ซักระยะ สี่ห้าก้าว รวบรวมสติให้อยู่กับกาย ทำความรู้ตัวอยู่กับกาย หรือตามความรู้สึกตัวอยู่กับการเคลื่อนกาย

หากเริ่มทำก็ให้ก้าวยกย่างไปช้าๆ ทำความรู้สึก กับการก้าวย่างยกไปก็ได้ เดินไป ๆๆ จนสุดทาง แล้วหยุด หลับตาเอาความรู้สึกจับไปกับเรือนกาย เราจะเห็นด้วยความรู้สึกทั่วพร้อมทั้งกาย

เมื่อเห็นกายทั่วพร้อมแล้ว ก็ลืมตา ทำความรู้สึกกับการหมุนตัว เมื่อหมุนแล้วก็หยุดตั้งสติก่อน แล้วก้าวเท้าออกเดิน ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งกายต่อไป

เดินทำอยู่แค่นี้ หากใจมันสงบดีแล้ว ก็เดินไวขึ้น เหมือนเราเดินธรรมดา เพียงแต่ว่ามีสติรู้ตัว ทั่วพร้อม ในการที่จะหยุด จะเดิน จะก้าว จะยก จะย่าง

หากเดินๆ แล้วฟุ้งไปทางอื่น ก็ให้ดึงกลับมาอยู่กับกาย เพราะการเคลื่อนไหว มันง่ายต่อการที่จะมีสติอยู่แล้ว ทำแค่นี้ ทำให้ชำนาญ

สิ่งที่จะเกิดกับใจเรา มีคุณค่ามหาศาล นั่นก็คือความสงบที่เคยชินกับการมีสติเคลื่อนไหว ที่เราจะใช้ในชีวิตประจำวัน หากเราชำนาญ มันจะเห็น เวทนาชัด

เวทนาในที่นี้ก็คือ ทุกอย่างที่เราผัสสะ ทางตา หู ลิ้น จมูก กาย และอารมณ์ใจ เรื่อง ทางตา หู ลิ้น จมูก กาย นี่ เรารู้เป็นธรรมดา แต่เราไม่รู้ว่า ใจเรามันคิดอะไร กับสิ่งที่ผัสสะ

สิ่งที่สำคัญของการเดินจงกรมเลยก็คือ รู้เห็นความคิดของตนเอง ตัวนี้ สำคัญมาก เราจะแปลกใจ ในสิ่งที่คิดทั้งหลาย เมื่อรู้เท่าทัน บางคนก็รังเกียจความคิดตนเอง ที่ไม่น่าเป็นคนอย่างนี้ นี่..มันจะเข้าใจและเริ่มแยกรูปนาม

เมื่อเห็นความคิด มันก็จะเข้าใจเลยว่า นี่ไม่ใช่กายมันคิด ความคิดเห็นทั้งหลาย มันเกิดจากอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่กาย กายมันไม่รู้ไม่ชี้กับความคิดเหล่านั้น และความคิดที่แสดงออกมานั้นมันมีผู้รู้เห็นความคิดทั้งหลายอยู่

นี่..เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันจะเห็นกายอย่างหนึ่ง เวทนาอย่างหนึ่ง ผู้รู้ผู้เห็นอาการเหล่านี้อีกอย่างหนึ่ง นี่..มันจะเห็นความจริงกันแบบนี้

รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้ดม มันจะเห็นชัดว่า กายไม่ได้เป็นผู้เห็น ไม่ได้เป็นผู้ได้ยิน ไม่ได้เป็นผู้ได้กลิ่น แต่อาการทั้งหลายที่เราเคยคิดว่าเราเป็นคือ กายนี้เป็นเรา

เราจะเห็นชัดว่า มันเป็นแค่อาการอย่างหนึ่ง ที่เกิดจากผัสสะผ่านกายเท่านั้น และกายนี้ ไม่ได้เป็นผู้รู้อาการเหล่านี้

ผู้รู้อาการเหล่านี้ มันเป็นอีกตัว ไม่ใช่กายรู้ ไม่ใช่กายคิด ไม่ใช่กายเจ็บ ไม่ใช่กายเห็น ไม่ใช่กายได้ยินหรือได้กลิ่น มันมีตัวรู้อาการเหล่านี้ นี่ เรียกว่า เวทนา

เวทนานี้อาศัยกาย ในการผัสสะรู้ รู้รูปก็เป็นเวทนา รู้กลิ่น รู้รส รู้เสียง รู้ร้อนอ่อนแข็ง รู้เจ็บ และรู้อะไรต่ออะไร นี่ เรียกว่า เวทนา

อาการเวทนานี้ มันอาศัยผัสสะที่เกิดจากกาย ผู้ตามเฝ้าดูกาย จะเห็นเวทนาชัด ว่าเวทนาทั้งหลาย ไม่ใช่กายเป็นผู้เป็น แต่มันเป็นอาการหนึ่ง ที่อาศัยผัสสะที่เกิดจากกาย

หากใจมันรวมตัวและเห็นชัดด้วยปัญญาตน ใจก็จะถอดถอนตัวตนที่คิดว่า เราเป็นกาย ใจที่ประจักษ์แจ้งเช่นนี้ ความยึดมั่นในกายและตัวตน จะถอดถอนออกไป

ไม่หลงงมงายกับการยึดนั้นยึดนี่อะไรมากนัก หากสติที่ทำจนชำนาญ มันตามรู้เท่าทัน นี่..อานิสงส์ของการเดินจงกรม มันจะเห็นเวทนาต่างๆ ได้ง่าย

สมัยหนึ่งข้าเดินจงกรม ข้าเดินครั้งหนึ่งนานๆ พอกินข้าวเสร็จ จัดการอะไรเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะเดินจงกรมทันที เดินไปเดินกลับอยู่นั่นแหละ เดินอย่างโง่ๆ ไม่ได้วินิจฉัยธรรมอะไร

แต่สิ่งที่ได้ก็คือ สมาธิที่หนาแน่นมาก สติไวมาก มันรู้สึกถึงคลื่นอากาศ ที่วิ่งผ่านช่องหู ได้ยินแม้เสียงไกลๆ เสียงสวดมนต์ เสียงประโคมดนตรี มันได้ยินทั้งภายในและภายนอ

ขณะที่เดิน บางครั้งก็เหมือนเดินอยู่บนยอดไม้ก็มี เหมือนเดินอยู่ในดินก็มี เหมือนกำลังลุยน้ำก็มี นี่ เป็นปิติที่ปรุงแต่งแห่งจิตขณะที่เราเดินจงกรม

ตาที่มองไปรอบๆ บางครั้งจะเห็นเหล่าผีก็มี เหล่าเทวดาก็มี เหล่าเปรตก็มี ต่างยืนเรียงรายแน่นขนัด รอบๆ ข้างทางที่เดินจงกรม

บางครั้งกลิ่นหอมระรื่นก็มี เหม็นดุจศพเน่าก็มี สิ่งเหล่านี้ มันมีทั้งที่ปรุงจากจิตและพลังงานนอกก็มี หากใจเราตั้งมั่น และรู้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นแค่เพียงเครื่องปรุงจิต ใจเราก็จะไม่หวั่นไหวไหลไปตามกระแส ที่ผัสสะและรับรู้ขึ้นมา

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่มายาปรุงแต่งสมมุติ ไม่มีอะไรจริงเลย ข้าขอยืนยัน นี่ เดินแบบโง่ๆ ก็จะรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ รู้เห็นคนเดียว บอกใครไปเขาก็ไม่เชื่อ

เมื่อการเดินมีการวินิจฉัยธรรม มันก็จะเกิดการประหัตประหารความคิดกัน มันจะรบกันภายใน ข้าเองมันวินิจฉัย ในแนวทางแห่งปฏิจจสมุปบาท มันวินิจฉัย สาวผลไปหาเหตุ กลับไปกลับมา สี่ห้าปีหลังๆ นี่ คงเป็นหมื่นๆ เที่ยว

เพราะมันถอยเข้าถอยออกอยู่กับการวินิจฉัย ชนิดตามติดกันโดยที่ไม่ถอดถอน หากแหงนหน้าขึ้นมองทาง หรือมองไปรอบๆ มันจะเห็นแต่อากาศที่ขาวโพลน มองรูปอะไรไม่เห็นเลยทีเดีย

นี่.. เมื่อจิตมันหดตัวมันก็จะมาสามัคคีรู้เห็นอยู่แต่ในส่วนที่มันวิปัสสนาอยู่นั่นแหละ นี่..การเดินจงกรมที่ข้าผ่านมา

สมัยที่วินิจฉัยกาย ไล่ตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไล่ไปเรื่อยๆ ไล่ไปจนครบอาการต่างๆ ทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ ข้าไล่ซอกซอนเข้าไปวินิจฉัยจนละเอียดหมด

พอถึงจุดหนึ่ง ก็เดินจงกรมไป อ้วกไป มันอ้วกออกแต่ลม ด้วยความสะอิดสะเอียนกายตนเอง ที่แสนจะเน่าเหม็นและสกปรก น่าขยะแขยงพองขน

มันเห็นชัดแม้ เหล่าตัวหนอน ตัวพยาธิ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในกายเรา เหล่าของเหม็นเน่า จากซากอาหารที่ซึมซับมาเป็นเนื้อเป็นหนังที่น่าหวงแหนแห่งเรือนกายนี้ มันโสโครกสกปรกสิ้นดี

พิจารณาทั้งกายเรากายเขา เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แล้วจะเอาอะไรกับส้วมเน่าๆ เหม็นๆ ที่สกปรกไม่รู้หายอยู่เช่นนี้ เราหวงอะไรกัน ข้าเดินไปอ้วกไป เป็นคืนๆ มันจึงจะลงใจและยอมรับกับความจริงที่เป็นเช่นนี้ได้

เมื่อตราบใดที่มีกาย ความสกปรกชิ๊บหายย่อมมีเป็นธรรมดา ใจมันก็เลือกที่จะไม่อยากมีกายมาตั้งแต่สมัยอ้วกแตกอ้วกแตนตั้งแต่โน่นแล้ว

พวกเรามันไม่รู้ไม่เห็นกัน มันก็เลยหลงผิวสีและรูปทรงกันชิ๊บหาย ข้านี่ ปลงใจ เห็นแล้วไม่ว่าสวยแค่ไหน มันเป็นหนังห่อพยาธิและหุ้มขี้ภายในไว้ทั้งนั้น

ใจมันก็เลยถอดถอนที่จะแสวงหา มันไม่งมงายในรูปอะไรต่างๆ อีกต่อไป ที่มีมันก็มีเพราะมันมีสัญญาที่เป็นหน้าที่ของมันตามธรรมดาเท่านั้น แต่สติตามรู้ทัน และมันเคยชินที่จะไม่ไหลไปตามกระแสแห่งสัญญา

นี่..อานิสงส์ในการเดินจงกรม มันหนาแน่นและมั่นคงกว่าการนั่งหลับตา มันเป็นวิริยะ ความเพียรที่ต้องใช้กำลังใจ ในการกระทำสูงกว่าการนั่งกลับตา

บางคนไม่เคยที่จะเดินจงกรมเลย พวกขี้เกียจ มักจะไม่เดินจงกรม มันชอบนั่งนิ่งๆ สบายๆๆ การเดินจงกรม เป็นหนทางที่จะก้าวสู่มรรคผลได้ง่าย หากใจเป็นผู้มีปัญญา

เพราะการเดิน ยังไงก็คงไม่เดินไปหลับไป อย่างการนั่งแน่ๆ อิริยาบทสี่ นักปฏิบัติควรกระทำให้ครบ ด้วยใจที่เวียนวนกับความเพียร

ทำจริงก็ได้จริง ทำสบายๆ ก็ได้แบบเด็กน้อยทำ ก็ขอให้นำไปพิจารณาดู

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 26 กันยายน 2557 โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง