พวกโลกสวยครองโลก

พวกโลกสวยครองโลก

216
0
แบ่งปัน

*** “พวกโลกสวยครองโลก” ***

ว่าถึงทุกวันนี้ ชาวพุทธเสื่อมศรัทธาไปจากเหล่าพระสงฆ์มาก

หลักๆเลยก็คือ พระสงฆ์ทำตัวไม่ดีพอ บวชมาหาเงินหาทอง

บวชมาหาลาภยศตำแหน่ง สะสมเงินทอง

จริงๆแล้ว ชาวพุทธนั่นแหละ ควรจะเข้าใจตามความเป็นจริง

ว่าเรื่องเช่นนี้ มันก็มีมาตั้งแต่โบราณ ถึงจุดหนึ่งก็มีการกวาดล้างกันเป็นยุคๆ

พระสงฆ์บวชมา จะต้องทำตัวให้เป๊ะดั่งตัวอักษรที่เขาเขียนว่าไว้ มันก็เป็นนิทานแหละ

หัวใจคนเรา มันก็ไหลไปตามกระแสนั่นแหละ

มันอยู่ที่ว่า จิตสำนึกของใครมันจะเกิดความละอายชั่วมากกว่ากัน

เงินทองนั้นมันอยู่ที่เจตนา

ถ้ามีไว้เพื่อสาธารณะ เพราะพระสงฆ์บางท่าน เป็นที่ศูนย์รวมใจมันก็ควรอยู่

เป็นผู้ที่เป็นจุดรวม เอื้อต่อสาธารณะ เป็นผู้บวชมาเผยแพร่ธรรมและศาสนา ให้มั่นคงและยิ่งยืนยาว

ส่วนพระสงฆ์ประเภท บวชมาเพื่อแสวงหาสัจธรรม ยังต้องเรียน ยังต้องเดินทาง

ค่าใช้จ่ายมันก็มีบ้างตามเหตุปัจจัย เพราะโลกเขาตั้งสมมุติขึ้นมาแบบนี้นี่

ว่ากันไปตามความเป็นจริงซิ ไม่ใช่เอาอักษรตำรามาเป็นตัวอ้าง ว่าผิดนั่นนี่

พระสงฆ์บางท่าน ที่อยู่เพื่อสัจธรรม

เออ..พระสงฆ์ประเภทนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ ต้องจ่ายสะสมอะไรก็ได้

อยู่ตรงไหนก็ได้ นอนไหนก็ได้ กินง่ายอยู่ง่าย แต่ก็น้อยเหลือเกิน

พุทธศาสนานี่ ออมชอมที่จะอยู่ด้วยกันได้ ตามความเป็นจริง

แรกเริ่ม พระพุทธองค์ก็เข้ากับทุกศาสนา มีการไปมาหาสู่พูดคุยกันกับศาสนาอื่นๆเสมอ

มันไม่ได้มีข้อบังคับกำหนดกฏเกณฑ์อะไรมากมาย

มันเป็นอัธยาศัยในความเชื่อ ต่างคนต่างก็ว่ากันไปในความเชื่อแห่งตนที่มันมี

แต่เมื่อสร้างหลักเกณฑ์ สร้างข้อบังคับ ต้องเช่นนั้นต้องเช่นนี้

ผิดไปจากข้อห้าม ข้อสมมุติ ก็ผิดจากการเป็นกลุ่มก้อน

ศาสนากูดีกว่ามึง เพราะงี้ๆๆ ของมึงมันห่วยแตก ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้

คนมันเฮงซวยเอง สร้างเงื่อนไขขึ้นมาครอบ และแตกแยกกลุ่มกันออกมา

แบ่งเป็นกลุ่มมึงกลุ่มกู ศาสนามึงศาสนากู มึงมันไอ้ควายที่เชื่ออย่างนั้น

เช่นนี้ การทะเลาะกันในเรื่องความเชื่อมันก็เกิด

เกิดแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของผู้คน ทั้งๆที่เป็นคนเกิดในประเทศเดียวกันแท้ๆ

ชาตินี่ มาก่อนจะมีศาสนาน่ะท่าน

ศาสนาแตกแยก ก็อย่าให้ชาติต้องแตกแยกไปด้วยซิ

ศาสนาสอนให้คนมันฉลาด ไม่ได้สอนให้คนมันจมไปกับความโง่

ข้านับถือศาสนาพุทธ แต่ข้าถือความเป็นชาติสำคัญกว่าศาสนา

เราเกิดมาเลือกที่จะอยู่ในศาสนาไหนก็ได้

ไม่ต้องมีศาสนาเลยก็ได้ ชาติก็ยังคงเป็นชาตินั่นแหละ

ในเมืองไทย มีศาสนาไหน ที่คนไทยตั้งขึ้นมาบ้าง เพื่อเป็นศาสนาของชาติไทย

มีแต่ลอกเขามา จำเขามา แปลเขามา เอาเขามา

แล้วมาทำตัวเป็นเจ้าของศาสนา แบ่งแยกความเชื่อ แบ่งแยกผู้คน

รวมไปถึงแบ่งแยกความเป็นชาติให้สั่นครอนและล่มจม

เราสร้างจินตนาการครอบงำให้เกิดการแบ่งแยกกันเองน่ะ

ในพุทธศาสนาเอง พวกโลกสวยจิตนาการเยอะ ก็อยากให้พระสงฆ์ ต้องอย่างนั่นต้องอย่างงี้

แต่ตัวมันเองยังนอนล่อกันอยู่เลย สะสม อยากรวย อยากอย่างนั้นอยากอย่างนี้

อ้างตำรา อ้างอักษร ทำตัวเป็นผู้รู้มาก เป็นปราชญ์ เป็นองค์กร เป็นศาสดาด้วยความเป็นกูเสียเอง

ตำหนินักบวชเป็นอาหารประจำวัน ผิดอย่างนั้นผิดอย่างนี้ ห้ามนั่นห้ามนี่

แทนที่จะทำให้ศาสนารุ่งเรือง กลับบีบและทำลายให้มันอยู่ยาก แตกๆกระเด็นออกไปเลย

ทองคำนั้นเป็นของมีค่า กว่าจะร่อนออกมาจากดินจากหิน ได้ทองนิดเดียว ดินหินน่ะมีเป็นตันๆกว่าจะได้ออกมา

นี่มันจะเอาแต่ทองคำ มันไม่เอาดินเอาหินเพื่อที่จะมาออกแรงร่อนเลย

ในพุทธศาสนาเอง พวกโลกสวยหลากจินตนาการ มักนั่งตำหนิอย่างนั้นตำหนิอย่างนี้

พระสงฆ์ดีไม่ดีนี่ ก็ควรแยกๆกันออกไป ไม่ใช่มาเป็นจอมศาสดาซะเอง แล้วตั้งกฏเกณฑ์เพื่อให้ได้ดั่งใจ

ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง พระสงฆ์องค์ไหนเต็มภูมิ คนมันก็ศรัทธา อยากทำบุญกันแหละ

ตัวสงฆ์เองนั่นแหละ บางท่านมันเฮงซวยเอง หลงไปกับกระแสแห่งความมักมาก

คุมจิตใจตนเองไม่อยู่ สะสมเงินทอง อำนาจ องค์กร พวกพ้อง

ทำให้พุทธบริษัทต้องดูแย่ในสายตาของคนทั้งหลาย

พุทธโดนทำลายมามากมายหลายประเทศ เกิดจากอุบาสกอุบาสิกา และเหล่าผู้บวชนั่นแหละเป็นหลัก

ทะเลาะกันเอง ตำหนิกันเอง สร้างเงื่อนไขมากมายเพื่อให้ตนดูดี แต่เป็นการทำลาย

ถึงยุคหนึ่ง เมื่อตกต่ำมากๆ มันก็โดนกวาดล้างกันบ้างเช่นนี้แหละ

ส่วนพระสงฆ์ที่ตั้งมั่นในความดี ท่านไม่ต้องกลัวหรอก

ท่านมั่นคงอยู่ได้ ไม่ว่าจะมีเงินไม่มีเงิน มีวัดไม่มีวัด มีคนไม่มีคน ท่านอยู่ได้

พระสงฆ์หลายท่าน ท่านภูมิใจที่ได้บวช และประพฤติตัวอยู่ในร่องในรอย

ขอให้ท่านภาคภูมิใจเถอะ อาจไม่ได้ดั่งใจใครๆ แต่ขอให้ท่านเป็นพระสงฆ์ ที่น่ากราบน่าไหว้ด้วยตัวท่านเองก็แล้วกัน

ข้าเองขอเป็นกำลังใจให้แก่เหล่าพระสงฆ์ ที่บวชมาสละตัวมา เพื่ออยู่ในพุทธศาสนา

ดีชั่วอย่างไร ท่านเป็นผู้รับวิบากนั่น

ใครจะดีใครจะเลวในสายตาใคร ขอให้ท่านจงมั่นใจ

รักษาไว้ซึ่งพรหมจรรย์ แห่งใจเราตามเหตุปัจจัยที่มันพอควร

ขอสาธุคุณ..

พระธรรมเทศนา ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2561

โดย พระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง